เคยไหมที่เกิดความรู้สึกว่า แม้จะพอรู้ว่าตัวเองมีความสามารถ มีความรู้ ทำสิ่งต่างๆ มีผลงานเป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ไม่เคยรู้สึกพอใจกับตัวเอง รู้สึกว่ายิ่งทำงานมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่าว่างเปล่า แล้งไร้ซึ่งความภาคภูมิใจในชีวิต เหมือนว่ายิ่งทำไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งไม่มีใครเห็นและชื่นชม ไม่รู้ว่าทำไปแล้ว งานและตัวเราจะไปอยู่ตรงไหนในชิ้นงาน

ยิ่งทำก็ยิ่งไม่มีจุดหมาย ยิ่งทำไปเท่าไหร่ก็รู้สึกว่ายิ่งเหนื่อยหน่ายและสูญเปล่ากับชีวิตเข้าไปทุกทีๆ ซ้ำร้าย ยังรู้สึกไปว่าหรือจริงๆ แล้ว ตัวเราอาจไม่มีค่าสำหรับงาน หรือกับคนอื่นๆ หรือเปล่า

อย่ามัวแต่เสียใจ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวคนเดียว แต่อาจเป็นภาวะทางจิตใจที่ใครๆ ก็เป็นได้ สิ่งนี้เรียกว่า ความพึงพอใจในตนเองต่ำ (Low self esteem)

“ความพึงพอใจในตนเองต่ำ” คือการที่คนเรารู้สึกในทางไม่ดีกับตัวเอง มีความรู้สึกไม่ชอบ ไม่พึงพอใจ ไม่เชื่อมั่นและศรัทธาในตัวเอง ไม่เห็นคุณค่าของตัวเองอย่างที่เป็น ไม่เคารพนับถือตัวเอง และไม่ค่อยมองเห็นความสามารถและศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง รวมไปถึงความรู้สึกปล่อยปละละเลยที่จะดูแล เยียวยาตัวเอง

ความภาคภูมิใจ

นี่คือ 21 ตัวอย่างลักษณะที่บ่งบอกว่า คุณคือคนที่มีความพึงพอใจในตนเองต่ำ

(หมายเหตุ: โดยปกติคนเราจะมีลักษณะเหล่านี้ร่วมกันอยู่แล้ว มากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละคน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีมากขึ้นถึงขั้นหมกมุ่น
นั่นอาจหมายถึงการเกิดความรู้สึกพึงพอใจในตนเองต่ำ)

อ่อนไหวต่อคำวิจารณ์ได้ง่าย

เกิดความอ่อนไหวต่อคำวิจารณ์ คำแนะนำต่างๆ แล้วแสดงออกทางอารมณ์ เช่น เศร้า น้อยใจ หรือไม่ก็โกรธ หงุดหงิดไปเลย เมื่อได้เห็นคำวิพากษ์วิจารณ์

จิตตกง่าย

อยู่ดีๆ ก็เกิดอาการดาวน์ รู้สึกเศร้าเสียใจ สะเทือนใจง่าย แม้ว่าจะพบเจอการกระทบกระทั่งแม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ

กลัวการเข้าสังคม

ถ้าไม่มองสังคมในแง่ลบ กลัวคนอื่นทำร้าย กลัวการปฏิเสธ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเพราะกลัวถูกเกลียด ตั้งตัวเป็นปฎิปักษ์กับคนอื่นๆ ก็ระแวง เก็บเนื้อเก็บตัว ไม่อยากพบเจอใครไปเลย

เช็คเรตติ้งเก่ง

ชอบเรียกร้องความสนใจ แสวงหาการยอมรับและความรักของคนอื่นอยู่เรื่อยๆ โพสต์ในโซเชียล ลงรูป ทวิตข้อความ ก็อยากให้คนกด Like กด Share เยอะๆ จริงๆ สิ่งเหล่านี้มีเป็นปกติธรรมดาในคนเราอยู่แล้ว แต่ถ้าถึงขั้นหมกมุ่น เข้าไปเช็คฟีดตลอดก็คงไม่ไหว แสดงถึงความขาดความพอใจในตนเอง จึงต้องแสวงหาความพอใจจากคนอื่นมาเติมเต็ม

แสวงหาความสุขจากสิ่งภายนอก

เพราะเมื่อไม่ภูมิใจในตัวเอง ก็ยากที่จะมีความสุขจากภายใน ก็เลยต้องดิ้นรนหาความสุขจากสิ่งนอกกาย เช่น ต้องแต่งตัว มีเครื่องประดับแพงๆ หรือเสพความสุขชั่วครั้งคราวจากเกม การพนัน อาหารอร่อย สถานที่เที่ยว หนักจนไปถึงสารเสพติดต่างๆ

ละเลยในการดูแลตัวเอง

ตั้งแต่เรื่องสุขภาพ ความสะอาดของร่างกาย ความเรียบร้อย ความเป็นระเบียบวินัย บ้านช่องรกรุงรัง จนไปถึงการงานที่ไม่จัดสรรให้เป็นระเบียบ เพราะมักจะรู้สึกว่า ถ้าชีวิตไม่ได้มีคุณค่าขนาดนั้น แล้วจะดูแลตัวเองไปทำไม

พฤติกรรมการกินผิดปกติ

ต่อจากข้อก่อนหน้า เมื่อไม่ดูแลสุขภาพตัวเอง ก็เลยเถิดทำให้การกินผิดปกติ ถ้าไม่กินมากไปเพราะต้องการใช้ของกินเพื่อเติมเต็ม ก็กินได้น้อยลงเพราะไม่มีความสุข ชีวิตเบื่อหน่าย

ลังเลใจ

เกิดความลังเลใจ ไม่กล้าตัดสินใจแบบเด็ดขาด เพราะเกิดความไม่เชื่อมั่นในควมติด ความรู้สึกของตนเอง เลยทำให้รู้สึกว่าการตัดสินใจของตัวเองอาจผิดพลาด

คิดมากว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร

จริงๆ คนเราควรคิดและใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่นบ้าง แต่ถ้ามากเกินไป นั่นเป็นผลจากการขาดความชื่นชมในตัวเอง ขาดความมั่นคงภายใน เกิดความคิดว่าถ้าทำแบบนี้แล้วคนอื่นจะชอบหรือหัวเราะเยาะไหม

รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่เชื่อมโยงกับคนอื่น

รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยก ไม่เชื่อมโยงกับสังคม คิดว่าตัวเองไม่ได้รับการยอมรับ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนขี้เหงา ว้าเหว่

แพนิค

เพราะความไม่เชื่อมั่นในตัวเอง เลยทำให้เกิดความวิตกกังวล กระวนกระวาย จนไม่มีความสุข

กลัวความผิดพลาด

การกลัวความผิดพลาดเป็นเรื่องดี แต่ถ้ากลัวมากๆ จะกลายเป็นการย้ำคิดย้ำทำ มัวแต่แก้งานซ้ำไปซ้ำมาเพราะกลัวว่าไม่สมบูรณ์แบบ และกลัวว่างานที่ผิดพลาดจะทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่ดี ไม่มีค่า ด้อยความสามารถ ไม่ได้รับการยอมรับจากคนอื่นๆ

ไม่กล้าลงมือทำอะไร

เมื่อกลัวความผิดพลาด ก็เลยคิดว่าไม่ทำอะไรเลยจะดีกว่า เพราะเกิดความไม่เชื่อมั่นว่าตัวเองจะรับมือกับการจัดการและการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ และมักจะมองว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นใหญ่โตเกินกว่าความเป็นจริง

เจ้ากี้เจ้าการ

เกิดอาการวางอำนาจ ควบคุมและสั่งการคนอื่น เพราะรู้สึกขาดความมั่นคง และขาดความเคารพตัวเองจากข้างใน เลยต้องการความยำเกรงจากผู้อื่น เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกว่ามีคุณค่า

หาข้อแก้ตัว

เมื่อยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเองไม่ได้ ก็มักจะพยายามหาข้อแก้ตัว หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ปิดบังจุดบกพร่อง ไม่อยากให้ตัวเองหรือคนอื่นมองเห็นข้อผิดพลาดนั้นๆ

ตามใจคนอื่นมากเกินไป

กลายเป็น Yes man ที่ไม่กล้าปฏิเสธผู้อื่น แม้ว่าสิ่งนั้นอาจทำให้ตัวเองเดือดร้อนและเสียความเป็นตัวของตัวเอง คิดว่าถ้าขัดขืนหรือดื้อดึง อาจทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่มีใครรัก กลัวว่าตัวเองจะแปลกแยก ไม่กลมกลืนกับสังคม กลัวทำให้ความสัมพันธ์เสียไป ซึ่งเกิดจากการวางคุณค่าของตัวเองไว้กับความรัก ความยอมรับกับคนอื่น หรือขาดความนับถือตนเอง ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจริงๆ กันแน่

โอ้อวด ข่มคนอื่น

พอไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ก็เลยต้องเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่ตลอด ทั้งที่จริงๆ แล้ว การมองไม่เห็นคุณค่าของคนอื่น ก็หมายความว่า ตัวคนที่โอ้อวดนั้นก็มองไม่เห็นคุณค่าของตัวเองด้วยเหมือนกัน

ต้องการความสำเร็จในสังคม

อยากมีชื่อเสียง อยากมีเกียรติ อยากให้ผู้คนยอมรับนับถือ มีเงินทองร่ำรวย เพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่าดูแพง ดูมีคุณค่าในสายตาของผู้อื่น พยายามเอาสิ่งนอกกายมาประดับตัว เพราะมองไม่เห็นคุณค่าที่แท้ภายในตัวเอง

หลงตัวเอง

หลงตัวเองก็คือ การคิดว่าตัวเองเก่ง เลอเลิศ ซึ่งจริงๆ แล้วการหลงตัวเองก็คือ การทำให้ตัวเองรู้สึกดีอยู่ตลอดเวลา เพื่อกลบเกลื่อนไม่ให้ตัวเองและคนอื่นความบกพร่องได้

ชอบหลีกเลี่ยง

เมื่อเจอปัญหา ไม่ยอมเผชิญหน้า แต่กลับเฉไฉ เพราะไม่มั่นใจว่าตัวเองจะแก้ปัญหาได้

เจ้าหลักการ

ยึดหลักการในการทำสิ่งต่างๆ เพราะไม่มั่นใจในหลักการของตัวเอง

3 ปัจจัยที่ทำให้เราเกิดความพึงพอใจในตนเองต่ำ (Low self esteem)

1. มีมุมมองในตัวเองที่บิดเบือน เช่น มีมุมมองต่อตัวเองเป็นเชิงลบมากกว่าเชิงบวก จำเรื่องดีๆ ของตัวเองไม่ค่อยได้ จำได้แต่เรื่องแย่ๆ เกิดความคิดว่าตัวเองแย่ ไม่มีอะไรดี ไม่มีค่า ไม่มีอะไรเลย หรือมีมุมมองในการนำเอาค่านิยมในสังคมมาเป็นคุณค่าของตัวเอง เช่น ต้องสอบได้ที่หนึ่ง ต้องทำงานให้ได้เงินเดือนเยอะๆ ต้องมีแฟนหล่อ รวย ต้องขับรถ ใช้ของแพงๆ

2. คาดหวังต่อตัวเองสูงเกินกว่าความเป็นจริง บางครั้งก็คาดหวังในสิ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เช่น หวังว่าจะเป็นที่รักองทุกคน หวังว่าตัวเองจะเป็นเพื่อน เข้ากับทุกคนได้ หวังว่าตัวเองจะต้องประสบความสำเร็จ หวังว่างานจะออกมาเพอร์เฟกต์ มีคนชื่นชมมากมาย หวังว่าตัวเองจะโดดเด่น ได้รับการยอมรับ ฯลฯ
ยิ่งมองไม่เห็นคุณค่าที่แท้ของตัวเอง และสิ่งที่ตัวเองทำ ก็ยิ่งเกิดความคาดหวัง ยิ่งคาดหวังมากก็ยิ่งหวังมาก ยิ่งหวังมากก็ยิ่งไม่สมหวัง พอยิ่งไม่สมหวังก็ทำให้ตัวเองรู้สึกไร้ค่า ยิ่งไม่สมหวังก็ยิ่งรู้สึกว่าเจ็บปวด วนไปวนมาไม่รู้จบ

3. เกิดจากการโหยหา อยากมีใครสักคนมาคอยเติมเต็ม บางครั้งพอมีแล้ว แต่ก็เหมือนว่าจะไม่พอเสียด้วย เลยเกิดความไม่พึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น และสิ่งที่ตัวเองมี จนบางครั้งก็ทำให้ลืมว่าตัวเองมีอะไร และเป็นอะไรบ้าง รู้สึกว่าขาดความภูมิใจในตัวเอง รู้สึกว่าไม่มีเพื่อน รู้สึกขาดความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต รู้สึกว่าไม่มีใครรัก
ยิ่งอยากได้ ก็ยิ่งขาด ยิ่งเติมเต็ม ก็ยิ่งบกพร่อง เพราะเอาตัวเองไปผูกกับคนอื่น ต้องรอให้คนอื่นมาเต็มเต็ม บางครั้งเดิมได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เติมเต็มผิดที่ผิดทางบ้าง จนทำให้รู้สึกว่าตัวเองเว้าแหว่ง และไม่รู้สึกว่าเติมเต็มเสียที

ความภาคภูมิใจ

วิธีบูต เพื่อฟื้นพลังความพึงพอใจในตนเองให้ “กลับมา”

1. กลับมามองตัวเองในด้านดีบ้าง เช่น ลองเริ่มมองข้อดีของตัวเองวันละ 1 ข้อ พูดสิ่งที่ดีๆ ทำสิ่งที่ดีๆ แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน
2. กลับมารับรู้ความสามารถและศักยภาพของตัวเอง นึกย้อนถึงงานในอดีตที่ตัวเองทำแล้วมีความสุข ไม่ใช่เพราะว่ามันเฟอร์เฟกต์ แต่เพราะทำงานแล้วรู้สึกว่าดีใจที่ได้ทำ ยิ่งถ้าเป็นงานที่ตัวเองถนัด และรู้สึกว่าทำได้แบบอยู่มือ ก็จะทำให้ตัวเองมีความสุขที่จะทำงานมากยิ่งขึ้น
3. กลับมาเรียนรู้ว่าตัวเองรักและชอบอะไร ปรารถนาสิ่งใด ใช้ความรักเป็นแรงปรารถนาในการผลักดันสิ่งที่ตนเองต้องการ
4. กลับมาเป็นเพื่อนที่ดีกับตัวเอง เสมือนเป็นเพื่อนแท้ที่รักและปรารถนาดีกับตัวเอง มองเห็นคุณค่า ความสามารถของตัวเอง ด้วยความไม่เยินยอ หรือดูถูกตัวเองมากจนเกินไป โดยไม่ต้องรอคอยหรือคาดหวังสิ่งเหล่านี้จากคนอื่น และพร้อมที่จะเป็นเพื่อนกับตัวเอง และดูแลอยู่เคียงข้างตัวเองอยู่เสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตก็ตาม


ข้อมูลอ้างอิง

สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย @ThaiPsychiatricAssociation

netdoctor.co.uk/

psychalive.org

[Sassy_Social_Share]
277