น่าจะเป็นข้อสงสัยหลักๆ ของคนในยุคนี้ไปแล้ว ที่ต่างสับสนกันว่า ตกลงแล้ว คนเราควรจะแต่งงาน มีครอบครัว เหมือนคนในอดีต หรือว่าจะเลือกอยู่คนเดียวเป็นโสดตามกระแสนิยมที่กำลังมาแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ว่าจะเลือกชอยส์ไหน สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ควรจะนำมาพิจารณาร่วมด้วยคือเรื่องของเงินๆ ทองๆ เพราะไม่ว่าจะโสดหรือไม่โสด ทุกคนต้องใช้เงิน และล้วนแต่มีอนาคตทางการเงินรออยู่ทั้งนั้น เพียงแต่ว่า เราจะเลือกเดินถูกทางหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ต้องพิจารณา

รายได้รายจ่าย

คนโสด มีแนวโน้มว่าจะสามารถก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่ดีขึ้นได้รวดเร็วกว่าคนที่แต่งงาน เนื่องจากได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์กับผู้คนมากกว่า มีสุขภาพกายที่ดีกว่า (มีเวลาดูแลร่างกายมากกว่า) มีสุขภาพจิตที่ดีกว่า (ไม่ต้องเครียดเรื่องครอบครัว) สามารถใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองเลือกได้มากกว่าคนที่แต่งงานแล้ว และที่สำคัญคือ สามารถควบคุมดูแลการเงินได้เองอย่างเบ็ดเสร็จ อยากเอาไปใช้จ่าย ลงทุน จะซื้ออะไรก็ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น

ผลการสำรวจจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย รายงานว่าผู้หญิงโสดที่มีอายุ 28-30 ปี มีรายได้มากกว่าผู้หญิงที่แต่งงานแล้วประมาณปีละ 48,000 บาท แต่อีกผลการสำรวจรายงานว่า ผู้หญิงที่โสดจะมีแนวโน้มที่จะใช้เงินมากกว่าผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว โดยใช้เงิน 7.9% ไปกับการดูแลสุขภาพร่างกาย ในขณะที่คนที่แต่งงานแล้วใช้เพียง 6.9%

คนแต่งงานแล้ว ข้อดีของการแต่งงานคือ มีคนที่คอยเป็นที่ปรึกษา และช่วยแชร์ค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงสามารถร่วมกันซื้อทรัพย์สินใหญ่ๆ ที่ตอนโสดอาจยังซื้อไม่ได้ เช่น บ้าน รถยนต์ ฯลฯ ยิ่งถ้าแต่งงานเร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสสร้างฐานะได้เร็วกว่า ในกรณีที่ทำงานทั้งคู่ ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วมีแนวโน้มว่าจะมีชั่วโมงการทำงานน้อยลงกว่าผู้หญิงโสดเฉลี่ยปีละ 196 ชั่วโมง อีกทั้งยังได้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้กรณีมีบุตร และกรณีจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และสิทธิ์ในการซื้อสินค้าและบริการในราคาพิเศษกรณีที่คู่สมรสทำงานในองค์กรนั้นๆ

แต่ในอีกแง่หนึ่ง การแต่งงานก็เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้นกว่าตอนโสด ยิ่งถ้ามีบุตร แปลว่า โอกาสที่จะหารายได้พิเศษก็จะลดลง เพราะมีเวลาน้อยลง รายได้ที่มีส่วนหนึ่งก็จะถูกใช้ไปในการเลี้ยงดูบุตรด้วย อีกทั้งถ้าต้องการจะใช้เงิน เช่น นำไปลงทุนหรือสร้างกิจการ ก็อาจทำให้เกิดความคิดเห็นที่แตกต่างกัน จนอาจทำให้เสียจังหวะโอกาสที่เหมาะสม

หนี้สิน

คนโสดมีแนวโน้มในการเป็นหนี้น้อยกว่าผู้ที่แต่งงานแล้ว เพราะแม้ว่าคนโสดจะเป็นหนี้ ก็มักจะสามารถดูแลจัดการด้านการเงินได้อย่างคล่องตัวมากกว่าคู่สมรส ที่ต้องปรึกษาหารือ (และอาจทะเลาะเบาะแว้ง) เรื่องเงินๆ ทองๆ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน อีกทั้งตามกฎหมายแล้ว คู่สมรสต้องมีความรับผิดชอบเท่าเทียมกัน ฉะนั้น หนี้ของสามีเท่ากับหนี้ของภรรยา และหนี้ของภรรยาก็เท่ากับหนี้ของสามี การแต่งงานอาจหมายถึงการเข้าไปรับผิดชอบในความผิดพลาดทางการเงินของคู่สมรส ซึ่งถ้าเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ก็ทำให้คู่สมรสไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ หรือต่อให้ไม่มีหนี้ แต่การแต่งงานก็ย่อมต้องมีภาระร่วมกันที่เกิดจากการสร้างเนื้อสร้างตัว เช่น การสร้างบ้าน ซื้อรถ เปิดกิจการ จนเกิดเป็นหนี้ก้อนใหญ่ได้

 

การขออนุมัติสินเชื่อ และเครดิตต่างๆ

คนโสดคนโสดได้เปรียบที่ยังไม่มีภาระด้านค่าใช้จ่ายในครอบครัว และมีแนวโน้มว่าจะมีหน้าที่การงาน และมีอายุการทำงานที่มากพอ แต่ด้วยอิสรภาพทางการเงินที่มีมากกว่าคนที่แต่งงานแล้ว ก็อาจทำให้สถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะไม่อนุมัติ เพราะบางคนอาจขาดความระมัดระวังในการใช้จ่าย จนทำให้ประวัติในเครดิตบูโรเสีย

คนแต่งงานแล้ว คนที่แต่งงานแล้วได้เปรียบตรงที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือในแง่รายได้ที่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้แล้ว แต่ถ้ามองอีกแง่ คนที่แต่งงานแล้วก็แปลว่าจะมีภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวที่มากกว่า อีกทั้งยังอาจต้องแบกรับภาระหนี้จากคู่สมรส ที่กลายมาเป็นภาระหนี้ร่วมโดยปริยาย อีกทั้งถ้าเกิดการหย่า หรือเป็นหม้าย แปลว่ารายได้ที่เคยได้รับจากทั้งสองทาง (กรณีที่ทำงานทั้งคู่) ก็จะลดลงจากเดิม ยิ่งถ้ามีลูก ก็ยิ่งต้องมีภาระเพิ่มขึ้นอีก มีความเสี่ยงที่สถาบันการเงินจะพิจารณาไม่อนุมัติได้เหมือนกัน

99