ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา มนุษย์เราทำงานไปพร้อมๆ กับการเห็นหน้าและสื่อสารกันโดยตรงมาตลอด การเดินทางมายังที่ทำงาน และการทำงานในที่ทำงานรูปแบบต่างๆ เป็นเรื่องปกติมาเนิ่นนาน แต่เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารเริ่มมีการพัฒนาให้รวดเร็วและทันสมัยขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับสภาพการจราจรที่ดูไม่มีทีท่าว่าจะแก้ไขปัญหาได้ ประกอบกับคนรุ่นใหม่เริ่มพบปะ เจอตัว คุยกันแบบเห็นหน้าน้อยลง ไอเดียของการทำงานที่บ้านจึงเริ่มต้นขึ้น

อันที่จริงแล้ว การทำงานที่บ้านนั้นมีข้อดีหลายอย่าง โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทางมาทำงานเพราะบ้านไกล ต้องเสียค่าเดินทางแพงๆ ไหนจะรถติด รถเสีย แถมยังต้องกลัวว่าจะมาสาย พอไปถึงออฟฟิศก็อาจต้องพบเจอกับสภาพแวดล้อม (และผู้คน) ที่ไม่น่าทำงานด้วยอีก การทำงานที่บ้านจึงดูจะเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาของคนหลายๆ คน

ทำงานที่บ้าน

นอกจากการทำงานที่บ้านจะเป็นการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงานแล้ว ยังส่งผลทำให้โครงสร้างเมืองเปลี่ยนไปด้วย เพราะองค์กรไม่จำเป็นต้องเช่าอาคารราคาแพงที่ใจกลางเมือง หรือต้องมีสำนักงานย่อยหลายแห่ง ประหยัดค่าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ประหยัดค่าขนส่งมวลชน ค่าทำความสะอาด ประหยัดเวลาในการเดินทาง และได้ผลิตผลที่เพิ่มมากขึ้น

แม้การทำงานที่บ้านนั้นดูดี และการเดินทางไปทำงานที่ออฟฟิศจะดูน่าเบื่อขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็อย่าลืมว่า มนุษย์ทำงานแบบเจอหน้ามาโดยตลอด การทำงานที่บ้านจึงเป็นเรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับหลายๆ คน และการทำงานที่บ้านไม่ได้แปลว่าจะดีสำหรับทุกคนในทุกอาชีพ เพราะว่า

  • ไม่ใช่ทุกงานที่จะทำที่บ้านได้ การทำงานนอกสถานที่นั้นไม่ได้เหมาะสำหรับทุกอาชีพ เช่น นักแสดง ช่างภาพ เชฟทำอาหาร ฯลฯ อาชีพเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่คนทำงานจะต้องอยู่กับงานเท่านั้น เนื่องจากเครื่องมือในการทำงานบางอย่างเป็นเครื่องมือเฉพาะทาง หรืองานบางอย่างก็พึ่งพาเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตไม่ได้เลย
  • ต้องดูแลตัวเอง เพราะว่าการทำงานที่บ้าน ไม่มีฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ไม่มีสวัสดิการ ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่าอาหารกลางวัน เบิกค่าน้ำมัน ค่าเดินทางก็ไม่ได้ หรือแม้แต่กาแฟก็ต้องซื้อกินเอง
  • ไม่มีกฎเกณฑ์มาบังคับ ดูเหมือนว่าจะดี แต่บางครั้งการไม่มีกฎระเบียบและเจ้านาย ก็ส่งผลให้รู้สึกขี้เกียจ ถ้ายังไม่ถึงกำหนดเวลาส่ง ก็ไม่รู้จะเร่งรีบไปทำไม ไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน สุดท้าย ก็อาจไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
  • ตรงกันข้าม บางคนทำงานจนไม่มีเวลาพักผ่อนและไม่มีวันหยุด เพราะกลัวว่าจะเงินจะไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ส่งผลทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ สุขภาพแย่ และไม่มีเวลาพบปะหรือใช้เวลาว่างไปกับสิ่งที่สนใจได้เหมือนเดิม

ทำงานที่บ้าน

  • ผลวิจัยของ London School of Economics Department of Management ได้ศึกษาคนที่ทำงานจากที่บ้านแบบ full-time ทั้งหมด 514 คน พบว่าทั้งหมด “ไม่มีการพัฒนาทักษะ หรือการ Training เพิ่มเติมเลยจากชั่วโมงการทำงานปกติ” และส่วนใหญ่ยังทำงานเสร็จช้ากว่าการทำงานในบริษัท
  • ควบคุมมาตรฐานการทำงานได้ยาก ในการทำงานปกติ นอกจากการทำงานที่จะต้องหมั่นตรวจสอบงานของตัวเองให้ออกมาได้ตามที่ต้องการแล้ว อย่าลืมว่ายังมีมาตรฐานอีกหลายขั้นที่คนทำงานต้องคำนึงถึง ทั้งมาตรฐานของเจ้านาย มาตรฐานของบริษัท ลูกค้า ฯลฯ การทำงานที่บ้านอาจทำให้ละเลยมาตรฐานการทำงานได้ แต่การทำงานที่บ้าน งานจะออกมาดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเองเท่านั้น ไม่มีการตรวจสอบเป็นระยะๆ เหมือนกับการทำงานในออฟฟิศ
  • หากต้องทำงานที่ต้องนัดพบปะหรือต้องประชุมกับลูกค้า การนัดพบในห้องรับแขกที่บ้านอาจทำให้ธุรกิจและตัวเองมีภาพลักษณ์ที่ดูไม่น่าเชื่อถือในสายตาลูกค้า
  • การทำงานที่บ้าน ทำให้ไม่ได้พบปะผู้คน การหายไปนานๆ ทำให้ไม่รู้ว่าเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้อย่างไร ทำงานร่วมกับใครถึงจะสบายใจที่สุด เมื่อยามที่ต้องเข้าออฟฟิศ เพราะไม่สนิทสนมกับใครเป็นพิเศษ รวมถึงการทำงานที่บ้านจนไม่มีเวลาแบ่งให้กับคนใกล้ตัว อาจส่งผลกระทบไปถึงความสัมพันธ์อื่นๆ เช่น พ่อแม่ ครอบครัว หรือแม้แต่คนรัก
  • ถูกรบกวนจากปัจจัยภายในบ้าน เช่น ครอบครัว (พ่อ แม่ สามี ภรรยา ลูก ญาติๆ หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง-ลองนึกสภาพเวลาพิมพ์งานแล้วมีแมวมานอนทับบนแป้นพิมพ์) หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เสียชั่วโมงการทำงานไปโดยใช่เหตุ เช่น บุรุษไปรษณีย์ พนักงานส่งของ คอมพิวเตอร์พัง ต้องไปซักผ้า ส่งลูกไปโรงเรียน ช่างมาซ่อมแอร์ หรือแม้แต่การต้องทำกับข้าวกลางวันกินเอง

ทำงานที่บ้าน

  • มหาวิทยาลัยแอริโซนาได้ทำการสำรวจพบว่า 40% ของพนักงานที่ทำงานจากที่บ้านรู้สึกว่าขาดการเชื่อมต่อกับบริษัท และหนึ่งในสามรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้รับการสนับสนุนโอกาสในการก้าวหน้าจากผู้บังคับบัญชา การทำงานที่ บ้านอาจทำให้เสียโอกาสต่างๆ ที่เกี่ยวกับบริษัท เช่น การแสดงความคิดเห็นในโครงการต่างๆ โอกาสได้เลื่อนตำแหน่ง หรือการถูกลดทอนการได้รับความสำคัญจากบริษัท
  • งานวิจัยของสถาบันในจีนพบว่าคนทำงานที่บ้านจะได้รับโปรโมตช้ากว่าคนที่เข้าออฟฟิศ ส่วนหนึ่งอาจมาจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของหลายๆ สังคมที่นับถือคนทำงานหนักมากกว่า ซึ่งสามารถวัดได้จากการที่ไม่ค่อยมีวันลาหยุด
  • ทำงานที่บ้าน ไม่ได้ OT ทำงานเกินเวลาตั้งแต่กลางคืนจนถึงเช้าก็ไม่ได้เงินเพิ่ม

ทำงานที่บ้าน

แต่ถ้าอยากทำงานที่บ้านจริงๆ นี่คือวิธีการทำงานที่บ้านให้มีความสุข และได้งาน!

  • มีวินัยต่อตนเองอย่างเคร่งครัด มีความมั่นใจและตั้งใจในการทำงานให้สำเร็จในเวลากำหนด
  • แบ่งสัดส่วนพื้นที่การทำงาน เพื่อป้องกันการถูกรบกวนจากปัจจัยภายในบ้าน
  • กำหนดตารางงานให้ชัดเจนในทุกๆ วัน
  • กำหนดเวลางานแล้ว กำหนดเวลาพักผ่อนนอนหลับบ้าง อย่าโหมทำงานทั้งวันทั้งคืน
  • ออกไปเชื่อมต่อกับโลกบ้าง พบปะเพื่อนฝูง หรือ พูดคุยผ่าน Social media
  • อย่าหยุดนิ่ง หมั่นเพิ่มเติมความรู้ ทักษะที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ รวมถึงรสนิยมและสไตล์ให้มากขึ้นเรื่อยๆ
  • ให้รางวัลตัวเองด้วยอาหารอร่อย หรือใช้เงินที่หามาได้เอาไปซื้อของที่อยากได้ หรือท่องเที่ยว
  • หรืออาจเปลี่ยนมาทำงานแบบ Remote office (การทำงานและประชุมผ่าน VDO Chat และเน้นใช้ระบบ Cloud เป็นหลัก)
    หรือลองเดินทางไปทำงานในที่ใกล้ๆ ออฟฟิศ เช่น ร้านกาแฟที่ใกล้กับสำนักงานมากที่สุด หรือลองกำหนดเวลาเข้าออฟฟิศบ้าง ถ้าทำได้
  • อย่าอยู่ติดบ้านมากจนเกินไป ลองเปลี่ยนบรรยากาศทำงานบ้าง เช่น ทำงานที่ Co-working space เป็นต้น
[Sassy_Social_Share]
101