สำหรับภาษาไทย เราอาจไม่คุ้นเคยกับการเรียกสิ่งของ หรือสิ่งต่างๆ ที่ไม่มีชีวิตด้วยสรรพนามแบบเดียวกันกับที่ใช้กับคน แต่ในภาษาอังกฤษ เราจะพบว่ามีการนำ Pronoun หรือคำสรรพนามที่ใช้กับคนมาใช้เรียกสิ่งของกันเป็นการทั่วไป โดยเฉพาะกับสิ่งสำคัญเช่น สิ่งก่อสร้าง หรือสถาปัตยกรรมต่างๆ ก็มีการใช้สรรพนามว่า “เธอ” หรือ “She” แทบทั้งนั้น และถ้าใครมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่อง Titanic เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ จะพบว่า มีการใช้สรรพนามเรียกเรือไททานิคว่า She แทบทั้งเรื่อง แม้ว่าชื่อเรือจะดูยิ่งใหญ่ (Titan) และดูมีความเป็นผู้ชายมากกว่าก็ตาม

 

เชื่อหรือไม่ ภาษาก็มีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง

ในต่างประเทศ ไม่แปลกถ้าหากจะเรียกสัตว์ตัวผู้ว่าเขา เรียกสัตว์ตัวเมียว่าเธอ และอาจเรียกสิ่งของ สิ่งก่อสร้าง ยานพาหนะบางอย่างว่า “เธอ” แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่มีเพศ และอาจดูไม่สื่อถึงเพศใดๆ เลยด้วยซ้ำ

 

ในภาษาฝรั่งเศสมีหลัก le genre (เลอ ชองเคอ) ที่แบ่งแยกคำนามออกเป็นเพศชาย เพศหญิง และไม่มีเพศ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น การนำหน้าคำนามด้วยคำว่า Le (เลอ) ที่ใช้นำหน้าคำนามที่มีความเป็นเพศชาย เช่นคำว่า Le livre (เลอ ลีฟ) ที่แปลว่าหนังสือ เพราะว่าหนังสือคือเพศชาย

 

และ La (ลา) ที่ใช้นำหน้าคำนามที่มีความเป็นเพศหญิง เช่นคำว่า La Maison (ลา เมซง) ที่แปลว่าบ้าน เพราะถือว่าบ้านเปรียบเสมือนกับผู้หญิง

 

หรือคำในภาษาอังกฤษที่แม้ว่าจะมีรากศัพท์เดียวกัน แต่ก็จะออกเสียงต่างกันในแต่ละเพศ เช่น เรามักเรียกนักร้องหญิงว่า Diva แต่ถ้าเป็นนักร้องชายจะเรียกว่า Divo แทน

 

ในทางภาษาศาสตร์มีคำที่ใช้เรียกสิ่งนี้ว่า “เพศทางไวยากรณ์” (Grammatical gender) ซึ่งใช้จำแนกประเภทของคำนามและคำที่เกี่ยวข้องกับคำนาม ไม่ว่าจะเป็นสรรพนาม คุณศัพท์ คำนำหน้านาม คำกริยาให้แยกออกเป็นเพศต่างๆ กันไป ว่ากันว่าหนึ่งในสี่ของภาษาในโลกนี้มีลักษณะเพศทางไวยากรณ์อยู่ เพียงแต่ในบางภาษา จะเน้นหนักไปที่เพศใด หรือเท่าๆ กัน ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองต่อเพศต่างๆ ในสังคมนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร

แล้วทำไมจึงเรียกเรือและสิ่งก่อสร้างว่าเป็นเพศหญิง?

“เพศทางไวยากรณ์” แท้จริงแล้วไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเพศ (Sex) แต่เป็นเรื่องของ “เพศสภาวะ” (Gender) คือ “ความเป็นหญิง” (Feminine) และ “ความเป็นชาย” (Masculine) มากกว่า ยกตัวอย่างในภาษาเยอรมัน ที่คำว่าผู้หญิง (Frau) นั้นมี “ความเป็นหญิง” แต่คำว่า “เด็กผู้หญิง” (Mädchen) กลับไม่มีเพศ

 

มีหลายทฤษฏีที่ใช้อธิบายเรื่องนี้ บ้างก็ว่า ด้วยสมัยก่อนที่คำศัพท์ยังมีอยู่น้อย จึงต้องมีการเพิ่มความหลากหลายและลึกซึ้งของคำ ด้วยการมีหลักในการจำแนกภาษา ด้วยการแยกสิ่งต่างๆ ไปตามเพศสภาวะ

 

เช่น สิ่งใดที่มีความใหญ่ มีพลังขับเคลื่อน เป็นผู้กระทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง สิ่งนั้นจะถูกจัดให้เป็น “เพศชาย” สิ่งใดมีความอ่อนช้อย เป็นผู้ให้กำเนิด ดูแลสิ่งต่างๆ จะถูกจัดว่าเป็น “เพศหญิง” แต่กับสิ่งใดก็ตามที่นิ่งๆ ไม่มีพลัง ไม่มีความเคลื่อนไหว มีความเป็นเด็ก สิ่งนั้นจะถูกจัดว่า “ไร้เพศ” ในสมัยโบราณจึงยกให้เครื่องมือและอาวุธเป็นเพศชาย แต่ป่าไม้และทะเลเป็นเพศหญิง

 

อีกทฤษฎีที่น่าสนใจคือ วัฒนธรรมในบางชนเผ่าในแอฟริกาใต้ จะแบ่งแยกเพศและภาษาออกจากกัน ผู้ชายจะพูดภาษาหนึ่ง ผู้หญิงจะพูดอีกภาษาหนึ่ง การที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเป็นเพศอะไรก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ชายหรือผู้หญิงเป็นคนเรียก ซึ่งต่อมาเมื่อเกิดการหลอมรวมภาษาเข้าด้วยกัน เพศสภาวะจึงยังคงหลงเหลือในภาษาอยู่บ้าง

 

ส่วนคำถามที่ว่าทำไมเราเรียกสิ่งก่อสร้าง โดยเฉพาะเรือว่าเป็นผู้หญิง มีคำอธิบายบ้างก็ว่าเพราะส่วนใหญ่เจ้าของเรือ มักจะตั้งชื่อเรือตามชื่อของผู้หญิงที่ตนรัก เช่นแม่หรือภรรยา บ้างก็ว่ากะลาสีเรือ มักจะเรียกเรือว่า “เธอ” เพราะพวกเขาต้องการแสดงความเคารพต่อเรือเสมือนแม่บังเกิดเกล้า หรือบ้างก็ว่าการที่เรียกเรือว่าเธอนั้น เป็นเรื่องของการแสดงความเคารพต่อเทพยดาที่สิงสถิตอยู่ในเรือ เพื่อให้ช่วยคุ้มครองจากภยันตรายต่างๆ จากทะเลเมื่อเวลาที่ต้องออกเรือ

[Sassy_Social_Share]
969