ไม่ใช่ทุกวันที่คนเราจะมีความสุข บางทีความทุกข์เข้ามารบกวนจิตใจเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เมื่อมีความทุกข์ คนเราอาจเลือกวิธีต่างๆ ที่จะช่วยให้หลุดพ้นความทุกข์ไปได้ และวิธีหนึ่งที่จะช่วยระบายความทุกข์ได้ดีคือการ “ร้องไห้” แต่คนหลายๆ คนมักจะมองการร้องไห้เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่มีเหตุผล น่าอาย และมองคนที่ร้องไห้เป็นคนอ่อนแอ จนทำให้การร้องไห้กลายเป็นสิ่งที่ผิด ทั้งๆ ที่การร้องไห้ไม่ควรจะเป็นสิ่งที่น่าอาย เพราะการร้องไห้ เสียน้ำตาเป็นเพียงกลไกธรรมดาๆ ของมนุษย์ในการปกป้องดวงตา และการจัดการกับอารมณ์ก็เท่านั้นเอง

คนเราร้องไห้ทำไม
เมื่อนึกถึงน้ำตา อาจนึกถึงการร้องไห้ แต่จริงๆ แล้วการร้องไห้และการขับน้ำตาเป็นกลไกปกติของร่างกายที่จะขับของเหลวออกมาทางตาเพื่อจุดประสงค์ต่างๆ เช่น การหล่อเลี้ยงลูกตาให้ชุ่มชื้น ทำให้ดวงตาไม่ระคายเคือง ช่วยป้องกันฝุ่น ไอ ละออง หรือสิ่งสกปรกต่างๆ ที่จะเข้ามายังดวงตา แล้วขับออกมาในรูปของน้ำตา และน้ำตายังไหลออกมาเมื่อเกิดอารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบจิตใจ เช่น ความโศกเศร้า ความกลัว ความยินดี รวมไปถึงการหัวเราะและการหาวก็สามารถทำให้เกิดน้ำตาได้

น้ำตาคืออะไร

น้ำตามีหน้าที่สำคัญคือ ให้ความชุ่มชื้นแก่กระจกตาและเยื่อบุตาขาว ปรับสภาพกระจกตาให้เรียบ ทำให้มองเห็นชัดเจน ป้องกันการติดเชื้อของกระจกตา ชะล้างสิ่งแปลกปลอม และเนื่องจากกระจกตาเป็นอวัยวะที่ไม่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง จึงต้องอาศัยออกซิเจนจากอากาศและน้ำตาที่เต็มไปด้วยเกลือแร่ วิตามินเอ วิตามินอี สารต้านจุลชีพ และสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้กับผิวดวงตาในภาวะปกติน้ำตาจะถูกขับออกมาจากต่อมน้ำตา ต่อมภายในเยื่อบุตา ต่อมบริเวณโคนขนตา ตลอดจนต่อมภายในหนังตา ซึ่งแต่ละต่อมจะสร้างน้ำตาต่างชนิดกัน และเรียงซ้อนกันสามชั้น ได้แก่
ชั้นนอก เป็นไขมัน มีหน้าที่ป้องกันการระเหยของน้ำตา ทำให้น้ำตาคงอยู่ในตาได้นานขึ้น
ชั้นกลาง เป็นน้ำ เป็นชั้นที่หนาที่สุด ทำหน้าที่ให้อาหารและออกซิเจนหล่อเลี้ยงกระจกตา
ชั้นใน เป็นเมือก ทำหน้าที่ปรับสภาพกระจกตา ทำให้น้ำตากระจายตัวได้อย่างรวดเร็วเวลากะพริบตา

น้ำตาออกมาจากไหน
การหลั่งน้ำตาของคนเรานั้นถูกควบคุมโดยต่อมน้ำตา ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความเข้มของน้ำตา และควบคุมปริมาณการขับแร่ธาตุต่างๆ ที่ร่างกายสร้างขึ้นขณะที่อารมณ์เปลี่ยนแปลงอวัยวะสำหรับหลั่งน้ำตาประกอบไปด้วย ต่อมน้ำตา เป็นท่อเล็กๆ อยู่ในเบ้าตา ตรงมุมบนหัวตาไปถึงมุมหางตา มี ประมาณ 3-9 ท่อ ต่อมและท่อน้ำตาของผู้ชายจะใหญ่กว่าผู้หญิง ดังนั้นผู้หญิงซึ่งมีท่อน้ำตาเล็กกว่าจึงมีน้ำตาออกมามากกว่า หลอดน้ำตา เป็นหลอดเล็กๆ อยู่ในเปลือกตาบนและล่าง ตรงมุมหัวตา และ ถุงน้ำตา อยู่หลังผิวหนังระหว่างหัวตากับดั้งจมูก หากคนเราเกิดอาหารเครียด น้ำตามักจะไหลออกมาบริเวณปลายตา หากเครียดมากๆ น้ำตามักจะไหลออกมาบริเวณกลางดวงตา หากอยู่ในอารมณ์เศร้า น้ำตามักจะไหลออกมาจากบริเวณมุมตา หากกำลังมีความสุข น้ำตามักจะไหลออกมาเต็มดวงตา

ประเภทของน้ำตา
Basal tears เป็นน้ำตาที่หล่อเลี้ยงเพื่อปกป้องดวงตาให้ชุ่มชื้น และช่วยปกป้องดวงตาจากฝุ่น
Reflex tears น้ำตาชนิดนี้จะเกิดจากมีสิ่งเร้าภายนอกทำให้ระคายเคือง เช่น ไอที่ระเหยออกมาเวลาหั่นหัวหอม ฝุ่น แสงจ้า การหาวและไอ เป็นน้ำตาที่ไหลโดยอัตโนมัติ
Emotional tears หรือเรียกโดยทั่วไปว่าการร้องไห้ เป็นน้ำตาที่ไหลออกมาจากอารมณ์และความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความโศกเศร้า ความยินดี ความโกรธ หรือความเจ็บปวด ทำให้ระดับการผลิตน้ำตาเพิ่มมากขึ้น

ร้องไห้ทำไมต้องมีน้ำตา
เมื่อเกิดอารมณ์และความรู้สึก ไม่ว่าจะเสียใจ หรือดีใจ ร่างกายจะมีการหลั่งสารเคมีที่ผิดปกติออกมามาก เช่นแมงกานีสที่มีอยู่มากกว่าในเลือดถึง 30 เท่า ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดความเครียด และโปรตีนในน้ำตาเมื่อเกิดภาวะเครียด จะสูงกว่าโปรตีนในน้ำตาตอนที่เคืองตา 24 เท่า จึงต้องมีการผลิตน้ำตาออกมามากกว่าปกติ เพื่อชะล้างสารเคมีเหล่านั้น ทำให้หลังจากร้องไห้จะรู้สึกสบายขึ้น

การร้องไห้มีข้อดีอย่างไร
การร้องไห้เป็นการปลดปล่อยทำไห้ไม่เกิดภาวะความเครียดสะสม เพราะเรื่องราวต่างๆได้ถูกระบายออกมา และยังทำให้สมองผ่อนคลาย ไม่ต้องทำงานหนักเพราะต้องครุ่นคิดกับเรื่องใดๆ ทำให้สามารถหลับได้สนิท ช่วยลดความเครียด ทำให้สุขภาพไม่ทรุดโทรม อีกทั้งยังเป็นการเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองให้ตัวเองและผู้อื่นได้รับรู้

ข้อเสียของการร้องไห้
การร้องไห้ไม่มีความอันตรายต่อร่างกายโดยตรง แต่อาจส่งผลทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น เลือดสูบฉีดไปทั่วร่างกาย ร่างกายเกิดความเกร็งและตึงเครียด เช่น สมอง ตา ใบหน้า คอ กล้ามเนื้อ ในบางรายอาจพบว่าร้องไห้จนตาบวม ปวดหัว ปวดตา เวียนหัว คลื่นไส้ ในกรณีคนที่ร้องไห้บ่อยๆ ร่างกายอาจมีปฏิกิริยาปรับตัวในการต้านทานความเครียด และการร้องไห้ได้ เช่น เกิดความเพลียเพื่อส่งสัญญาณว่าร่างกายต้องการพักผ่อน มีน้ำตาไหลเพื่อหล่อเลี้ยงดวงตามากขึ้น และอาจมีผลทางด้านจิตใจ เช่น ถ้าร้องไห้บ่อยเกินไป อาจส่งผลให้มีพฤติกรรมชอบร้องไห้บ่อยๆ หรือบางคนอาจร้องไห้ตามอารมณ์ความรู้สึกที่อยากแสดงออกโดยไม่ได้นึกถึงธรรมเนียมดั้งเดิมของสังคม การร้องไห้อาจทำให้มีบุคลิกที่น่าทะนุถนอม น่าเอ็นดู หรืออ่อนแอ น่ารำคาญก็ได้ตามแต่ละบริบทรอบข้างของสังคม

[Sassy_Social_Share]
129