หากจะกล่าวถึง เมืองท่องเที่ยวทางทะเล พังงา คงเป็นอีกหนึ่งจังหวัด ที่ถูกขนานนามว่า เป็นสรวงสวรรค์แห่งอันดามัน เพราะนอกจากที่นี่จะมีหาดทรายอันขาวละเอียด น้ำทะเลสีฟ้าครามสดใสชวนให้ลงไปแหวกว่ายแล้ว ภายใต้ท้องทะเลยังมีแหล่งปะการังสวยงามและอุดมสมบูรณ์หลายชนิด

แต่รู้หรือไม่?

สำหรับใครที่เดินทางมา พังงา แล้วอยากเปลี่ยนโปรแกรมในการเที่ยวแบบไม่ง้อทะเลล่ะก็ ที่จังหวัดแห่งนี้ เขาก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ, สถานที่เช็คอินสุดชิคอีกมากมายหลายจุด รอให้พวกเราได้มาสัมผัสความรื่นรมย์กันอยู่นะ

ส่วนเรื่องการเดินทาง การหาอาหารของกิน ก็ค่อนข้างสะดวกสบาย เพราะสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดนั้นเจริญแล้ว แถมผู้คนก็โอบอ้อมอารี มีน้ำใจ จนทำให้สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวมานักต่อนัก หลายๆ คนหลงรัก ต้องกลับมาเยี่ยมเยือนทุกคราที่มีโอกาส พังงาจึงเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีแต่สิ่งสวยงาม ท่ามกลางความสงบเรียบง่าย และไม่ควรพลาด

เราจึงอยากแนะนำสถานที่เก๋ๆ 5 จุด เพื่อให้ทุกคนได้ไปเลือก เช็กอิน ถ่ายรูป และสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยว พังงา ที่มีมากกว่าทะเล ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดช่วงระยะเวลาสั้นหรือยาวนี้ ลองมาพิสูจน์ความงามของพังงาสักครั้ง รับรองว่าคุณจะได้เก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆ กลับไปบ้าน อย่างแน่นอน

ชุมชนบางพัฒน์
สะพาน(ซีเมนต์)ทอดยาว

เริ่มกันที่จุดเช็กอินที่ 1 “ ชุมชนบางพัฒน์ ” เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่คงไว้ซึ่งความสวยงามของธรรมชาติ ตั้งอยู่ที่ หมู่ 8 ตำบล บางเตย อำเภอ เมือง จังหวัด พังงา มีลักษณะเป็นเกาะในอ่าว พังงา ห้อมล้อมด้วยป่าโกงกางขนาดใหญ่ สร้างบ้านเรือนไว้นอกชายฝั่ง โดยมีสะพานทอดยาวเป็นทางเดิน ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำอาชีพการประมงชายฝั่งและค้าขาย

ครั้นอดีต ชาวบ้านได้เข้ามาทำมาหากิน ณ พื้นที่แห่งนี้และสร้างแหล่งพักพิงชั่วคราว โดยใช้ชื่อเรียกว่า “ บ้านบางลิง ” เนื่องจากสมัยก่อนมีเจ้าลิง อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่พอเห็นว่าสถานที่แห่งนี้มีทำเลดี สามารถออกทะเลได้ตลอด ชาวบ้านจึงเริ่มทยอยเข้ามาลงหลักปักฐาน จนในปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ บ้านบางพัฒน์ ”

พังงา
บ้านเรือนที่ถูกปลูกไว้ตามชายฝั่ง

นอกจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่งดงาม สมบูรณ์แบบแล้ว เสน่ห์ของชุมชนแห่งนี้ก็คือ ความโอบอ้อมอารีของพี่น้องชาวมุสลิมและอาหารสดใหม่ส่งตรงจากทะเล ในราคาย่อมเยา ไม่ว่าจะเป็น ปู กุ้ง หอยฯ สุดแสนจะสอดคล้องกับคำขวัญที่ว่า “ตลาดอาหารทะเลสด ชมวิถีชาวประมงเก่าแก่ สัมผัสความอุดมสมบูรณ์ของทะเลบางพัฒน์“

ชุมชนบางพัฒน์
ร้านอาหาร ครัวอารีย์ (บังหมาด)
ชุมชนบางพัฒน์
หอยตลับ สดๆ ร้อนๆ จากทะเล
ชุมชนบางพัฒน์
ปูม้าเนื้อหวาน ทานอร่อย
ชุมชนบางพัฒน์
กุ้งอบเกลือ

สำหรับใครที่อยากมาสัมผัสวิถีชีวิตติดท้องทะเล ทางชุมชนก็มีโฮมสเตย์และกิจกรรมต่างๆ ไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาด้วยนะ เช่น ชมการทำประมงแบบพื้นบ้าน, ชมพระอาทิตย์ตกน้ำ, รับประทานอาหารซีฟู้ดแบบราคาเหมาจ่าย เพียงหัวละ 250 บาท, เรียนรู้เรื่องธนาคารปู ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายในชุมชน เพื่อช่วยปูม้าไม่ให้สูญพันธุ์และยืดอายุระบบนิเวศน์ ให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์กันในระยะยาว

หรือหากใครที่อยากซื้อของฝากติดไม้ ติดมือ กลับบ้านล่ะก็ ที่นี่ยังมีสินค้าจำนวนมาก ที่ชาวบ้านทำกันเอง ไร้สารกันเสีย ให้ได้เลือกสรรอีกมากมาย เช่น ปลาเค็มตากแห้ง ปลาแดดเดียว หมึก กุ้งเสียบ กะปิ ราคาไม่แพงแถมยังเป็นการอุดหนุนสินค้าของชุมชนให้ชาวบ้านมีรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

ชุมชนบางพัฒน์
โครงการธนาคารปู

ช่วงบ่ายแก่ๆ ออกเดินทางชมวิวทิวทัศน์รอบพังงา เมืองสวยในหุบเขา ด้วย รถสองแถวไม้ ซึ่งเป็นรถบริการรับส่งอยู่คู่เมืองมานาน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ และ วิถีชีวิตส่วนหนึ่งของชาวพังงา จุดเช็กอินที่ 2 ที่แวะก็คือ พิพิธภัณฑ์เมืองพังงา มีลักษณะเป็นอาคารสไตล์โคโลเนียล ขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจากยุโรป มีชั้นเดียว ทาด้วยสีเหลือง และประดับตราครุฑไว้หน้าอาคาร ภายในถูกแบ่งเป็นห้องต่างๆ เพื่อจัดแสดงนิทรรศการที่เต็มไปด้วยความรู้เกี่ยวกับจังหวัดพังงา อย่างครอบคลุมรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศาสนา ความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรม

พังงา
ออกเดินทางรอบเมืองพังงาด้วย “รถสองแถวไม้”

ในส่วนของ ห้องจัดแสดงที่ 1 นี้ จะให้ความรู้พื้นฐานทางภูมิศาสตร์และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในจังหวัดพังงา โดยแบ่งการจัดแสดงเป็น 2 โซน คือ โซนที่ 1 รู้เรื่องเมืองพังงา นำเสนอเกี่ยวกับ ที่ตั้ง อาณาเขต ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ดิน แร่ธาตุ ฯ และ โซนที่ 2 นำเสนอเกี่ยวกับ ทรัพยากรป่าไม้ เขาหินปูน พืชพรรณ และโลกใต้ทะเล รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติ และทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ทั่วทุกอำเภอ

พังงา
พิพิธภัณฑ์เมืองพังงา (ศาลากลางเก่า)

ห้องจัดแสดงที่ 2 ห้องนี้ให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีและ พัฒนาการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในเมืองพังงา โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 2 โซน คือ โซนที่ 1 “ พังงายุคก่อนประวัติศาสตร์ ” นำเสนอเรื่องราวการค้นพบแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่กระจายอยู่บริเวณชายฝั่งและเกาะต่างๆ ในอ่างพังงา และมีหุ่นจำลองการเขียนภาพสีบนเพิงผาของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์

โซนที่ 2 “ พังงายุคประวัติศาสตร์ ” นำเสนอเรื่องราวความเป็นเมืองท่านานาชาติ อายุนับพันปี มีการแสดงเส้นทางสายไหมทางทะเลของโลกยุคโบราณ และแบบจำลองเมืองโบราณทุ่งตึก ซึ่งเป็นสถานีการค้าโบราณที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งบนชายฝั่งอันดามัน นอกจากนี้ ยังมีห้องฉายวิดีทัศน์ ชุดย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองพังงา ให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันอีกด้วย
ห้องจัดแสดงที่ 3 นำเสนอเกี่ยวกับ พัฒนาการทางด้านการเมืองการปกครองและการค้าในอดีต

พังงา
เสื้อเชิ้ต ผ้าปาเต๊ะ

ห้องจัดแสดงที่ 4 ห้องนี้จัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้คนในจังหวัดพังงา ซึ่งประกอบด้วยคนกลุ่มหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ ชาวไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิม ชาวไทยเชื้อสายจีน (บาบ๋า-ย่าหยา) และชาวเล นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงภาษา ตำนานพื้นบ้าน ศาสนาและความเชื่อของกลุ่มคนต่างๆ ตั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงมีการแสดงเครื่องแต่งกายของชนกลุ่มต่างๆ ด้วย

ห้องจัดแสดงที่ 5 ห้องนี้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวพังงาที่สืบทอดมาแต่ครั้งอดีต ได้แก่ การประกอบอาชีพประมง เกษตรกรรม การทำเหมืองแร่ วัฒนธรรม ประเพณี เทศกาล ศิลปะการแสดง และการละเล่นที่สำคัญ เช่น หนังตะลุง โนรา ลิเกป่า รวมถึงมีการจำลองสำรับอาหารพื้นเมืองทั้งคาวและหวานของท้องถิ่นพังงาด้วย

ห้องสุดท้าย นำเสนอเกี่ยวกับมรดกทางสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่และทรงคุณค่าของจังหวัดพังงา ได้แก่ ศาลากลาง จังหวัดพังงา (หลังเก่า) จวนผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ที่ว่าการอำเภอตะกั่วป่า (หลังเก่า) วัดเสนานุชรังสรรค์ นอกจากนี้ยังแสดงเรื่องราวของชุมชนเก่าแก่ในเมืองพังงา ได้แก่ เมืองตะกั่วป่าเก่า และบ้านเรือนแบบดั้งเดิมของชาวพังงา สถาปัตยกรรมเหล่านี้ เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่จะแสดงให้เห็นพัฒนาการของบ้านเมืองในแต่ละยุคสมัย และแสดงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสถาปัตยกรรมของชาวพังงาเป็นอย่างดี

สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นมรดกท้องถิ่นที่ควรแก่การอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลัง ได้สัมผัสถึงร่องรอยความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของเมืองแห่งนี้ และแสดงให้คนทั่วโลกได้เห็นถึงอารยธรรมที่งดงามของแผ่นดินไทย

พังงา
“ขนมดอกพิงงา” ที่เพิ่งออกมาจากเตา สดๆ ร้อนๆ

ออกเดินทางไปยัง จุดเช็กอินที่ 3 กันต่อ เพื่อไปซื้อขนม เต้าส้อผักเหมียง และ ขนมดอกพิงงา ขนมประจำท้องถิ่น ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ณ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านปริง เมื่อไปถึงกลุ่มแม่บ้าน ก็เตรียมรอต้อนรับเป็นอย่างดี มีบริการเสิร์ฟเครื่องดื่มสมุนไพร เพิ่มความเย็นชื่นใจ และให้ชิมขนมต่างๆ ด้วยนะ ขอบอกว่าอร่อยสุดๆ

พังงา
เต้าส้อผักเหมียง สีสันสดใส น่ารับประทาน

ไปกันต่อ อย่ารอช้า แวะตามล่า จุดเช็กอินที่ 4 “ หนูมาร์ดี ” สตรีทอาร์ทรูปเด็กน้อย 3 ตา ที่เปลี่ยนเมืองพังงาให้เป็นเมืองสุดคูล โดยผลงานสตรีทอาร์ทในเมืองพังงาเหล่านี้ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากฝีมือของ คุณ Alex Face หรือ พัชรพล แตงรื่น ศิลปินกราฟฟิตี้เจ้าของคาแร็กเตอร์ ‘เด็กสามตาหน้าบึ้ง’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลูกสาวของเขานั่นเอง ซึ่งผลงานครั้งนี้ได้ถ่ายทอดเรื่องราวภายใต้คอนเซ็ปต์ “Story of The Wonderful Town เรื่องราวเมืองสวยในหุบเขา” และจุดเช็กอินถ่ายรูปกับสตรีทอาร์ทหนูมาร์ดีนี้ ก็จะมีทั้งหมด 3 จุด ด้วยกัน ได้แก่

จุดที่ 1 : เมื่อไปถึง แยกโรงเรียนอนุบาลเก่า ถนนโรงเรือ ตรงข้ามสำนักงานธนารักษ์ พื้นที่พังงา ทุกท่านจะได้พบกับ หนูมาร์ดีร่อนแร่ “History of Mining” ซึ่งคล้องจองกับ “แร่หมื่นล้าน” หนึ่งในคำขวัญของจังหวัดพังงา ที่กล่าวถึง อดีตอันรุ่งเรืองในการทำเหมืองแร่ ซึ่งสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมาหลายสมัย

พังงา
หนูมาร์ดีร่อนแร่ “History of Mining”

จุดที่ 2 : เมื่อไปถึง ซอยบำรุงราษฎร์ ตรงข้ามบริษัท TOT สาขาพังงา ทุกท่านจะได้พบกับ หนูมาร์ดีกับเรือใบในขวดแก้ว “Memory in The Bottle” จากการทำเหมืองแร่ ก่อให้เกิดการค้าขายจากทะเลอันไกลโพ้นโดยเรือสำเภา ล่องจากทะเลกว้างเข้าสู่คลองงากลางหุบเขา เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้า แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม จากรุ่นสู่รุ่น แต่ยังคงอบอวลไปด้วยความทรงจำแห่งความสุขเสมอ

พังงา
หนูมาร์ดีกับเรือใบในขวดแก้ว “Memory in The Bottle”

จุดที่ 3 : เมื่อไปถึง ศาลเจ้ามาจ้อโป๋ ให้เดินข้ามมายังอีกฝั่ง แล้วท่านจะพบกับ หนูมาร์ดีเชิดสิงโต “ Lion Dance ” เนื่องด้วยสถานที่แห่งนี้ มีศาลเจ้ามาจ้อโป๋ เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพังงา ซึ่งลูกหลานจะมารวมตัวกันในเทศกาลต่างๆ เป็นความผสมผสานระหว่างครอบครัว และ ความศรัทธา ส่วนการเชิดสิงโตนั้น มีความเชื่อกันว่า จะขับไล่สิ่งชั่วร้าย นำพาความสุข ความเจริญ มาให้แก่ทุกคน

โลเคชั่นสตรีทอาร์ทเหล่านี้ ถือได้ว่าเป็นมุมมองที่แปลกใหม่และสวยงามของเมืองพังงา หากใครได้มีโอกาสไปเที่ยวก็อย่าลืมแวะเช็กอิน ถ่ายรูปกับหนูมาร์ดี ที่รอคอยให้ทุกท่านได้ไปเก็บเกี่ยวความทรงจำสุดชิค ที่หาไม่ได้จากที่อื่น

พังงา
หนูมาร์ดีเชิดสิงโต “ Lion Dance ”

ออกเดินทางต่อ เพื่อไปรับชมแสงสุดท้ายที่จุดเช็กอินที่ 5 “จุดชมวิวเสม็ดนางชี” ณ อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่สุดอันซีน เนื่องจากจุดชมวิวแห่งนี้ สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ที่จะขึ้นมาทักทายขอบฟ้า ท่ามกลาง ภูเขาหินปูน ของอ่าวพังงา ได้อย่างสวยงาม นอกจากจากนี้ในยามค่ำคืน ยังสามารถมองเห็นดวงดาวเต็มท้องฟ้าได้ด้วยตาเปล่า
โดยการขึ้นไปจุดวิวต้องเดินเท้า หรือ เลือกใช้บริการรถกระบะของที่นั่น เนื่องจากเขาห้ามนำรถขึ้นไปเอง เพราะเส้นทางสุดแสนหฤโหด (ค่าโดยสารไปกลับ คนละ 60 บาท ค่าเข้าคนละ 30 บาท ) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 นาที และขณะที่รถกำลังไต่ขึ้นบนเขาแล้วมองลงมานั้น สวยราวกับต้องมนต์สะกดเชียวแหละ

พังงา
เส้นทางสุดหฤโหดระหว่างขึ้น

เมื่อขึ้นไปถึง จุดชมวิวจะแบ่งเป็น 2 จุด คือ จุดที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่บนสุด ระยะทางการเดินเท้าประมาณ 500 เมตร และจุดที่ 2 จะถึงก่อน เห็นวิวภูเขาได้ใกล้กว่า ใช้ระยะทางการเดินเท้าประมาณ 300 เมตร ทั้งนี้ บริเวณจุดชมวิวที่ 2 มีจุดกางเต้นท์ ชื่อว่า เสม็ดนางชี รีสอร์ท ที่เปิดให้บริการนักท่องเที่ยวที่สนใจนอนค้างอ้างแรมดูดาวในยามค่ำ มีห้องน้ำ ให้บริการ บริเวณด้านล่างจุดจอดรถมีร้านอาหารเล็กๆ รวมถึงร้านขายเครื่องดื่ม

ส่วนที่มาของคำว่า เสม็ดนางชี มาจากเรื่องเล่าในอดีตว่า ที่หมู่บ้านแห่งนี้มีพระภิกษุชรา อาศัยอยู่ที่เขาพระอาดเฒ่า พระภิกษุหนุ่ม อาศัยอยู่ที่เขาพระอาดหนุ่ม และมีแม่ชีอาศัยอยู่ที่ใกล้จุดชมวิว ซึ่งจะเดินไปมาหาสู่กัน แล้วต้องเดินผ่านลำคลอง เมื่อแม่ชีเดินผ่านต้อง เหม็ดผ้าขึ้น (พับผ้าขึ้น) ให้พ้นจากระดับน้ำ ไม่เช่นนั้นชายผ้าจะเปียกหมดจึงเป็นที่มาของคำว่า “เสม็ดนางชี”

พังงา
เมื่อขึ้นมาถึง จุดชมวิวเสม็ดนางชี

นอกจากจะได้สุขใจกับการนอนเคล้าสายลม ชื่นชมแสงดาว เพื่อรอพระอาทิตย์ขึ้น ต้อนรับเช้าวันใหม่แล้ว แสงสุดท้ายหลากสีสันยามตะวันลาลับก็ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่โดนใจ และไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด

[Sassy_Social_Share]
234