เชื่อว่าสาวๆ หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “เป็นสาวเป็นนางต้องรู้จักนวลสงวนตัว” กันอย่างแน่นอน แต่จะมีสักกี่คนกันนะที่รู้ว่าแนวคิดแบบนี้มันมีที่มาจากไหนกัน

 ครั้งนี้กุลสตรีจะพามาทำความรู้จักและทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องการ รักนวลสงวนตัว ของผู้หญิง ว่าแท้ที่จริงแล้วจุดเริ่มต้นของแนวความคิดแบบนี้มันมาจากไหน มีความเป็นมาอย่างไร และคนไทยในสมัยอดีตได้ยึดถือเอาแนวคิดแบบนี้มาปฏิบัติกันจริงๆ หรือไม่

เป็นที่ทราบกันดีว่าในความรับรู้ของคนส่วนใหญ่แล้วต่างก็เข้าใจว่าแนวคิดเรื่องการรักนวลสงวนตัวของผู้หญิงเป็นวัฒนธรรมอันดีงามของคนไทยที่มีมาช้านานแล้ว อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่คนไทยในอดีตยึดถือและพร่ำสอนให้ผู้หญิงต้องปฏิบัติตามกันมาทุกยุคทุกสมัยสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

หากแต่เมื่อลองหาข้อมูลอย่างจริงจังดูแล้วเรากลับพบว่าประเด็นเรื่องการให้คุณค่าของผู้หญิงผ่านแนวคิวเรื่องการรักนวลสงวนตัวและการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานระหว่างในอดีตกับปัจจุบันนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมาก เพราะแนวคิดที่เชื่อกันว่าการรักนวลสงวนตัวเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยอันดีงามที่มีมาช้านานนั้นดูจะเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเท่าใดนัก 

เมื่อลองศึกษาผ่านข้อมูลทางประวัติศาสตร์ดูก็จะพบว่า สังคมไทยในอดีตชาวสยามแต่งงานมีครอบครัวกันตั้งแต่อายุยังน้อยมาก ซึ่งวิธีการแต่งงานกันในสมัยก่อนทางหนึ่งก็คือการหนีตามกันไป หลังจากนั้นจึงค่อยกลับมาขอขมาพ่อกับแม่ในภายหลัง แน่นอนว่าเรื่องของความสัมพันธ์ทางเพศก็น่าจะต้องเกิดขึ้นก่อนการแต่งงานไปด้วย เรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากของชาวสยามในสมัยนั้น หรือถ้าหากลองย้อนกลับไปดูวรรณคดีไทยในสมัยก่อนเราก็จะพบว่านางเอกในวรรณคดีไทยทั้งหลายก็ล้วนแล้วแต่มีเพศสัมพันธ์กันตั้งแต่อายุยังน้อยทั้งสิ้น

รักนวลสงวนตัว

แล้วแนวคิดแบบนี้มันมากจากไหน?

ในความเป็นจริงแล้วแนวคิดเรื่องการรักนวลสงวนตัวของผู้หญิงและการให้คุณค่าที่เปลี่ยนแปลงไปต่อการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานนั้นเพิ่งจะเกิดขึ้นมาในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20-21 ที่เพศวิถีกระแสหลักแบบร่วมสมัยในขณะนั้นได้เข้ามาจำกัดเรื่องเพศที่ถูกต้องชอบธรรมไว้แค่สถาบันการแต่งงานเท่านั้น และคนในปลายศตวรรษที่ 20-21 เองก็ดูจะมีขั้นตอนที่ต้องทำมากขึ้น เช่น การต้องสำเร็จการศึกษา หรือรอจนกว่าจะถึงเกณฑ์อายุที่เหมาะสมกับการแต่งงานหรือการมีความสัมพันธ์ทางเพศ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเรื่องการให้ความหมายในเรื่องเพศและการควบคุมพฤติกรรมทางเพศของผู้หญิงน่าจะเป็นผลมาจากแนวความคิดของอังกฤษในยุควิคตอเรียน เพราะในยุคสมัยนั้นผู้หญิงจะต้องวางตัวเรียบร้อยสวมเสื้อผ้ามิดชิด เพศสัมพันธ์ที่เหมาะสมจะต้องเป็นเพศสัมพันธ์ระหว่าง หนึ่งชายหนึ่งหญิง ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เป็นชายหญิงที่แต่งงานกันแล้ว และต้องการมีเพศสัมพันธ์เพื่อการสืบสกุล ไม่ใช่เพื่อความสนุก ไม่ใช่เพื่อตอบสนองตัณหา ไม่ใช่เพื่อการหารายได้ และต้องเป็นเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่ส่วนตัวมิดชิดเท่านั้น

แนวคิดแบบนี้ได้รับอิทธิพลมากจากทั้งทางศาสนาคริสต์และวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้น ประเทศไทยเองก็ได้รับเอาอิทธิพลดังกล่าวเข้ามาตั้งแต่ในช่วงรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงยุคอาณานิคม และยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 เริ่มมีการเกิดขึ้นของชนชั้นใหม่ที่เรียกว่า “ชนชั้นกลาง” ซึ่งเป็นชนชั้นที่มีบทบาทสำคัญมากในการสร้างลักษณะใหม่และกำหนดอัตลักษณ์ให้กับคนไทยในสมัยนั้น หนึ่งในแนวคิดพื้นฐานที่ถูกนำมาใช้วัดความเป็นคนชนชั้นก็กลางคือ แนวคิดเรื่องเพศ มีการระบุชัดเจนว่า “หญิงไทย” ควรจะมีลักษณะอย่างไร ทำผู้หญิงไทยตั้งแต่ยุคสมัยนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันจะต้องถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กจนโต ให้รู้จักระมัดระวังตัวกับเพศตรงกันข้าม และต้องรู้จักรักนวลสงวนตัว

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงมองเรื่องเพศและคุณลักษณะของความเป็น “ผู้หญิงไทย” ในความหมายที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อีกทั้งยังส่งผลให้คนในสังคมเกิดความเข้าใจว่าแนวคิดเรื่องการรักนวลสงวนตัวของผู้หญิงนั้นเป็นแนวคิดดั้งเดิมของคนไทยและเป็นวัฒนธรรมอันดีงามของไทยในสมัยโบราณที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ข้อมูลอ้างอิงจาก: บทความวิชาการ รัฐไทยกับชีวิตคู่แบบเพศวิถีนอกขนบ โดย กนกวรรณ ธราวรรณ

[Sassy_Social_Share]
847