เป็นเรื่องน่าเศร้าและสลดใจที่การแบ่งแยกและความไม่เท่าเทียมทางเพศที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์นั้น มีมาเป็นระยะเวลายาวนานและเพิ่งได้รับการยอมรับในความเท่าเทียมเมื่อ 109 ปี ที่ผ่านมานี่เอง… และนี่คือเรื่องราวของ วันสตรีสากล

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าวันที่ 8 มีนาคม ของทุกปีเป็น วันสตรีสากล (International Women’s Day) ซึ่งเป็นวันเฉลิมฉลองความสำเร็จทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของผู้หญิงในระดับโลกเลยก็ว่าได้ ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของวันสตรีสากล  เราไปทำความรู้จักกับประวัติกันหน่อยดีกว่า ว่ามีความเป็นมาอย่างไรบ้าง

วันสตรีสากล (International Women’s Day) เดิมเรียก วันสตรีแรงงานสากล (International Working Women’s Day) มีการเฉลิมฉลองในวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันที่บรรดาผู้หญิงหลายๆ ประเทศจากทุกทวีปรวมทั้งองค์กรที่ทำงานด้านผู้หญิง ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนา อาชีพใด จะรวมตัวกันเพื่อร่วมฉลองวันสำคัญนี้ และร่วมรำลึกถึงการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงที่มีมาอย่างยาวนาน

วันสตรีสากล
Photo Credit: brussels-express.eu

เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1857 กลุ่มผู้ใช้แรงงานสตรีในโรงงานทอผ้าและตัดเย็บเครื่องนุ่งห่ม รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา  ได้พากันเดินขบวนประท้วงเพื่อให้นายจ้างเพิ่มค่าจ้างและเรียกร้องสิทธิในการทำงาน  ให้มีการรับรอง ปรับปรุงสภาพการทำงานของสตรีที่ดียิ่งขึ้น เพราะพวกเธอทนไม่ไหวกับการเอาเปรียบของนายจ้าง ที่จ่ายค่าแรงเพียงน้อยนิด แต่กลับใช้งานเยี่ยงทาส จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เนื่องจากพวกเธอถูกปราบปรามอย่างรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลายคนถูกจับ ซ้ำยังมีคนลอบวางเพลิงโรงงานที่พวกเธอชุมนุม จนเหยียบกันเองเพื่อหนีตาย รายงานว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมหญิงเสียชีวิตไปจำนวน 119 คน

ในปี ค.ศ. 1866 การประชุมสมัชชาของบรรดาสมาคมผู้ใช้แรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 1 ได้มีการออกมติเกี่ยวกับการทำงานอาชีพของสตรี ถือเป็นการท้าทายอย่างเปิดเผยต่อขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมในสมัยนั้นที่กำหนดให้สตรีต้องอยู่แต่เฉพาะในบ้านเท่านั้น

จากนั้น ในปี ค.ศ. 1907 กลุ่มผู้ใช้แรงงานสตรีในโรงงานทอผ้า รัฐชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ลุกฮือขึ้นเดินขบวนประท้วงการกดขี่ ทารุณ ของนายจ้างที่เห็นผลผลิตสำคัญกว่าชีวิตคน  เนื่องจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานสตรีเหล่านี้ต้องทำงานหนักถึงวันละ 16-17 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ไม่มีประกันการใช้แรงงาน เป็นผลให้เกิดการเจ็บป่วยล้มตายตามมาในระยะเวลาอันรวดเร็ว และที่แย่ไปกว่านั้นคือ หากตั้งครรภ์ก็ถูกไล่ออก

วันสตรีสากล
Clara Zetkin. Photo Credit: – sheroesofhistory.wordpress.com

ด้วยความอัดอั้นตันใจจึงทำให้ Clara Zetkin (คลารา เซทคลิน) นักการเมืองสตรีสายแนวคิดสังคมนิยม ชาวเยอรมันตัดสินใจปลุกระดมเหล่าผู้ใช้แรงงานสตรีด้วยการนัดหยุดงานในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1907 พร้อมกับเรียกร้องให้นายจ้างลดเวลาการทำงานลงเหลือวันละ 8 ชั่วโมง อีกทั้งให้ปรับปรุงสวัสดิการทุกอย่าง และให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย และแม้ว่าการเรียกร้องครั้งนี้จะไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะมีผู้ใช้แรงงานหญิงหลายร้อยคนถูกจับ แต่ก็ทำให้สตรีทั่วโลกสนับสนุนการกระทำของ คลารา เซทคลิน และเป็นการจุดประกายให้สตรีทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงสิทธิของตนมากขึ้น

ต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1908 (พ.ศ. 2451) มีแรงงานหญิงกว่า 15,000 คน ร่วมเดินขบวนทั่วเมืองนิวยอร์ก เรียกร้องให้ยุติการใช้แรงงานเด็ก โดยมีคำขวัญการรณรงค์ว่า “ขนมปังกับดอกกุหลาบ” ซึ่งหมายถึงการได้รับอาหารที่พอเพียงพร้อมๆ กับคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นเอง

จนกระทั่งในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1910 ความพยายามของกรรมกรสตรีกลุ่มนี้ก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อมีตัวแทนสตรีจาก 17 ประเทศ เข้าร่วมประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยมครั้งที่ 2 (International Conference of Socialist Women)  ณ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยในที่ประชุมได้ประกาศรับรองข้อเรียกร้องของบรรดาผู้ใช้แรงงานสตรี ในระบบสาม 8 คือ

  • ให้ลดเวลาทำงานเหลือวันละ 8 ชั่วโมง
  • ให้เวลาศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองอีก 8 ชั่วโมง
  • และอีก 8 ชั่วโมงเป็นเวลาพักผ่อน

พร้อมกันนี้ยังได้ปรับค่าแรงของแรงงานหญิงให้เท่าเทียมกับแรงงานชาย และยังมีการคุ้มครองสวัสดิการสตรีและแรงงานเด็กอีกด้วย ทั้งนี้ยังได้รับรองข้อเสนอของคลารา เซทคิน ด้วยการกำหนดให้วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปีเป็น วันสตรีสากล

การถือกำเนิดของวันสตรีสากลเปรียบดั่งจุดเริ่มต้นในการขจัดความไม่เท่าเทียมทางเพศให้หมดไป จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้ เกือบทุกพื้นที่ให้ความสำคัญและยอมรับผู้หญิงมากขึ้น ทำให้ผู้หญิงได้มีบทบาทอย่างแพร่หลายต่อการขับเคลื่อนสังคม ดังนั้น วันสตรีสากลจึงเป็นอีกวันที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงทุกคน ได้แสดงความคิดเห็น ความสามารถ และแสดงให้เห็นถึงความทัดเทียมกันในสังคมได้อย่างดีอีกด้วย

[Sassy_Social_Share]
441