สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านในท้องถิ่นหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่ มุ่งหน้าสู่ชุมชนเล็กๆ อันน่าสนใจ ได้แก่ ชุมชนบ้านหัวดอน บ้านชีทวน บ้านท่าศาลา และบ้านหนองบ่อ ของจังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่รอยต่อที่เต็มไปด้วยวิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าว การทำประมง การแปรรูปอาหาร การทอผ้า การฟ้อนรำ และประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทั้งศาสนา และวิถีชีวิตประจำวัน เกิดเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวเกี่ยวโยงระหว่าง ข้าว-ปลา-นา-น้ำ ตามวิถีแบบชาวนาที่หลอมรวมของดีของทั้ง 4 ชุมชนเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน

หอมกลิ่นข้าวหอมทุ่งที่ “หัวดอน”

เราเริ่มต้นเส้นทางกันที่ “บ้านหัวดอน” หมู่บ้านเล็กๆ ที่ขับรถจากตัวเมืองอุบลฯ ออกมายังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงดี จุดเด่นของที่นี่คือ การปลูก “ข้าวหอมทุ่ง” พันธุ์ข้าวที่เมื่อออกรวงเต็มที่จะส่งกลิ่นหอมไปทั้งท้องทุ่งนา เป็นสัมผัสแรกจากปลายจมูกที่ผู้มาเยือนจะได้รับ เมื่อพื้นที่ของชุมชนส่วนใหญ่เต็มไปด้วยนาข้าว กิจกรรมสนุกๆ ที่ชาวบ้านพร้อมนำเสนอจึงเกี่ยวโยงกับข้าวเกือบทั้งหมด เราจะได้แสดงฝีมือทำเมนูแสนอร่อยจากข้าวหอมทุ่ง ทั้งข้าวเม่า ข้าวหลาม กระยาสารท ข้าวจี่ หรือเมนู “ข้าวตอกลิ่ม” ที่ใช้ข้าวตอกมาคลุกกับ น้ำเชื่อมให้ออกรสหวาน จากนั้นกดเข้าลิ่ม ให้เป็นแท่ง เมนูง่ายๆ แต่อร่อยลืม

และด้วยความเป็นธรรมชาติที่ยังคงมีให้เห็นเต็มเปี่ยม ทั้งวัดป่า หนองน้ำธรรมชาติ ป่าเล็กๆ ที่อยู่รายล้อมชุมชน ในแต่ละฤดูกาลจึงมีประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกันออกไป อย่างการเก็บไข่มดแดง เก็บเห็ดป่า ผลไม้ป่า จับปูนา และด้วยพื้นที่นาทาม (นาน้ำท่วม) เราอาจมีโอกาสได้เห็นภาพชาวบ้านพายเรือเกี่ยวข้าวในบางปี

“บ้านชีทวน” หมู่บ้านวัฒนธรรมเก่าแก่

จากนั้นเดินทางไปยัง “บ้านชีทวน” หรือซีซ่วน หัวเมืองใหญ่ในสมัยก่อน หมู่บ้านวัฒนธรรมเก่าแก่ และที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวแวะเวียนกันมาถ่ายรูปสวยๆ อย่างไม่ขาดสาย นั่นคือ “ขัวน้อย” เป็นสะพานคอนกรีตที่ทอดยาวตัดผ่านทุ่งนาผืนใหญ่ของชาวบ้านหลายครัวเรือน สันนิษฐานว่าถูกสร้างมาแล้ว กว่า 200 ปี เพื่อใช้เดินทางไปยังชุมชนต่างๆ ระหว่างกัน ปัจจุบันจากสะพานไม้เนื้อแข็ง ถูกแทนที่ด้วยคอนกรีต และยังคงเป็นเส้นทางสัญจรของชาวบ้าน ทั้งยังถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญๆ ทางศาสนา อย่างการตักบาตรเทโวโรหณะ ที่เราจะได้เห็นชาวชีทวนนุ่งซิ่นผืนสวยมาจับจองพื้นที่บนขัวน้อยกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อรอการตักบาตรพระหลายสิบรูปเป็นศิริมงคล

ด้วยความเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ ที่นี่จึงมีหลายกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ประเพณี และศาสนา หากอยากสัมผัสวิถีชาวบ้านอย่างเต็มที่ก็มี โฮมสเตย์ชาวบ้านคอยต้อนรับ มีรถอีแต๊กพาเที่ยว รวมถึงมีจักรยานให้ได้ปั่นท่องเที่ยวในชุมชน ลองทำ “ขันหมากเบ็ง” พานพุ่มจากใบตองและดอกไม้สด เพื่อนำขึ้นสักการะ “พระธาตุสวนตาล” พระธาตุสำคัญซึ่งสร้างขึ้นในช่วงเดียวกันกับพระธาตุพนม ฟังไกด์ ตัวน้อยเล่าเรื่องราวของ “ธรรมมาสสิงห์” ธรรมมาสน์ปูนปั้นทรงสิงห์ขนาดใหญ่ฝีมือศิลปินชาวญวณหนึ่งเดียวในประเทศไทย ชิม “ข้าวโหล่ง” เมนูชื่อแปลกที่ทำจากข้าวเจ้า ข้าวเหนียว น้ำคั้นมะพร้าว และสารพัดสมุนไพร ซึ่งชาวบ้านมักทำกินร่วมกันหลังเสร็จงานร่วมแรงร่วมใจ และพลาดไม่ได้กับการเรียนรู้การทอ “ผ้าลายปลาอีด” ลายผ้าประจำชุมชน

ลองทำข้าวปุ้นโบราณ ณ “ท่าศาลา”

จากขัวน้อยไปทางตะวันตก เราเดินทางไปยัง “บ้านท่าศาลา” ชุมชนริมน้ำที่แยกออกมาจากบ้านชีทวน ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตขนมจีนโบราณของชาวอุบลฯ การทำขนมจีนโบราณแบบบ้านท่าศาลาเริ่มจากการหมักข้าวสารด้วยน้ำเปล่าทิ้งไว้ 3 คืน โดยต้องล้างทุกคืน แล้วจึงนำมาตำให้ละเอียดในครกกระเดื่อง จากนั้นนำมานวดและบีบผ่านรูเล็กๆ ใส่ลงในน้ำเดือดกลายเป็นเส้นขนมจีน ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้ ชาวบ้านยินดีให้นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ลงมือทำด้วยตนเอง รวมถึงการทำข้าวหมากและข้าวโป่งด้วย

และด้วยพื้นที่ด้านหนึ่งของหมู่บ้านที่ติดกับแม่น้ำชี ความอุดมสมบูรณ์ของลำน้ำทำให้ชาวบ้านจับปลาได้ค่อนข้างมาก ที่นี่จึงมีเมนูปลาอร่อยๆ ให้ได้ชิมแบบไม่มีเบื่อ ไม่ว่าจะเป็นปลาชะโด ปลาโจก ปลาเพื้ย ปลานกเขา ปลาเค้า ปลานาง ปลาตะเพียนทอง ปลากระทิง ฯลฯ

อีกหนึ่งเรื่องสนุกๆ เรายกให้ “เทพอัมรินทร์วารี” ทีมแข่งเรือฝีมือดีที่เกิดจากการรวมตัวของคนในชุมชนในช่วงเว้นว่างจากงาน โดยลงเรือซักซ้อมในแม่น้ำชีอยู่เสมอๆ และถือเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจที่ชาวบ้านพร้อมเล่าให้ นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ได้ฟัง

“หนองบ่อ” กับการใส่ชุดไหมไปทำนา

ชุมชนสุดท้ายของทริปนี้ที่มีความน่าสนใจไม่น้อยกว่าที่อื่นๆ กับ “บ้านหนองบ่อ” ชุมชนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นที่เดียวในประเทศไทยที่ใส่ชุดไหมไปทำนา เรากำลังพูดถึงเสื้อไหมสีดำสนิทที่ย้อมสีธรรมชาติด้วยมะเกลือ มีปุ่มเล็กๆ เป็นลายอยู่ทั่วเรียกว่า “ลายลูกแก้ว” ด้วยดั้งเดิมหมู่บ้านยังไม่มีเส้นทางตัดเข้าเมือง จึงมีการ ทอผ้า ย้อมผ้าเพื่อใช้เองในครัวเรือน

ปัจจุบัน บ้านหนองบ่อก็ยังคงมีชื่อเสียงในด้านการทอผ้า มีการตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกันแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ย้อมสีไหมด้วยสีธรรมชาติ นำไปทอ นำไปมัดหมี่หรือย้อมอีกครั้ง ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นลายดั้งเดิมของชุมชนที่ยังคงรักษาไว้

นอกจากการทอผ้า ที่นี่ยังมีการรื้อฟื้น “ฟ้อนกลองตุ้มโบราณ” การฟ้อนของหมู่บ้านแต่โบราณ มีไว้เพื่อขอฝน โดยให้ชายแต่งกายเป็นหญิงคือนุ่งซิ่นหมี่ และให้หญิงนุ่งโสร่งไหมอย่างชายเพี่อให้ผิดธรรมดาจนพญาแถนไม่พอใจ เทน้ำฝนลงมาชะล้างสิ่งไม่ดี ซึ่งปัจจุบันนี้ชาวบ้านได้ประยุกต์ให้สามารถฟ้อนได้ในทุกโอกาส และกำหนดท่าฟ้อนที่แน่นอน อาทิ ท่าทอผ้า ท่าบัวตูมบัวบาน ท่านกบินกลับ ซึ่งทุกท่าล้วนสื่อความหมายถึงวิถีชีวิตของชุมชนทั้งสิ้น

และนี่คืออีกหนึ่งเส้นทางการท่องเที่ยวแบบง่ายๆ ตามวิถีแบบไทยที่ให้ความสำคัญกับการรับรู้คุณค่า และความหมายที่แท้จริงของแต่ละชุมชน มากกว่าเพียงการเก็บภาพสวยๆ ของสถานที่ท่องเที่ยวแบบฉาบฉวย

 

ขอขอบคุณ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
สอบถามข้อมูลท่องเที่ยวเพิ่มเติม : ชุมชนบ้านหัวดอน โทร. 08-9946-3568, ชุมชนบ้านชีทวน 08-9282-9974, ชุมชนบ้านท่าศาลา โทร. 08-1955-6421, ชุมชนบ้านหนองบ่อ โทร.080-3326339

** เรื่องโดย fiefiez S. สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอกภาพหรือเนื้อหาใดๆ ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากต้องการเผยแพร่กรุณาแชร์บทความเท่านั้น **

54