ในรอบหนึ่งปีของคนรักการอ่าน โดยเฉพาะคนที่ชอบบรรยากาศของการซื้อหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ หรือแม้แต่งานหนังสือทั้งใหญ่และเล็กที่จัดขึ้นหลายครั้งในรอบปี ทำให้คนรักการอ่านได้ตื่นเต้นกับการได้พบและสัมผัสหนังสือเล่มใหม่ๆ จนในที่สุดก็ตัดสินใจซื้อมาไว้ในบ้าน

ยิ่งถ้าเป็นหนังสือที่อยากจะได้ แล้วลดราคาจากปกชนิดที่เรียกว่าเหมือนอย่างกับให้ฟรีด้วยแล้ว ไม่ต้องคิดมากเลยว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อดี

แต่มันก็มีเรื่องน่าปวดหัวเหมือนกัน เพราะว่าหนังสือที่อยากได้มักจะไม่ใช่แค่เล่มเดียว และในรอบหนึ่งปีก็มักจะมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง จนในที่สุดหนังสือที่ซื้อมา (แต่ยังไม่ได้อ่านซักที) ก็เริ่มกองสูงขึ้นเรื่อยๆ และมักจบลงด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่มีเวลาจะหยิบมาอ่าน

อ่านหนังสือ

แล้วทำไมถึงต้องซื้อหนังสือมาดอง?

ในญี่ปุ่น จะมีศัพท์คำหนึ่งที่หมายถึงการซื้อหนังสือมาเก็บไว้เฉยๆ แต่ไมได้อ่านว่า “ซึนโดะกุ” (Tsundoku 積ん読) คำนี้อธิบายถึงบุคคลที่มีพฤติกรรมในการซื้อหนังสือมาเก็บไว้ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งในบ้าน แต่ไม่เคยหยิบมันมาอ่านเลยแม้แต่ครั้งเดียว สาเหตุที่คนเราชอบซื้อหนังสือมาเก็บไว้ก็เพราะว่า

  •  กลัวว่าจะหาหนังสือเล่มนี้ไม่เจออีก อาจเป็นเพราะเกิดความรู้สึกกลัวว่า ถ้าสนใจหนังสือเล่มไหน และไม่ได้ซื้อเก็บไว้ เมื่อกลับไปหาหนังสือเล่มนั้นอีก หรือต้องใช้เนื้อหาจากหนังสือเล่มนั้น อาจจะหาไม่เจอแล้ว และทำให้รู้สึกผิดว่า “รู้แบบนี้ซื้อเก็บไว้ซะก็ดี” เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าลังเลว่าจะซื้อดีหรือไม่ ไม่ว่าจะจำเป็นแค่ไหน ก็จะลงเอยด้วยการตัดสินใจว่า “ถ้างั้นก็ซื้อเก็บไว้ก่อนดีกว่า เผื่อได้ใช้”
  • อีกกรณีคือ ในหมู่ผู้อ่านหนังสือจะย่อมรู้ดีว่า หนังสือบางประเภทอาจไม่มีโอกาสพิมพ์ซ้ำอีก หรือถ้าพิมพ์ซ้ำก็อาจจะหาซื้อยากเพราะไม่มีขายทั่วๆ ไป เพราะฉะนั้นด้วยความที่กลัวว่าอาจจะหายากและราคาอาจแพงขึ้นหลายเท่า จึงต้องรีบซื้อเก็บไว้ก่อนเพื่อความอุ่นใจ
  • การซื้อทำให้มีความสุข ในแง่จิตวิทยา คนเราชอบซื้อของและจ่ายเงินเพราะรู้สึกว่าเรามีอำนาจ และสามารถควบคุมชีวิตของตัวเราเอง (รวมถึงการควบคุมอำนาจในการใช้จ่ายด้วย) รวมถึงความรู้สึกดีหลังจากที่ซื้อแล้วรู้สึกว่ามีหนังสือที่เราอยากได้อยู่ในมือ มีความรู้สึกภูมิใจยอยู่ลึกๆ ว่าได้เป็นเจ้าของหนังสือเล่มนั้น
  • ซื้อตามคนอื่น หนังสือที่ไอดอล ดาราที่ชอบอ่าน หรือหนังสือที่มีกระแสรีวิวเป็นที่พูดถึงในโซเชียล ทำให้รู้สึกว่าอยากจะอ่านมากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าหนังสือเล่มไหนที่ไอดอลบอกว่าอ่านแล้วเปลี่ยนความคิด หรือทำให้ตัวเองพัฒนาขึ้นในทางที่ดี สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้รู้สึกว่า ไม่มีทางที่จะปฏิเสธที่จะซื้อมาเก็บไว้ก่อน (แม้ว่าจะไม่ได้อ่านก็เถอะ)
  • ความรู้สึกที่อยากซื้อกลายเป็นเพียงอดีต บางครั้งคนเราก็ไม่เข้าใจตัวเองว่า ทำไมจะต้องซื้อหนังสือเล่มนั้นมาด้วย ทั้งๆ ที่ตอนหยิบเงินมาจ่ายก็ไม่ได้รู้สึกอะไร จนกระทั่งเมื่อพบว่ากระแสพูดถึงเริ่มแย่ลง หรือเมื่อลองอ่านแล้วกลับพบว่ามันไม่สนุก ไม่ชอบสำนวนการเขียนหรือแปล หรือรู้สึกว่ายากเกินไป หรือถูกสปอยล์ตอนจบของหนังสือเล่มนั้นไปแล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าหมดกำลังใจที่จะอ่านลงไป
  • ไม่มีเวลาอ่าน/ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการอ่าน พูดง่ายๆ ก็คือ มีเวลาให้กับอย่างอื่นมากกว่าการอ่านหนังสือ และไม่ได้มีเวลาที่จะแบ่งความสำคัญให้กับการอ่าน ชะตากรรมสุดท้ายของหนังสือเหล่านั้นก็คือจมกองฝุ่น

อ่านหนังสือ

แล้วทำอย่างไรจึงจะอ่านหนังสือที่กองดองๆ ไว้ให้จบ?

ก่อนอ่าน

  • ถามตัวเองก่อนเลยว่าจะซื้อหนังสือเล่มนั้นเพราะอะไร ถ้าจะซื้อเพื่อหวังประโยชน์ หรือเป็นแนวที่ชอบ หรือตั้งใจไว้แล้วว่าสักวันจะต้องซื้อ ก็ซื้อได้ แต่ต้องมั่นใจว่าจะอ่านตอนไหน และอ่านอย่างไร
  • แต่ถ้าคิดจะซื้อเพราะว่ามีความสุขที่อยากจะซื้อ ก็ยั้งใจและคิดให้เยอะๆ ก่อนซื้อ หรือถ้าจะซื้อเพราะว่าเอาไว้อวดเพื่อน ถ่ายรูปปกมาเฉยๆ ก็พอ
  • หรือถ้าคิดว่าแค่อยากอ่านเฉยๆ ยังไม่แน่ใจว่าหนังสือเล่มนั้นดีหรือไม่ หรือคิดว่าจะอ่านหนังสือเล่มนั้นเพียงครั้งเดียว การเช่าหนังสือแบบมีกำหนดเวลาคืน หรือยืมหนังสือเล่มนั้นจากห้องสมุดมาลองอ่านก่อนก็ถือว่าไม่เลว เพราะอย่างน้อยๆ ก็ต้องรีบอ่านให้จบและรีบคืน และไม่ต้องเปลืองเนื้อที่ในการเก็บ
  • หรือถ้าไม่ได้คิดจะตามกระแส หรือต้องรีบอ่านอยู่แล้ว รอลดราคาหรือรอซื้อหนังสือมือสองก็ได้ อย่างน้อยถ้าเล่มนั้นไม่ดี ก็จะได้ไม่รู้สึกเสียดายเงินมาก
  • ถ้าคิดว่าหนังสือเล่มนั้นสำคัญมากๆ หรือต้องรีบอ่าน ซื้อเวอร์ชั่น E-Book หรือ Audiobook หรือโหลดแอพอ่านหนังสือเอาไว้ด้วย ถ้าไม่มีเวลาอ่านหรือขี้เกียจพกแบบเล่ม หรืออยู่ในช่วงที่ไม่มีเวลาจดจ่อกับการอ่าน ก็อาศัยอ่านอีบุ๊คหรือฟังหนังสือเสียง หรืออ่านจากแอพในโทรศัพท์แทน

อ่านหนังสือ

เริ่มอ่าน

  • เริ่มจากการจัดเวลาก่อนเลย ไม่ว่าจะอ่านก่อนนอน หลังตื่น หรือจะเวลาไหนก็แล้วแต่ สำคัญอยู่ที่การกำหนดเวลาอ่านในแต่ละวันที่แน่นอน อาจจัดวางหนังสือในที่ที่หยิบอ่านได้ง่ายๆ แบบที่ว่าว่างเมื่อไหร่ก็หยิบมาอ่านได้ทันที เช่น บนโต๊ะหัวเตียง หรือใกล้ๆ โต๊ะทำงาน และที่สำคัญคือ ต้องเป็นการอ่านหนังสือที่อยากอ่าน ไม่ใช่หนังสือที่อ่านเพราะกดดันตัวเองว่าต้องอ่าน (เพราะมันเป็นกระแส หรืออ่านตามเพื่อน ทั้งๆ ที่ไม่ใช่แนวที่ชอบ ฯลฯ)
  • ลองปันเวลาจากงานอดิเรก (แน่นอนว่าหมายถึงเวลาที่ก้มหน้าไถโทรศัพท์ด้วย) มาปันให้กับการอ่านวันละเล็กละน้อย รวมถึงการปรับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้เหมาะกับการอ่าน เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการหามุมอ่านที่ผ่อนคลาย มีแสงสว่างที่เพียงพอ และอย่าลืมปิดเสียง ปิดเน็ตโทรศัพท์ แล้วเอาไปวางไว้ไกลๆ ตัว ซักพักนึงคงไม่เป็นไรหรอก
  • อีกอย่างคือ กำหนดตัวเองว่าต้องอ่านทุกวัน อาจเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายเช่น ต้องอ่านวันละ 5 หน้าเป็นอย่างน้อย แล้วค่อยๆ พัฒนาขึ้น ส่วนคนที่อ่านเร็วๆ ก็อาจกำหนดไว้ที่วันละบทก็ได้ ที่สำคัญคือ ไม่ต้องมัวแต่กดดันตัวเองว่าสัปดาห์หนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่งจะต้องอ่านได้กี่เล่ม หนังสือเล่มหนึ่ง จะอ่านจบภายในหนึ่งวัน หนึ่งเดือน หนึ่งปี มันก็แล้วแต่เรา ไม่มีใครกำหนดได้ จะอ่านช้าอ่านเร็วก็ถือว่าดีแล้วที่ได้อ่าน
  • ถ้าอ่านเล่มเดียวแล้วกลัวเสียเวลา หรือกลัวเบื่อกลางคัน ลองอ่านหลายๆ เล่มสลับกันบ้างก็ได้ อาจจะเริ่มจากนิยายแนวใกล้ๆ กันซักสองเล่ม เอาไว้สลับกันอ่านในยามว่าง และถ้าอยากอ่านเล่มไหน ก็หยิบมาอ่าน หรืออาจจะลองเอาหนังสือหลายๆ แนวมาจับคู่กันแล้วสลับกันอ่านก็ยังได้
  • และสุดท้าย ถ้ารู้สึกว่าอ่านเล่มไหนแล้วไม่สนุก ไม่ชอบ การเลิกอ่านหนังสือเล่มนั้นไปเลยกลางคันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด

อ่านหนังสือ

[Sassy_Social_Share]
114