แม้เดี๋ยวนี้ข้าวของจะแพงขึ้น แต่คนรุ่นใหม่ๆ ก็ยังเลือกที่จะทุ่มเงินให้กับการท่องเที่ยว หวังว่าจะเป็นการออกไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เติมเต็มความต้องการและรสนิยมของพวกเขา (แค่อาจจะต้องคิดเรื่องเงินเยอะหน่อย) รวมถึงการที่คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและกระแสการท่องเที่ยวได้อย่างฉับไวบนอินเทอร์เน็ต และการมี Social Media ที่ทำให้การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่คนอื่นจะได้รับรู้ประสบการณ์ไปด้วยร่วมกัน กลายเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการจากการไปเที่ยว

คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองว่าการท่องเที่ยวเป็นแค่การไปเยี่ยมชมสถานที่ปลายทางเฉยๆ อีกต่อไป แต่เป็นการไปเที่ยวเพื่อจุดประสงค์อะไรบางอย่างที่ตนเองต้องการ และตอบโจทย์ รสนิยมส่วนตัวไปด้วยพร้อมๆ กัน สิ่งเหล่านี้ที่ทำให้การออกแบบรูปแบบท่องเที่ยวในยุคใหม่ให้ตรงกับสิ่ง ที่ตัวเองชอบและต้องการ เกิดขึ้นมากมายหลายรูปแบบ และเป็นการท่องเที่ยวที่ไม่ขึ้นอยู่กับไกด์ หรือบริษัททัวร์ แต่ขึ้นอยู่กับความอยากไปเที่ยวและไลฟ์สไตล์ของตัวเราเองล้วนๆ อาจค้นพบว่ากำลังผจญภัยอยู่ที่ใดสักแห่งในโลก ที่อาจจะทำให้ชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

Work and Travel

ถ้ามีเวลาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะถ้ารู้ตัวว่ากำลังเป็นนักศึกษาอยู่ในช่วงปิดเทอม หรือเป็นคนทั่วไปที่ยังพอมีเวลาว่างเหลือเฟือ การเลือกเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนสักพักก็เป็นไอเดียที่ไม่เลว และจะดียิ่งขึ้นหากได้ลองไปใช้ชีวิตเหมือนอย่างที่คนในพื้นที่ใช้ชีวิตกันจริงๆ ชนิดที่ว่า พวกเขาทำงานแบบไหน ก็ไปทำงานแบบพวกเขาเสียเลย

ลักษณะเฉพาะของการ Work and Travel คือการเดินทางเพื่อ “ทำงาน” และ “เที่ยว” แต่ที่สำคัญคือ ได้ทำงานจริงๆ และใช้ชีวิต กินอยู่หลับนอนในพื้นที่จริงๆ รวมทั้งจะได้มีโอกาสพบเพื่อนใหม่ และอาจได้ไปอยู่กับครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่จริงๆ เมื่อทำงานครบตามเวลาที่นายจ้างกำหนด ก็มีเวลาสำหรับไปเที่ยวได้ตามอำเภอใจ ส่วนเรื่องระยะเวลา ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละ agency ว่าจะอยู่กี่เดือน หรือในบางที่นายจ้างก็อาจกำหนดเวลาขั้นต่ำไว้ในกรณีที่ไม่ได้ติดต่อผ่าน agency

งานที่มักนิยมทำใน Work and Travel มักเป็นงานแบบใช้แรงเช่น งานในสวนสนุก งานในอุทยาน หรือสวนสาธารณะ โรงแรม ร้านค้า และงานในร้านอาหาร ส่วนที่พัก ค่าแรง วันหยุดต่างๆ นายจ้างจะเป็น ผู้กำหนดให้ หรืองานบางประเภท เช่น งานในฟาร์มหรือไร่สวน ก็อาจจะได้อาศัยกับเจ้าของฟาร์มเสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวก็มี

หากต้องการจะไปเที่ยวแบบ Work and Travel ความต้องการขั้นแรกที่สำคัญคือเรื่องของภาษา หากมั่นใจว่าทักษะภาษาที่มีอยู่เพียงพอที่จะสนทนากับคนในพื้นที่ ก็ยิ่งได้เปรียบ อีกทั้งยังต้องศึกษาเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ เช่น การเดินทาง วีซ่า ที่พัก การอยู่การกิน ลักษณะการทำงาน สังคมและวัฒนธรรม เรื่องเงิน รวมทั้งการจัดตารางเวลาให้เหมาะสม

อีกทั้งยังต้องศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับแต่ละ Agency ที่รับจัดการท่องเที่ยวแบบ Work and Travel หรือถ้ากรณีเลือกหางานเอง ก็ต้องศึกษารายละเอียดต่างๆ ให้ละเอียดมากขึ้นไปอีกเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เช่น โดนลอยแพ (โดนไล่ออกกลางคันหรือปฏิเสธการรับเข้าทำงานหลังจากเดินทางไปแล้ว) หรือมีปัญหาเรื่องการทำงานแบบผิดกฎหมายแรงงาน และอีกจิปาถะ

Sport Tourism

องค์ประกอบของสิ่งที่เรียกว่า “การท่องเที่ยวเชิงกีฬา” (Sport Tourism) คงไม่มีอะไรมากไปกว่า “การท่องเที่ยว” และ “กีฬา” พูดง่ายๆ ก็คือการท่องเที่ยวที่มีจุดหมายเพื่อกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาเป็นสำคัญ (อาจเป็นเป้าหมายหลักหรือไม่ก็ได้) ไม่ว่าจะเป็นแค่การเปลี่ยน ที่เล่นกีฬาเฉยๆ หรือไปเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาที่จัดขึ้นโดยเฉพาะ หรือแม้แต่การไปเที่ยวเพื่อ เข้าร่วมชมการแข่งขันกีฬาก็ถือว่าเป็นการท่องเที่ยวเชิงกีฬาทั้งสิ้น

การท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่มักนิยมทำกัน ยกตัวอย่างเช่น การเดินทางไปเล่นกีฬาในต่างสถานที่ ไปเข้าร่วมการแข่งขันในการแข่งขันหรือในมหกรรมการกีฬา ไปเข้าร่วมชมการแข่งขันกีฬาต่างๆ หรือเป็นการไปเที่ยวชมสถานที่ที่มีชื่อเสียงที่เกี่ยวข้องกับกีฬา เช่น สนามฟุตบอลประจำทีมที่ชอบ หรือพิพิธภัณฑ์กีฬา หรือไปเข้าค่ายกีฬากับนักกีฬาที่มีชื่อเสียง เป็นต้น

สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อไปเล่นกีฬา เช่น ไปตีกอล์ฟ ดำน้ำ พายเรือ ปีนเขา หรือปั่นจักรยาน คงไม่ยุ่งยากไปกว่าการหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่เหมาะจะไปเล่นกีฬาที่ตัวเองสนใจ และรวมถึงข้อมูลปลีกย่อย เช่น ราคา การเดินทาง สภาพภูมิอากาศ ความเหมาะสมต่างๆ รวมถึงอาจต้องเตรียมเครื่องเล่นและชุดกีฬาไปเอง

แต่ถ้าต้องการแค่ไปชมกีฬา ปัจจุบันนี้มีบริษัทท่องเที่ยวหลายแห่งที่มุ่งเน้นในการจัดการท่องเที่ยวเชิงกีฬามากขึ้นแบบครบวงจร ไม่ใช่แค่หาที่พักและอาหาร แต่ยังจัดการเรื่องการซื้อตั๋วการแข่งขันกีฬา และยังมีการท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปก่อนหรือหลังการชมการแข่งขันกีฬาด้วย

Glamping

หากสนใจที่จะท่องเที่ยวในสถานที่ตามธรรมชาติ เช่นในป่า ภูเขา ทะเล ริมแม่น้ำ ฯลฯ แต่ใครที่เคยมีประสบการณ์ในการค้างแรมด้วยการตั้งแคมป์ปิ้ง กางเต็นท์ ก่อไฟ ทำอาหารเอง ย่อมรู้ดีว่าการไปท่องเที่ยวสไตล์แบบนี้ไม่ใช่การท่องเที่ยวที่เน้นความสะดวกสบายมากนัก ค่อนไปทางลำบากอีกต่างหาก เมื่อรู้ว่ากว่าจะเดินทางไปถึง กว่าจะกางเต็นท์ ทำอาหาร กินก็ลำบาก ห้องน้ำก็ไม่มี จะนอน ก็ยังลำบากเพราะว่าเต็นท์ช่างคับแคบและพื้น ก็แข็งเหลือเกิน

เทรนด์การท่องเที่ยวแบบใหม่ที่เรียกว่า Glamping ที่เรียกย่อมาจากคำว่า Glamorous Camping คือการปฏิวัติการแคมป์ปิ้งในรูปแบบเดิมๆ แม้ว่าจะเป็นการออกไปค้างแรมกลางป่าเหมือนๆ กัน แต่ที่ไม่เหมือนคือ เต็นท์ในสไตล์แกลมปิ้งจะมีความหรูหรา สะดวกสบายกว่าแคมป์ปิ้งธรรมดามาก

ตั้งแต่มีห้องน้ำในตัว เวลาทำอาหารก็ไม่ต้องก่อกองไฟ เพราะมีเตาแก๊ส แถมครัวไว้ใช้ทำอาหารอย่างครบครัน แต่แค่นี้ก็ยังไม่พอ เพราะตัวเต็นท์เองยังติดแอร์ ที่มีนอนหนานุ่ม แถมถ้าอยากดูทีวี หรือใช้ตู้เย็น หรือแม้แต่ จะอาบน้ำก็มีอ่างอาบน้ำให้ด้วย อย่างกับโรงแรม!

สไตล์การเที่ยวแบบแกลมปิ้ง ไม่ว่าจะแบบที่เช่ารถบ้านไปกางเต็นท์เอง หรือเป็นสถานที่ที่ให้บริการเต็นท์คล้ายๆ รีสอร์ต สิ่งที่การท่องเที่ยวแบบนี้จะให้ได้ คือประสบการณ์ในการได้มีโอกาสออกไปตะลุยไปยังที่ต่างๆ ที่ตื่นตาตื่นใจ

แต่พอหลังจากกลับมายังเต็นท์ ก็ยังได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง พร้อมๆ กับความสะดวกสบาย ผ่อนคลาย คล้ายๆ กับอยู่โรงแรม ซึ่งไม่ว่าใครๆ ก็สามารถไปเที่ยวแบบนี้ได้ แต่ติดอยู่ที่ว่ามีข้อแม้อย่างเดียวคือเรื่องเงิน

Medical Tourism

หากได้มีโอกาสไปยังโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียง ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมพักหลังๆ ถึงมีชาวตะวันออก-กลางเดินเข้ามารักษาตัวกันเป็นจำนวนมาก เพราะพวกเขารู้ว่าโรงพยาบาลในไทยนั้น มีชื่อเสียงด้านการรักษาและการบริการที่ ดีเยี่ยม อีกทั้งราคายังไม่แพงจนเกินไป พวกเขาเลยเลือกที่จะมาใช้บริการโรงพยาบาลในประเทศไทย

Medical Tourism หรือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หมายถึงการท่องเที่ยวที่มีแรงจูงใจหรือจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และ/หรือบำบัดรักษาฟื้นฟูสุขภาพ
หรือเป็นการท่องเที่ยวที่ผสมผสานการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจควบคู่กันไป

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบ่งเป็นสองประเภท คือ การท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion Tourism) เป็นการ แบ่งเวลาจากการท่องเที่ยวปกติ
ไปทำกิจกรรมเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น เข้าสปา นวด อบ ประคบสมุนไพร เพื่อเป็นการดูแลสุขภาพ และผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ

และการท่องเที่ยวเชิงบำบัดรักษาสุขภาพ (Heath Healing Tourism) เป็นการท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายเพื่อบำบัดรักษาสุขภาพโดยตรง ตั้งแต่การตรวจสุขภาพ
การทำเลสิก ศัลยกรรมความงาม ทันตกรรม การผ่าตัด หรือการที่เรามักได้ยินว่าชาวต่างชาติจำนวนมากเดินทางมาที่ประเทศไทยเพื่อการการผ่าตัดแปลงเพศ

นอกจากนี้ยังมีการพักฟื้น และการทำกายภาพบำบัดในสถานที่ที่ไม่ใช่แค่โรงพยาบาล แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม อากาศบริสุทธิ์ รวมไปถึงการทำกิจกรรมทางการแพทย์ และการแพทย์ทางเลือกต่างๆ เช่น การแพทย์แผนไทย เป็นต้น

[Sassy_Social_Share]
263