กลับบ้านไปเป็นเกษตรกรฟรีแลนซ์

ตั้งแต่อดีตมา กรุงเทพฯ เปรียบเสมือนศูนย์กลางแห่งโอกาสต่างๆ ที่แทบทุกคนจากทุกทั่วสารทิศในประเทศไทยมุ่งหมายมาเพื่อไขว่คว้าหาลู่ทางที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันโอกาสที่มีอย่างจำกัดก็ทำให้เกิดการแก่งแย่งจนผู้คนเหนื่อยล้า เชื่อได้เลยว่า คนจำนวนไม่น้อยที่มีบ้านนอกให้กลับ ล้วนอยากกลับไปมีที่ทางของตัวเองที่บ้านเกิด มากกว่าจะมีชีวิตในสังคมวุ่นวายของเมืองหลวงตลอดไป

เรื่อง : พรพิม

แต่กลับไปแล้วจะทำอะไร นี่คือสิ่งที่หลายคนถามตัวเองและยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้

   วันนี้กุลสตรีพาคุณผู้อ่านมารู้จักกับ  จารุวรรณ สุพลไร่ หรือ เน็ตติ้ง เกษตรกร รุ่นใหม่แห่งแม่โขงโนแมดฟาร์ม จังหวัดอุบลราชธานี จารุวรรณเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง ที่เคยใช้ชีวิตและทำงานในกรุงเทพฯ กระทั่งวันหนึ่งที่เธอตัดสินใจกลับบ้าน ซึ่งการกลับบ้านของเธอไม่เพียงทำตามสิ่งที่ฝันเท่านั้น แต่เธอยังเปิดพื้นที่ให้คนที่มีความฝันอยากกลับมาทำอะไรที่บ้าน ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และฝึกการ ‘ปลูกอยู่ ปลูกกิน’ อีกด้วย

 

เกษตรกรฟรีแลนซ์

   จารุวรรณนิยามตัวเองว่าเป็น “เกษตรกรฟรีแลนซ์” เธอขยายความว่า ทำเกษตร แต่ ไม่ได้ทำเต็มตัว เพราะเธอยังทำอย่างอื่นด้วยทักษะที่เธอมี อย่างงานแปลเอกสาร งานล่าม รับงานทำคอนเทนต์โซเชียลมีเดีย ซึ่งงานพวกนี้ เป็นงานที่ได้เงินมาเพื่อใช้จ่ายในการครองชีพ ควบคู่ไปกับยังมีงานที่ทำด้วยใจ อย่างทำค่าย ปลูกผักขาย และขายผลผลิตทางการเกษตรตามฤดูกาลต่างๆ แต่ก็ไม่ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ

   “ฟรีแลนซ์คือทำหลายอย่าง แต่ทุกงานที่รับทำก็เชื่อมโยงกับกระบวนการเรียนรู้ที่อยู่ในฟาร์ม”

 

เกษตรกรรมคือวิถีชีวิต

   จารุวรรณเล่าถึงจุดเริ่มต้นในความสนใจเกี่ยวกับเกษตรกรรมของเธอ ที่เริ่มมาตั้งแต่ก่อนจะเข้าโรงเรียนเสียอีก แม้ว่าครอบครัวของเธอจะเป็นครอบครัวข้าราชการ แต่ชีวิต ก็ผูกพันกับการเกษตรอย่างแยกขาดกันไม่ได้มาตลอด

   “เราอยู่ในฐานเกษตรอยู่แล้ว พ่อแม่ ลุงป้าน้าอาเป็นข้าราชการหมด แต่ว่าเราก็ยังปลูกข้าวกิน ยายก็ปลูกผักริมห้วย ด้วยความคลุกคลี เราก็จะรู้จักพืชผักต่างๆ ว่ามีกลิ่นแบบไหน ตั้งแต่เด็กๆ เราก็จะสามารถบอกได้ว่า เป็นผักอะไรจากกลิ่น เพราะเราซึมซับมาตั้งแต่เด็ก คือเราอยู่เป็นครอบครัวใหญ่ เวลาจะทำลาบไก่ ยายก็ให้ไปเก็บผักมากินกับลาบ”

   กระทั่งเข้าสู่ระบบการศึกษาในระบบ   ที่ยิ่งระดับชั้นสูงขึ้นก็ยิ่งพาจารุวรรณออกห่างจากฐานเกษตรกรรมไปทุกที แต่แม้ไม่ได้เป็นคนลงมือปลูกเอง แต่งานที่ทำและสิ่งที่เข้ามาหาเธอก็ล้วนเกี่ยวข้องกับการเกษตร เช่น งานล่าม หรือตอนที่ทำงานกับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมในกรุงเทพฯ ซึ่งต้องทำงานกับประเด็นทางสังคมที่หลากหลาย แต่สิ่งที่เธอสนใจที่สุดก็ยังเป็นประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืน

   “พอทำงานไปประมาณเข้าปีที่สี่ที่ห้า    ก็เริ่ม Burnout รู้สึกไม่ไหว มันจะมีโครงการสวนผักคนเมืองของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน เราก็รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ เอ็นจีโอทำสวนผักดาดฟ้า แล้วก็ได้ทุนจากโครงการสวนผักคนเมืองประมาณหมื่นกว่าบาท”

   “สำหรับเรา การปลูกผักบนดาดฟ้าเป็นการเยียวยาตัวเอง เพราะว่าทำงานเอ็นจีโอมันเครียด ปล่อยวางไม่ได้ ต้องเอามาปล่อยวางกับดินกับหญ้า เราก็ดีขึ้น กลับมาที่หอพัก เราก็ถอนหญ้า ใส่ปุ๋ย ทำอะไรอยู่บนดาดฟ้า ก็มีความสุข ทำให้เราอยู่กรุงเทพฯ ได้นานขึ้น ประเด็นเกษตรจึงเป็นประเด็นที่เรามี passion ทำให้ชีวิตเราเชื่อมโยงกับธรรมชาติ”

   หลังจากใช้ชีวิตในเมืองหลวงมา 8 ปี จารุวรรณก็ตัดสินใจลาออกจากมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม และออกเดินทางไปในประเทศลุ่มน้ำโขง 5 ประเทศ เพื่อทำสารคดี Mekong Nomad การได้เดินทางไปในแต่ละประเทศทำให้จารุวรรณได้เห็นว่า คนในประเทศลุ่มน้ำโขงและในอาเซียนล้วนมีชีวิตอยู่บน ฐานเกษตรกรรม ยิ่งตอกย้ำว่า เกษตรกรรมคือวิถีชีวิต

   “คนในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ในอาเซียน มีชีวิตอยู่บนพื้นฐานเกษตร ไปที่ไหนก็เจอ แต่พื้นที่ปลูกผัก ปลูกข้าว ก็รู้สึกว่าชีวิตเรา   ก็มาจากเกษตรหมด เพราะคนต้องกินข้าว เกษตรกรรมจึงเป็นแก่นของชีวิต ที่บอกว่าเกษตรคือวิถีชีวิตก็คือสิ่งนี้ พอเรากลับบ้าน เราก็กลับมาบนฐานเกษตร”

ทดลองออกแบบรูปแบบชีวิตใหม่

   สิ่งที่จารุวรรณกำลังทำร่วมกับเพื่อนๆ ในเครือข่าย เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2560 เธอกล่าวว่า เป็นการทดลองออกแบบรูปแบบชีวิตใหม่ในการใช้ชีวิตในชนบทบนพื้นฐานทักษะของแต่ละคน

   “เป็นการทดลองออกแบบรูปแบบชีวิตใหม่ ว่าเราจะทำอะไรบ้าง บนพื้นฐานของทักษะแต่ละคน อย่างคุณเก่งสิ่งนี้ คุณจะเอามาประยุกต์ อย่างไร เช่น เก่งศิลปะ เก่งเชื่อมร้อยคน ก็ทำไป มันเป็นการออกแบบการใช้ชีวิตร่วมกันบน พื้นฐานของตัวเอง โดยที่ยังมี Passion ของตัวเอง ความเชื่อและตัวตนของตัวเองอยู่ และใช้สื่อใหม่ทำงานขับเคลื่อนไปพร้อมกัน สื่อสารให้คนข้างนอกรู้ว่าเรากำลังทำอะไร”

   จากแนวคิดเรื่องการออกแบบรูปแบบชีวิตใหม่ที่ยังคงความเป็นตัวของตัวเองบน พื้นฐานเกษตรกรรม ทำให้ในช่วงกว่าครึ่งปี   ที่ผ่านมา จารุวรรณได้ร่วมกับเพื่อนที่มีอุดมการณ์เดียวกันเกิดเป็นโครงการมากมายที่นำความมีชีวิตชีวาของคนรุ่นใหม่กลับสู่ท้องไร่ ท้องนา

   “คือทั้งปีนี้ก็เป็นการทดลองจัด ทดลองทำว่าจะมีอะไรเวิร์คไม่เวิร์ค คนที่กลับบ้านมาก็จะมีอะไรหลายๆ อย่าง มีทักษะหลายอย่าง ก็มาลองดูว่าอันไหนเวิร์คไม่เวิร์คดู เพราะว่าคุณจากบ้านไปหลายปี มีหลายอย่างเปลี่ยน ไปมาก”

 กลุ่มกลับบ้านมาสานฝัน หรืออีสาน วายฟาร์ม (Isaan Y Farm) คือเครือข่ายที่รวมเอาเกษตรกรรุ่นใหม่ในจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสาน และบางส่วนจากเชียงใหม่ เชื่อมกับคนรุ่นใหม่ในลุ่มน้ำโขง 5 ประเทศ จาก Mekong Y Farm Project เกิดเป็นค่ายกลับบ้านมาสานฝัน ซึ่งเป็น เวิร์คชอปเกี่ยวกับฟาร์ม อาหารป่า โดยทุน จัดกิจกรรมส่วนหนึ่ง ได้จากการระดมทุน ออนไลน์ผ่านทางเฟซบุ๊ก

   จารุวรรณเล่าว่า การไม่มีเงินทำงานเป็นปัญหา แต่จากประสบการณ์การทำงานในองค์กรเอ็นจีโอที่ต้องรับทุนจากต่างประเทศ อยู่เรื่อยๆ เพื่อมาทำงานเป็นเรื่องที่ไม่ยั่งยืน เธอมองว่าการระดมทุนรับบริจาคจากคนที่สนใจในสิ่งที่พวกเธอทำนั้นเป็นการสื่อสารต่อสาธารณะ ที่หากผู้ที่ติดตามการทำงานของเธอและเพื่อนๆ มาเห็นว่าสิ่งที่พวกเธอทำนั้นมีประโยชน์ และให้การสนับสนุน ก็จะเป็นพลังในการทำงานมากกว่าได้รับเงินแสนจากแหล่งทุนมาทำงาน

   เมื่อเราถามถึงกิจกรรมของกลุ่มกลับบ้านมาสานฝันมีอะไรบ้าง เธอก็เล่าให้ฟังว่า

   “มีกิจกรรม open farm กับเพื่อนๆ คือเรามีเพื่อนในเครือข่ายที่เขามีสวน ก็จะเปิดสวน คล้ายๆ กับ open house อย่างล่าสุดตอนเดือนเมษายน ก็จะมีเพื่อนที่เขามีฟาร์ม ชวนเพื่อนที่กลับบ้านช่วงสงกรานต์มาทำกิจกรรมร่วมกัน ก็จะได้คนรุ่นใหม่ที่ไปทำงานกรุงเทพฯ แล้วกลับมาเยี่ยมบ้านมาจอยกัน    มีกิจกรรมเล็กๆ รดน้ำดำหัวผู้เฒ่ากับคนในชุมชน และคนในชุมชนร่วมกันทำไพหญ้า คือ เอาหญ้าคามาสานเพื่อทำหลังคา ก็จะมีเวิร์คชอปสอน มีฐานเรียนรู้การทำขนมจีนแบบโบราณ แบบไม่ต้องใช้เครื่องบีบ ซึ่งเป็นการฟื้นวัฒธรรมเก่าๆ ที่ไม่มีคนทำแล้ว หรือทำให้ชุมชนกลับมามีชีวิต อีเว้นต์ที่เราจัดก็เหมือนการสื่อสารกับคนในชุมชนว่า เด็กกลุ่มนี้ทำอะไร ทำไมถึงมาทำเกษตร อันนี้คือออฟไลน์ ขณะเดียวกันในทางออนไลน์ เราก็สื่อสารสาธารณะด้วย อันนี้ค่อนข้างช่วยได้มากสำหรับคนรุ่นใหม่ และคนในชุมชนที่ใช้โซเชียลมีเดีย ก็สื่อสารสาธารณะไปด้วยผ่านเฟซบุ๊ค ให้มันขับเคลื่อนไปพร้อมกัน”

โครงการ GROW.LIVE.LEARN

   เราถามถึงโปรเจ็คท์ที่เธอกำลังเปิดรับสมัครคนมาเข้าร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน ในชื่อ Grow.Live.Learn ซึ่งเป็นการเปิดฟาร์ม ของเธอให้คนรุ่นใหม่ที่สนใจเกษตรได้เข้าไปทดลองเรียนรู้ จารุวรรณเล่าถึงที่มาการเกิดขึ้นของโปรเจ็คท์นี้ว่า

   “โปรเจ็คท์นี้อยากทำมานานแล้ว จึงชวนเพื่อนมาทำเกษตร โดยที่เราเป็นคนสร้างกระบวนการเรียนรู้ การพึ่งตัวเอง ธรรมชาติบำบัด และเรื่องการจัดการขยะให้ขยะเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเคยไปเข้าคอร์สหรือไปทำงานล่ามแล้วเรียนรู้มา และได้ปฏิบัติ การเรียนรู้ในโปรเจ็คท์นี้จะเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม เพราะว่ากิจกรรมนี้ไม่ได้ชวน แค่เพื่อนคนไทย แต่มีเพื่อนมาจากเวียดนาม อินโดนีเซีย ลาว มาด้วย”

   “เหมือนว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน อยากทำเกษตรแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง มันคล้ายๆ คอร์สกลับบ้าน แต่ของเราจะเป็นการรวมเอาศาสตร์ทุกอย่างมาเรียนเป็นเวลาเดือนถึง สองเดือน เป็นลักษณะการแลกเปลี่ยน คือเราไม่ใช่ expert ไม่ใช่มาสอน แต่ถ้าใครมีอะไร รู้อะไร ก็มาแชร์กัน หรืออาจจะดูหนังเกี่ยวกับเกษตร แล้วมาถกกัน อาจจะคุยเรื่อง Farm Design ว่า กลับบ้านไปจะทำสวนอย่างไร เพราะหลายคนอยู่ในช่วงที่อยากกลับบ้านแต่ต้องการการวางแผน ต้องทำวิจัยว่าจะปลูกอะไร ดินบ้านเขาเป็นแบบไหน เราจะมีการเอาดิน มาทดสอบค่า PH เหมือนเป็นแล็บเล็กๆ  และเราก็ได้เตรียมแปลงไว้สำหรับการทดลอง ใครอยากทดลองทำเกษตรแบบไม่ไถไม่พรวนก็ทำได้เลย”

   คนที่สนใจมาเข้าร่วมในโปรเจ็คท์นี้จำเป็นจะต้องอยู่เป็นเวลา 1 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อได้เห็นผลจากสิ่งที่ตัวเองได้ทดลองทำ ทดลองปลูก ผู้เข้าร่วมโครงการนี้ต้องสมทบทุนค่าอาหาร โดยเป็นลักษณะยิ่งอยู่นานก็ยิ่งสมทบทุนถูกลง อย่างไรก็ตาม หากคนที่สนใจแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จารุวรรณก็มีทุนให้ตามความเหมาะสม

 

แผนการในอนาคต

   จารุวรรณเล่าถึงสิ่งที่เธออยากเห็นในอนาคตว่า ถ้าสิ่งที่เธอทดลองทำในปีนี้ให้ผลลัพธ์ที่ดี เธอก็จะขยับขยายสู่การเป็น ผู้ประกอบการเพื่อสังคม คือ ได้กำไรจาก การทำคอร์สเพื่อนำมาหล่อเลี้ยงคนทำงาน เพราะทุกวันนี้คนทำงานทำด้วยใจล้วนๆ ไม่ได้ค่าตอบแทน จารุวรรณจึงอยากให้สิ่งที่เธอทำนี้ มีความยั่งยืนทางการเงิน สามารถเลี้ยงตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพารายได้จากงานล่ามเป็นหลักอย่างเช่นทุกวันนี้ จารุวรรณอธิบายภาพฝันที่เธออยากเห็นว่า

   “ผู้ประกอบการสังคมสำหรับเราหมายความว่า ทำคอร์สแบบเก็บเงิน เช่น ภาษาอังกฤษสำหรับเกษตรกร ภาษาอังกฤษสำหรับเอ็นจีโอ ภาษาอังกฤษสำหรับ Social Change แต่เราก็จะไม่ได้เก็บเงินเยอะเหมือนคอร์สคนเมือง อาจจะเก็บพอให้ได้ค่าตอบแทนคนทำงาน เรารู้สึกว่าอยากให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ ลูกชาวไร่ชาวนาสนใจแต่ตังค์น้อย เราก็จะมีทุนให้”

   เรื่องราวของจารุวรรณนับว่าเป็นเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจไม่น้อย เป็นตัวอย่างของคน รุ่นใหม่ที่นำสิ่งต่างๆ ที่ตนเองได้เรียนรู้จากการทำงานและการเดินทางตลอดหลายปี ไปสรรค์สร้างสิ่งที่จะเติบโตงอกงามในผืนแผ่นดินบ้านเกิดของตัวเอง ในอนาคต เราอาจได้เห็นคนรุ่นใหม่ได้กลับไปทำสิ่งดีๆ มีประโยชน์ให้กับบ้านเกิดของตัวเองมากขึ้นก็เป็นได้

[Sassy_Social_Share]
163