คลิกอ่านเพิ่มเติม >>>  “เด็กจบใหม่” เสียเปรียบอะไรบ้าง เมื่อต้องหางานแรกในชีวิต 


เมื่อนักศึกษาทั้งหลายต่างเล่าเรียนอย่างตั้งใจจนจบการศึกษา ก็ถึงเวลาสำคัญที่จะต้องหางานแรกในชีวิต แต่งานแรกในชีวิตนั้น สำหรับคนส่วนใหญ่อาจไม่ได้ง่ายเลย เพราะอย่าลืมว่า มีอีกนับหมื่นนับแสนคนก็กำลังหางานเหมือนๆ กันกับเรา อีกทั้งการที่เด็กจบใหม่ยังด้อยประสบการณ์ และยังไม่ได้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ที่จะทำให้เข้าตาบริษัทที่อยากสมัครจนต้องรับเข้าทำงานภายในทันที เด็กจบใหม่จำนวนมหาศาลจึงต้องเผชิญกับภาวะว่างงาน

ในฐานะรุ่นพี่-เราเลยอยากแนะนำ 7 step ในการสมัครงานแรกของชีวิต ที่เขียนขึ้นจากส่วนหนึ่งของประสบการณ์ส่วนตัว เพื่อที่จะต้องการให้เหล่ารุ่นน้องๆ ที่กำลังขวนขวายหางานแรกในชีวิตได้ไปปรับใช้ เพื่อพิชิตงานแรกในชีวิตอันแสนยากเย็นนี้ให้ได้

สมัครงาน

1. หาจุดเด่น – จุดด้อยในตัวเอง / สำรวจตัวเองว่าอยากทำงานอะไรกันแน่ / ศึกษาตลาดงาน

สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสามอย่างแรกที่ควรจะเตรียมไว้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเรียนระดับอุดมศึกษาเสียด้วยซ้ำ แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะหาได้ง่ายๆ ถ้าใครที่รู้ตัวเองว่า จุดเด่น-จุดด้อยของตัวเองนั้นมีอะไรบ้าง ชอบหรือไม่ชอบอะไรในชีวิต ย่อมส่งผลทำให้การเรียน การเลือกงาน และเรื่อยจนไปถึงการทำงานจริงๆ นั้นมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่มัวแต่เสียเวลามั่วไปกับสิ่งที่ไม่ใช่ เรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ แล้วสุดท้ายพอจบออกมาก็อาจจะทำให้ไม่สามารถทำงานได้จริงๆ ตามที่ตัวเองและองค์กรต้องการ

นอกจากจะสำรวจตัวเองแล้ว สิ่งที่ควรสำรวจตามมานั่นก็คือ “ตลาดแรงงาน” ว่าแรงงานกำลังต้องการบุคลากรในด้านใดบ้าง เพราะตลาดแรงงานจะเป็นการสะท้อนถึงความต้องการคนทำงานในด้านต่างๆ ว่ามีความต้องการมากน้อยเพียงใด ในสายอาชีพนั้นมีทิศทางการเติบโตอย่างไรบ้าง มีแนวโน้มว่าจะมีการเพิ่มหรือลดอัตราการจ้าง

รวมถึงศึกษาเรื่องของอัตราค่าจ้าง ว่าในสายงานที่เราอยากจะทำนั้น ส่วนใหญ่มักจะได้รับอัตราค่าจ้างเท่าไร รวมถึงขั้นตอนการทำงาน ปัญหาและอุปสรรคในอาชีพนั้นๆ ว่า เวลาที่ทำงานจริงๆ แล้ว มีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งจะช่วยทำให้สามารถคาดการณ์อนาคตที่จะต้องเข้าไปสู่อาชีพที่เป็น “ชีวิตจริง” ทำให้สามารถเตรียมตัวได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

หางาน

2. เริ่มที่ Resume / CV / Portfolio / Cover letter

Resume / CV (Curriculum Vitae)

สมัครงาน

แม้ชื่อจะต่างกัน แต่ฟังก์ชั่นไม่ต่างกัน นั่นคือเป็น “ประวัติส่วนตัวอย่างย่อ” ที่เป็นด่านแรกที่ทำให้องค์กรรู้จักกับตัวเรา แต่ด้วยความที่มีผู้สมัครงานในแต่ละครั้งเป็นจำนวนมาก นั่นแปลว่าหากประวัติส่วนตัวไม่น่าสนใจพอ อาจหมายถึงการถูกมองข้ามภายในไม่เกิน 6 วินาที

นี่คือสิ่งที่ควรทำ 

  • ใส่เฉพาะข้อมูลที่จำเป็น
  • ออกแบบให้เรียบง่าย แต่ไม่น่าเบื่อ
  • ใช้ Grid และ Layout ในการจัดวาง
  • รูปถ่ายควรเป็นรูปสุภาพที่ไม่เก่าเกินไป
  • มี Keyword ที่เกี่ยวข้องกับงานที่สมัคร
  • ข้อมูลติดต่อที่สะดวก
  • สรุปข้อมูลทุกอย่างให้จบภายในไม่เกิน 1 หน้า A4
  • ส่งเป็นไฟล์ PDF เท่านั้น
  • ข้อมูลควรเป็นความจริงทั้งหมด
  • ตรวจสอบคำผิด ย่อหน้า วรรคตอนให้ถูกต้อง

Portfolio

สมัครงาน

หรือแฟ้มสะสมผลงาน เป็นเหมือนขั้นต่อมาในการทำความรู้จักตัวตนผ่านงานและการทำงาน ที่สามารถบ่งบอกได้ว่า เป็นคนทำงานแบบไหน สไตล์ใด ในบางครั้งอาจหมายถึงการบ่งบอกว่า เจ้าของแฟ้มนั้นเป็นคนที่มีการทำงานแบบใดได้ด้วย

นี่คือสิ่งที่ควรทำ 

  • งานชิ้นแรกควรเป็นชิ้นงานที่ดีที่สุด
  • ใส่เฉพาะข้อมูลที่จำเป็น
  • ออกแบบให้เรียบง่าย แต่ไม่น่าเบื่อ
  • ใช้ Grid และ Layout ในการจัดวาง
  • ไม่วางรูปภาพพาดกลางเล่ม หรือจัดหน้าแบบพิสดาร
  • 1 ชิ้นงานควรจบใน 1-2 หน้า หรือถ้าเป็นงานเขียนควรใส่ตัวจบ (Ending sign) ไว้ที่ย่อหน้าสุดท้าย
  • ควรเลือกผลงานที่เหมาะสมและเกี่ยวข้องกับงานที่สมัครจริงๆ หรือไม่ควรเกิน 10 ผลงานต่อหนึ่งเล่ม
  • ออกแบบให้ประณีต มีคุณภาพ มีรสนิยม รูปถ่ายไฟล์ไม่แตก พิมพ์และเข้าเล่มอย่างประณีต
  • และถ้าส่งทางอีเมล ต้นฉบับจริงที่เอามาแสดงในวันสัมภาษณ์ควรเป็นฉบับเดียวกัน
  • เรียงลำดับงานตามหมวดหมู่
  • ออกแบบให้ไปในทิศทางเดียว ทั้งฟอนต์ สี การวาง layout เพื่อให้ดูกลมกลืน ไม่สะเปะสะปะ
  • ตรวจสอบคำผิด ย่อหน้า วรรคตอนให้ถูกต้อง

Cover letter

สมัครงาน

หรือจดหมายแนะนำตัว เพื่อเป็นการแนะนำตัวเบื้องต้นให้องค์กรรู้จักเรา และความต้องการจะได้ทำงานอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการเขียนในลักษณะเดียวกับการเขียนจดหมายที่ให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา แต่ไม่ซีเรียสเท่า Resume

นี่คือสิ่งที่ควรทำ

  • ดีไซน์ไม่ต้องเยอะ เน้นเรียบง่ายไว้ก่อน
  • ควรจบทุกอย่างใน 1 หน้า A4 และไม่เกิน 3 ย่อหน้า ฟอร์มเหมือนการเขียนจดหมาย
  • จ่าหน้าถึงบุคคลที่ติดต่อ แผนกบุคคล หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัท ไม่ใช่ “for whom it may concern.”
  • ย่อหน้าแรก แนะนำตัวเอง พบประกาศรับสมัครจากที่ไหน เรียนจบจากไหน ทำกิจกรรมอะไรบ้างตอนเรียน ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่สมัคร
  • ย่อหน้าที่สอง รู้จักองค์กรแค่ไหน สนใจอย่างไรบ้าง อยากมาทำอะไรบ้าง มีความมุ่งหวังต่อองค์กรอย่างไรในอนาคต
  • ย่อหน้าสุดท้าย ขอโอกาสแบบมีชั้นเชิง กล่าวขอบคุณ
  • และเช่นเคย ตรวจสอบคำผิด ย่อหน้า วรรคตอนให้ถูกต้องเสมอ

3. เรียนรู้ทักษะที่ไม่ถนัด / ทักษะอื่นๆ เพิ่มเติม หรือไปทำงาน Freelance / Part time

สมัครงาน

เวลาว่างช่วงหลังเรียนจบคือช่วงเวลาที่จะมีโอกาสได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่มีโอกาสได้ทำในช่วงเวลาเรียน ที่สำคัญคือการเริ่มต้นหาประสบการณ์ และให้เวลาเรียนรู้ทักษะต่างๆ ที่ไม่ถนัด เช่น ทักษะด้านภาษาที่สอง ลงคอร์สเรียนทักษะด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉพาะทาง ทักษะเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือฝึกฝนทักษะที่พอมีอยู่แล้วให้เพิ่มขึ้น หรืออาจเริ่มต้นการทำงานแบบกลายๆ ด้วยการหางานฟรีแลนซ์ทำ

หรือลองไปหางานพาร์ทไทม์ เพื่อเพิ่มประสบการณ์ บรรยากาศในการทำงานจริง และยังเป็นการเพิ่มทักษะทางสังคม ทักษะการสื่อสาร การเจรจาธุรกิจ รวมถึงการปรับปรุงระเบียบวินัย ความเป็นมืออาชีพในสายงานได้ด้วย แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสเท่าเทียมกัน และแม้ว่าจะไม่ได้มีโอกาสทำงานฟรีแลนซ์หรือทำงานพาร์ทไทม์ (เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสทำได้) อย่างน้อยๆ การอ่านหนังสือ ดูวีดีโอ หรือลองหัดทำในสิ่งใหม่ๆ หรือลงเรียนคอร์สเสริม ก็ถือว่าเป็นการเพิ่มพูนทักษะได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

4.ได้เวลาส่งใบสมัคร!

หางาน

ไม่ว่าจะเป็นการส่งทางจดหมายหรืออีเมล นอกจากแบบฟอร์มจดหมาย (ที่สามารถหาดูตัวอย่างได้ในอินเทอร์เน็ต) และการสะกดคำ (โดยเฉพาะชื่อบริษัท) ให้ถูกต้อง มารยาทการส่งใบสมัครก็สำคัญ

สิ่งที่ควรจำไว้อย่างหนึ่งว่า องค์กรไม่ใช่เพื่อนเล่น ที่จะส่งอะไรอย่างไรก็ได้ เช่น ส่งอีเมลแบบหว่านแหหลายๆ บริษัท (หวังว่าจะมีสักบริษัทเรียกตัวไปสัมภาษณ์) หรือเขียนถามโน่นนี่ราวกับว่าไม่ได้อ่านประกาศรับสมัครมาก่อนเลย เขียนเนื้อความด้วยภาษาเดียวกับการแชทกับเพื่อน ส่งจดหมายที่ลืมแนบไฟล์ (Attachment) หรือการส่งจดหมายทีละเยอะๆ หรือถี่ๆ จนน่ารำคาญ ฯลฯ นั่นอาจทำให้จดหมายสมัครงานถูกคลิกลงถังขยะได้ง่ายๆ

การส่งจดหมายหรืออีเมลด้วยฟอร์มที่ถูกต้อง ภาษาที่ถูกต้อง และมีมารยาท จะช่วยทำให้ดูมีความเป็นมืออาชีพ น่าเชื่อถือ และทำให้องค์กรมองเห็นว่าเป็นคนที่ใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไม่ปล่อยผ่านหรือไม่ทำงานอย่างลวกๆ และแสดงถึงความมีมารยาทที่ดีเพียงพอต่อการทำงานและการเข้าสังคม

6. ไปสัมภาษณ์ (สัมภาษณ์อย่างไรให้ได้เปรียบแคนดิเดต)

หางาน

  • ลองฝึกซ้อมสัมภาษณ์ที่บ้านก่อนวันจริง ฝึกตอบคำถามยากๆ หน้ากระจกเพื่อสังเกตบุคลิก สีหน้าท่าทางเวลาตอบ หรืออาจให้คนใกล้ตัวช่วยสังเกตในการทดลองสัมภาษณ์ก็ได้
  • ต้องมีข้อมูลขององค์กรที่จะไปสมัครงานไว้เป็นพื้นฐาน ซึ่งจริงๆ แล้วในเว็บบริษัทก็มี ยิ่งถ้าเป็นแฟนของบริษัทนั้นด้วยก็ยิ่งดี รู้ละเอียดตั้งแต่ประวัติความเป็นมา มีผลงานอะไรบ้าง มีชื่อเสียงด้านใด เน้นตลาดแบบใด ใครเป็นเจ้าของ คนที่ติดต่อตอนโทรนัดสัมภาษณ์ชื่ออะไร ตำแหน่งอะไร สไตล์การทำงานแบบใด ฯลฯ เป็นแสดงถึงความใส่ใจในบริษัทที่ต้องการเข้าไปทำงานด้วย
  • แต่งตัวสุภาพไว้ก่อน เพื่อเป็นการให้เกียรติองค์กรในเบื้องต้น ถ้าไปแล้วพบว่าบริษัทไม่ได้มีระเบียบในการแต่งตัวเคร่งครัด สามารถแต่งสบายๆ ได้ ก็ไม่เป็นไร ค่อยแต่งตอนที่ได้งานแล้ว แต่ถ้าแค่ไปสัมภาษณ์เฉยๆ สุภาพไว้ก่อนเป็นดี และอย่าลืม ตรวจสอบบุคลิกภายนอก ผม การแต่งหน้า กลิ่นปาก กลิ่นกาย ฯลฯ ให้ดีก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ (แนะนำให้ไปก่อนเวลานัดอย่างน้อย 30-45 นาที)
  • ศึกษาเส้นทาง วางแผนการเดินทางและเวลาให้ดีว่าที่ตั้งอยู่ที่ไหน อยู่ชั้นไหน อาคารใด ห้องใด ถ้าไม่สะดวกที่จะไปในวันและเวลาที่กำหนด สามารถต่อรองได้ แต่ไม่ได้แปลว่าจะเลือกเวลาได้ตามใจ เพราะองค์กรมักกำหนดเวลาสัมภาษณ์ไว้ตามตารางแล้ว
  • ข้อมูลที่จำเป็นในวันสัมภาษณ์ เช่น เอกสารที่ต้องเตรียม (Resume/CV, Portfolio, หลักฐานการศึกษา ฯลฯ)
  • ถ้ามีเหตุให้ไม่สามารถไปได้ตามวันที่นัดไว้ ให้แจ้งกับผู้ที่ติดต่อโดยด่วน ห้ามแคนเซิลเองแบบเงียบๆ เพราะอาจถูกติดแบล็กลิสต์ ส่งผลให้เมื่อองค์กรนั้นเปิดรับสมัครอีก อาจถูกปฏิเสธโดยทันทีทันใด
  • อย่าไปสาย! บางบริษัทอาจตัดสิทธิ์ทันทีถ้าไปสายแม้แต่นาทีเดียว เพราะถือว่าวางแผนการเดินทางไม่ดี และถ้ากำลังจะไปสาย แนะนำให้โทรแจ้งกับผู้ติดต่อไว้ก่อนโดยเร็ว เพื่อแสดงตัวว่ากำลังมา จะได้ไม่ต้องปล่อยให้คอยเก้อจนเสียเวลา
  • เมื่อถึงเวลาสัมภาษณ์ พูดด้วยน้ำเสียงชัดเจน ดูแลคำพูดและบุคลิก สบตาผู้สัมภาษณ์ตลอดเวลา ยิ้มแย้มแจ่มใส แสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็นถึงความกระตือรือร้นที่อยากจะได้งานจริงๆ และถ้าคิดไม่ออก ไม่จำเป็นต้องรีบตอบ คิดก่อนได้ แต่ไม่ควรจะนานเกินไป อีกอย่างหนึ่งคือ ก่อนสัมภาษณ์ อย่าลืมปิดโทรศัพท์ เพราะการหยิบโทรศัพท์มาดูระหว่างสัมภาษณ์นั้นเป็นอะไรที่ดูแย่

7. แต่ถ้าไปสัมภาษณ์แล้วไม่ได้งาน ที่สุดแล้วก็ต้องทำใจ

หางาน

เพราะไม่ใช่ทุกบริษัทจะเลือกเราเข้าทำงาน เพราะแต่ละที่ก็มีเกณฑ์การเลือกคนเข้าทำงานที่แตกต่างกัน การที่ไม่ถูกเรียกสัมภาษณ์ หรือเรียกสัมภาษณ์แล้วแต่ไม่รับเข้าทำงาน อาจไม่ใช่แค่ว่าตัวเราไม่ใช่คนที่แย่หรือไร้ความสามารถ

แต่อยากให้ลองคิดอีกมุมว่า การหางานก็คงคล้ายๆ กับการหาแฟน คนที่เราชอบไม่ได้แปลว่าจะชอบเราเสมอไป เพราะด้วยปัจจัยหลายอย่าง เราจึงมีหน้าที่ที่ต้องหาคนที่ชอบในตัวเราให้ได้ และเมื่อตัวเรากับองค์กรชอบตรงกันเมื่อไหร่ งานแรกในฝันก็คงเป็นจริงได้ไม่ยาก

[Sassy_Social_Share]
52