“จริงอยู่ที่โลกอาจจะใจร้ายกับเรา แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องใจร้ายกับตัวเอง”

ข้อความสั้น ๆ จากหนังสือ How I live my life ต่อยเข้าไปที่หัวใจของผู้เขียนอย่างจัง มีหลายครั้งหลายหนเหลือเกินในชีวิตที่เราเผลอตัว ‘ใจร้าย’ กับตัวเองทั้งทางกายภาพและทางความรู้สึก เราใช้ร่างกายอย่างหนักเพื่อเรียนให้ดีเยี่ยม เพื่อทำงานให้มาก เพื่อแก่งแย่งแข่งขันกับผู้อื่น เพื่อสร้างตัวตนให้กับตัวเอง เพื่อดำรงอยู่ในสังคมให้ได้ ใช้ร่างกายเพื่อหา ‘ตัวเงิน’ มาซื้อหาในสิ่งที่คิดว่าทำให้ตัวเรามีความสุข เกิดความพอใจ บางครั้งเราใช้ร่างกายเกินกว่าขีดจำกัดของมันเพราะเราชอบเห็นผลงานหรือผลสัมฤทธิ์ที่สมบูรณ์แบบ

จริงอยู่ที่ความสมบูรณ์แบบย่อมเป็นสิ่งน่าพึงปรารถนา จริงอยู่ที่การกระทำที่กล่าวมาไม่ได้สร้างความเดือดร้อน ก่อให้เกิดผลในทางเสียหายหรือเป็นพิษเป็นภัยกับใคร การตั้งใจเรียนหรือตั้งใจทำงานก็ฟังดูเป็นเรื่องที่ดีแต่จะดีกว่าไหมหากเราลองสำรวจและถามไถ่ร่างกายตัวเองว่ามันยังอยู่ดีมีสุขอยู่หรือไม่ มันเพรียกหาสิ่งที่เรียกว่า ‘การพักผ่อน’ อยู่หรือเปล่า จะดีกว่าไหมหากเราหาจุดพอใจที่ร่างกายและความต้องการในการใช้งานของเรามันอินเทอร์เซคกัน จะดีกว่าไหมถ้าเราไม่ต้องนำตัวเงินที่หามาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของตัวเราเองมาใช้รักษาร่างกายที่ผุพังอ่อนล้าจากการใช้งานที่มากเกินไปของเจ้าของและนำตัวเงินนั้นไปสร้างความสุขในชีวิตให้กับตัวเอง ให้กับคนรอบข้าง ให้กับสังคม

ทางความรู้สึกก็เช่นเดียวกัน หลายครั้งโลกหล่อหลอมความคิดให้เรากลายเป็นใครอีกคนที่ไม่ใช่เรา กลายเป็นคนที่โหดร้าย โลกสอนให้เราผลักสิ่งที่ถูกเพื่ออยู่ข้างสิ่งที่ผิดโดยมีข้ออ้างว่า ‘ใคร ๆ เขาก็ทำกัน’ โลกบอกเราว่าจงอย่าเป็นคนดีมากเกินไปและอย่าเป็นคนที่อ่อนแอและอ่อนไหวกับอะไรง่าย ๆ เราใจร้ายกับคนอื่นจนชินชาและไม่รู้สึกผิดอีกต่อไปจนหันมา ‘ใจร้ายกับตัวเอง’ เราถูกพิพากษาโดยผู้อื่นจนกักเก็บมวลพลังงานนั้นมาเผาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราซ่อนนิสัยที่แท้จริงภายใต้เงาของโลก

แท้จริงแล้วเราเองมีสิทธิเต็มรูปแบบในร่างกายและหัวใจของเรา เรามีสิทธิเลือกใช้ชีวิต เลือกแนวทางความคิด เลือกที่จะกระทำหรือไม่กระทำอะไร พูดหรือไม่พูดสิ่งใด คิดหรือไม่คิดอะไร สิทธิขาดอยู่ที่ตัวเราเองทั้งสิ้น อย่าปล่อยให้โลกที่เต็มไปด้วยผู้คนและสรรพสิ่งอันโหดร้ายมาทำลายตัวเราได้อย่างง่ายดาย ค่อย ๆ ฝึกสร้างเกราะกำบังของตัวเองให้แน่นหนา ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าและเป็นตัวของเราเองให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถเป็นได้

นางสาวจิรัชญา เกศสุระพันธ์

31 กรกฎาคม 2562


Kullastree’s Diary คือโครงการกิจกรรมเขียนบันทึกเล่าเรื่องแบบไม่จำกัด ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ “จนกว่าเด็กปิดตาจะโต” หนังสือที่บันทึกความนึกคิดต่างๆ ของ “พลอย” สโรชา กิตติสิริพันธ์ุ (ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ) โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีเรื่องเล่าที่ดีต่อใจ และเป็นประโยชน์ในวงกว้างได้เขียนเรื่องเพื่อร่วมสนุก โดยรางวัลชนะเลิศจะได้รับรางวัลหนังสือ “จนกว่าเด็กปิดตาจะโต” (สนับสนุนโดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ) และตีพิมพ์ลงในนิตยสารกุลสตรีและเว็บไซต์ kullastreemag.com และ และรางวัลผลงานดีเด่น จะได้เผยแพร่ลงใน kullastreemag.com วันละหนึ่งเรื่องทางนิตยสารกุลสตรีขอขอบคุณสำนักพิมพ์ผีเสื้อ สำหรับการสนับสนุนรางวัลหนังสือ และขอบคุณผู้ร่วมเขียนบันทึกทุกท่านที่สนใจร่วมกิจกรรมอย่างอบอุ่น

[Sassy_Social_Share]
38