เม็ดฝนที่กลั่นตัวลงมาจากฟากฟ้า ตกลงมากระทบบนใบหน้าของเรา ความเย็นของหยดน้ำเหล่านั้นส่งผ่านผิวหนังเข้ามาทำให้เรารู้สึกตัวว่าท้องฟ้าข้างบนกำลังจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ร่มเป็นสิ่งที่เรานึกถึงสิ่งแรกหลังจากที่ร่างกายรับรู้ถึงเม็ดฝน แต่กลับลืมไปว่าสองสามวันมานี่ร่มที่อยู่กับตัวเราได้สูญเสียไปกับเหตุการณ์หลายอย่าง จนไม่มีร่มเหลือติดตัวให้เราได้ใช้แล้ว

“ร่ม” คันแรกเราเสียไปเพราะให้เพื่อนคนสนิทคนหนึ่ง มันเพิ่งเลิกกับแฟนมาได้ไม่นาน เป็นร่มที่เรายื่นให้ไปเพราะเห็นว่าต้องเดินตากฝนใน “วันที่ฝนตกหนัก” แบบนี้ เราก็ไม่ได้เปียกอะไรมากเพราะเดี๋ยวก็คงจะกลับบ้านด้วยรถเมล์สายเดิม ถ้าเห็นคนที่เปียกมากกว่าเพราะต้องเดินตากฝน ร่มสักคันสำหรับเขามันก็เพียงพอที่จะทำให้เขากันความเปียกชื้นได้บ้าง ร่มที่เราให้มันไปมันก็กันได้เพียงน้ำฝนจากภายนอกร่างกายของมัน พอที่จะป้องกันให้มันไม่เป็นหวัดได้ …แต่ “ฝน” ที่ตกภายในใจมัน มันคงต้องเป็นคนรับมือกับฝนนั้นเอง

“ร่ม” คันต่อมาเราทำมันพังใน “วันที่ฝนตกหนัก” อีกวัน หลังจากที่เพิ่งเสียร่มคันแรกไปเราตัดสินใจใช้ร่มคันที่สอง ลุยฝ่าฝนเพื่อไปหาใครบางคน เมื่อรู้ว่าเธอจะอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ที่เดิมที่เราได้พบกันบ่อย ๆ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่สังเกตหรือไม่แม้แต่จะสนใจเราเลยก็ตาม แรงลมที่กรรโชกเข้ามา ราวกับจะต้านทานความพยายามของเราให้ได้ แต่เราก็กัดฟันเดินลุยพายุฝนที่โหมกระหน่ำนี้ไป จนสุดท้าย ร่ม ที่ร่วมผ่านฝนกับเรามา ก็ดูเหมือนมันจะทนไม่ไหวเสียแล้ว ก้านของมันพังเสียหาย เสมือนกับหัวใจของเราที่พังทลายเมื่อรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่ที่เดิมตรงนั้น และไม่เคยคิดที่จะรอเราอยู่มาตลอด การตากฝนครั้งนี้ดูเป็นความพยายามที่ไร้ความหมายแต่มันก็มีความหมายสำหรับใครบางคน ความหมายที่บอกว่าควรพอได้แล้ว …ช่าง ร่ม คันนั้นก็แล้วกัน ทิ้ง ๆ มันไป

“ร่ม” คันสุดท้ายเราเพิ่งเสียมันไปวันนี้ เป็นวันที่ฝนตกปรอย ๆ ไม่กี่วันถัดมาจาก “วันที่ฝนตกหนัก” วันนั้น ผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเรารู้จักกันมานานแล้ว แต่ช่วงนี้พวกเรากลับมาคุยกันใหม่ ความรู้สึกอะไรก็ดูใหม่ ๆ เธอโทรมาหาเราขณะที่เราอยู่บนรถไฟฟ้า ความแปลกใจและความสงสัยชักจูงให้เรากดรับสายนั่น ปลายสายบอกเราว่า เธอต้องการยืมร่มของเรา แต่เมื่อรู้ว่าพวกเราอยู่คนละสถานีกัน เธอก็บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเธอจะวิ่งตากฝนเอง คงไม่เป็นอะไร ในใจเราก็เป็นห่วงอยากจะให้ ร่ม ที่มีในกระเป๋า ในฐานะผู้ชายคนนึง เขาไม่อยากให้ผู้หญิงต้องวิ่งตากฝนมากนักหรอก

แต่ด้วยความบังเอิญจากโชคชะตาหรือด้วยอะไรสักอย่าง รถไฟฟ้าสองขวบที่วิ่งสวนทางกัน ดันมาจอด ณ สถานีเดียวกัน ในวินาทีที่เราถามเธอว่าอยู่สถานีอะไร เรารีบบอกเธอให้ออกมาจากรถไฟฟ้าทันที เพื่อที่จะได้เอา ร่ม ไปให้เธอ หลังจากมองหากันอยู่ครู่หนึ่ง เราก็พบกัน ร่ม เรายื่นไปให้ รอยยิ้มเล็ก ๆ ที่เธอมอบกลับมาให้พร้อมกับคำขอบคุณ ก็น่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนกันที่คุ้มค่าอยู่ เราคิดในใจ สุดท้ายแล้วเราก็มัวแต่ห่วงเธอจนลืมตัวไปว่าทางที่เราไปก็ต้องเดินตากฝนไปเหมือนกัน แต่ถึงกระนั้นการตากฝนครั้งนี้ มันก็ไม่ได้หนักเหมือนกับ “วันที่ฝนตกหนัก” วันนั้น ระหว่างการเดินตากฝนครั้งนี้นั้น ในใจของเราก็คิดถึงแต่รอยยิ้มนั่น พร้อมกับความหวังลึก ๆ ว่า  เธอจะไม่ทำ ร่ม คันใหม่ของเราพังเหมือนกับคันเก่าคันนั้น …และจะมอบ “ร่ม” กลับคืนมาให้เรา

09/06/62

ฆฤณ ม่วงน้อยเจริญเจ้าของร่มทั้งสามคัน


Kullastree’s Diary คือโครงการกิจกรรมเขียนบันทึกเล่าเรื่องแบบไม่จำกัด ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ “จนกว่าเด็กปิดตาจะโต” หนังสือที่บันทึกความนึกคิดต่างๆ ของ “พลอย” สโรชา กิตติสิริพันธ์ุ (ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ) โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีเรื่องเล่าที่ดีต่อใจ และเป็นประโยชน์ในวงกว้างได้เขียนเรื่องเพื่อร่วมสนุก โดยรางวัลชนะเลิศจะได้รับรางวัลหนังสือ “จนกว่าเด็กปิดตาจะโต” (สนับสนุนโดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ) และตีพิมพ์ลงในนิตยสารกุลสตรีและเว็บไซต์ kullastreemag.com และ และรางวัลผลงานดีเด่น จะได้เผยแพร่ลงใน kullastreemag.com วันละหนึ่งเรื่องทางนิตยสารกุลสตรีขอขอบคุณสำนักพิมพ์ผีเสื้อ สำหรับการสนับสนุนรางวัลหนังสือ และขอบคุณผู้ร่วมเขียนบันทึกทุกท่านที่สนใจร่วมกิจกรรมอย่างอบอุ่น

[Sassy_Social_Share]
118