หนังสือที่ฉันชอบอ่านมากเล่มหนึ่งก็คือเรื่อง พิน็อคคิโอ ฉบับแปลเล่มหนึ่งที่แม่ซื้อให้สมัยฉันเด็กๆเป็นสำนวนที่น่าประทับใจมาก อ่านหลายรอบด้วยความรักทะนุถนอม ล่าสุดอยากบอกว่า เสียดายเหมือนกันที่ทิ้งไปเมื่อไม่นานมานี้เอง  แต่เรียกว่า “ทำลายหลักฐาน” จะดีกว่า เพราะในหนังสือเก่าอายุสามสิบกว่าปีเล่มนั้น มีลายมือตัวโตๆโย้เย้ของฉันเอง เขียนถ้อยคำแบบเด็กขี้หวง ขี้อิจฉาไว้เยอะ เลอะเทอะทั้งปกหน้าปกในปกหลัง เช่น “ของฉันคนเดียว!!” และอีกหลายคำ  ก็ทนดูและแอบเก็บไว้ในสุดของตู้เก็บหนังสือที่ห้องมาตลอดเพราะรักและนิสัยหวงหนังสือแต่ก็เท่ากับซ่อนนิสัยด้านร้ายของตัวเองไว้ในนั้นด้วย  พอหยิบมาดูทีไร มันก็เสียดแทงใจรับตัวเองไม่ได้ทุกที  ไม่นึกว่า แม้ตอนเด็กๆแบบนั้นก็มีจิตใจชั่วร้าย พูดจาแบบนั้นได้ ฉันไม่ใช่เด็กดีแบบที่ฉันคิดว่าฉันเป็นหรือนี่? เมื่อเร็วๆนี้ที่ผ่านมาเลยตัดสินใจทิ้งไปพร้อมกับความตั้งใจว่า ฉันจะต้องไม่เป็นคนแบบนั้น

และก็ทนความคิดถึงไม่ได้ ซื้อมาอ่านใหม่ เมื่อกลับมาเริ่มอ่านอีกครั้งเรื่องราวของหุ่นไม้หัวดื้อขี้เกียจและแสนมักง่ายก็กลับมาชัดเจนอีกครั้ง แม้จะยังอ่านเล่มใหม่ไม่จบ แต่ฉันอ่านมาแล้วนับรอบไม่ถ้วน เรื่องราวก็เลยอยู่ในใจ ฉันพูดคุยกับทีมงานของฉันด้วยการยกตัวอย่างพิน็อคคิโอขึ้นมา น้องในทีมบอก “โอ้โห นี่หนูนึกว่าพิน็อคคิโอมันมีแค่เรื่องโกหกจมูกยาวจริงๆนะ ดูในการ์ตูนไงพี่” เรื่องจมูกยาวเป็นแค่ฉากเล็กๆเท่านั้นถ้าเทียบกับวีรกรรมของเจ้าหุ่นนี่ จริงๆพิน็อคคิโอก็ไม่ได้ชั่วนะ ตั้งใจดีด้วยซ้ำ แต่ความตั้งใจดีนั้นมันต้องประกอบด้วยความเชื่อมั่น แน่วแน่เอาจริง ไม่เหลาะแหละด้วย ออกจากบ้านก็ตั้งใจนะว่าจะไปโรงเรียน แต่พอเจอเพื่อนไม่ดี ชวนไปดูการแสดงละเล่นก็ไป พอโชคดีได้เงินมา ก็ตั้งใจดีนะ จะเอาไปให้คุณพ่อผู้น่าสงสาร แต่พอถูกล่อใจก็ไปจนสุดท้ายไม่เหลืออะไร  คนเราจะดีจะสำเร็จได้มันแค่ตั้งใจดีไม่พอนะ ระหว่างทางไปสู่จุดหมายนั้นมันต้องใช้ส่วนประกอบหลายอย่างมาช่วยกัน

และอีกสิ่งที่คอยโอบอุ้มพิน็อคคิโอไว้แต่ต้นจนจบก็คือ “ความรักของคุณพ่อช่างไม้ผู้น่าสงสาร” คุณลุงเย็ปเป็ตโตของฉันนั่นเอง  ฉันบอกน้องในทีมว่า อย่าทิ้งความรักของคนในครอบครัวตัวเอง อย่าคิดว่าเราจะขอคนอื่นกินได้ พิน็อคคิโอขอแค่เศษขอบขนมปังเท่านั้นชาวบ้านเขายังคิดว่าเป็นเด็กกวนเมือง เอาน้ำมาราดใส่หัวจนเปียกโชก ส่วนคนเป็นพ่ออย่างลุงเย็ปเป็ตโตน่ะหรือ…แทบหามาป้อนให้ แค่รู้ว่าเจ้าหุ่นไม้กำลังหิวก็ทนไม่ไหวด้วยความสงสาร  รอบล่าสุดที่ฉันอ่านอยู่นี้ ฉันอ่านมาถึงเพียงแค่บทที่ 3 ฉันก็ร้องไห้หนักเมื่ออ่านมาถึงแค่ตอนตั้งชื่อให้กับหุ่นไม้   “I think I will call him Pinocchio. It is the name that will bring him luck.”*  Oh no,it is not the name that bring me luck,It is your love. ในใจฉันพูดตอบหนังสือไปแบบนี้ก็ทำให้ฉันร้องไห้คนเดียวอย่างหนักกับหนังสือเล่มโปรดตั้งแต่เด็กของฉันเอง

เมื่อหยุดร้องไห้ ฉันเดินไปในครัว แม่กำลังทำกับข้าวให้ลูกหัวดื้ออย่างฉันอยู่  เหมือนแม่จะรู้ว่าฉันอยากทำอะไร  แม่วางอุปกรณ์ทำครัวและกอดฉันไว้ทันทีที่ฉันเดินเข้าไปหา  “ขอโทษนะแม่”

* Carlo Collodi., Pinocchio The tale of the puppet. (Everyman’s Library,2010) 18-19. (จบ)

นามปากกา ภัสรามณี

(ชื่อจริง บุญญาดา วัฒนไชย)


Kullastree’s Diary คือโครงการกิจกรรมเขียนบันทึกเล่าเรื่องแบบไม่จำกัด ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ “จนกว่าเด็กปิดตาจะโต” หนังสือที่บันทึกความนึกคิดต่างๆ ของ “พลอย” สโรชา กิตติสิริพันธ์ุ (ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ) โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีเรื่องเล่าที่ดีต่อใจ และเป็นประโยชน์ในวงกว้างได้เขียนเรื่องเพื่อร่วมสนุก โดยรางวัลชนะเลิศจะได้รับรางวัลหนังสือ “จนกว่าเด็กปิดตาจะโต” (สนับสนุนโดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ) และตีพิมพ์ลงในนิตยสารกุลสตรีและเว็บไซต์ kullastreemag.com และ และรางวัลผลงานดีเด่น จะได้เผยแพร่ลงใน kullastreemag.com วันละหนึ่งเรื่องทางนิตยสารกุลสตรีขอขอบคุณสำนักพิมพ์ผีเสื้อ สำหรับการสนับสนุนรางวัลหนังสือ และขอบคุณผู้ร่วมเขียนบันทึกทุกท่านที่สนใจร่วมกิจกรรมอย่างอบอุ่น

[Sassy_Social_Share]
23