ฉบับวันเกิด

เรื่อง : ไมตรี ลิมปิชาติ

 

ตื่นมาในเช้าของวันนี้พบว่าต้นไม้ที่ปลูกไว้มีอาการร่าเริง สดชื่นแจ่มใส แสดงว่าเมื่อคืนฝนต้องตกแน่ๆ

   ก็ต้องขอขอบคุณฝนที่ทำให้ผมไม่ต้องรดน้ำต้นไม้เหมือนเคย

   หน้าฝนก็ดีอย่างนี้ เพราะจะมีฝนช่วยดูแลต้นไม้ให้ อีกทั้งสำหรับผมยังทำให้ประหยัดได้ด้วย เพราะเมื่อมีฝนตกลงมา ทำให้ไม่ต้องออกจากบ้าน

   คนที่พักอาศัยอยู่กรุงเทพฯ ถ้าอยู่บ้านจะมีค่าใช้จ่ายน้อยมาก แต่พอออกจากบ้าน แค่ค่ารถอย่างเดียวก็มากแล้ว หรือคนที่มีรถขับก็ยิ่งเพิ่มค่าใช้จ่าย

   และเมื่อออกจากบ้านก็ต้องหาอาหารกินนอกบ้าน ยังไงๆ ก็ต้องใช้เงินมากกว่ากินที่บ้าน

   การเขียนของผมฉบับนี้ ผมอยากจะเขียนถึงการท่องเที่ยวในช่วงหน้าฝน

   เนื่องด้วยผมเป็นนักเที่ยวจึงพอรู้ว่า เมื่อถึงหน้าฝน ควรแนะนำให้ผู้อ่านและไม่ได้อ่านไปเที่ยวที่ไหนถึงจะดี ซึ่งมีรายละเอียดพอสมควร

   สิ่งที่ผมอยากแนะนำผู้อ่านและไม่ได้อ่านก็คือ ถึงจะเป็นหน้าฝน สำหรับเมืองไทยเที่ยวได้ทุกแห่ง

   ไม่ว่าจะไปเที่ยวทะเลหรือภูเขา เที่ยวได้ทั้งนั้น เพราะถึงจะเป็นหน้าฝน แต่ฝนก็ไม่ได้ตกตลอดเวลา มีช่วงเวลาให้เราได้เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้โดยไม่จำเป็นต้องเปียกฝน

   หากไปอยู่ที่ชายทะเล พอฝนหยุดตก อากาศจะบริสุทธิ์จนรู้สึกได้

   ที่แน่ๆ การเดินทางไปเที่ยวในหน้าฝน จะพบเห็นป่าไม้สีเขียว ทุ่งนามีน้ำ บางแห่งชาวนาได้ดำนาเสร็จเรียบร้อยแล้ว และบางแห่งจะเห็นชาวนากำลังไถหว่าน หากโชคดีจะเห็นควายยืนยิ้มต้อนรับสายฝนอย่างมีความสุข

   ยังมีอื่นๆ อีกที่เป็นสิ่งที่ดีเมื่อได้เที่ยวหน้าฝน โดยเฉพาะคนชอบกินกบเขียดและเห็ดชนิดต่างๆ ที่ได้จากธรรมชาติ

   ถูกแล้ว กบเขียดและเห็ดจะโผล่ให้ ชาวบ้านเก็บมากิน มาขาย ก็ตอนหน้าฝนนี้แหละ

   แม้เข้าไปพักอยู่ในป่าตอนหน้าฝนก็มีความสุขกับการได้เห็นน้ำในลำธารไหลเชี่ยว และบางเวลาก็จะได้ยินเสียงสายฝนตกลงมากระทบยอดไม้และหลังคาบ้านพัก จะได้บรรยากาศแปลกใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

   การท่องเที่ยวหน้าฝนมีข้อพึงระวังอย่างเดียวคือ จะต้องเดินทางไปบนถนนที่ปลอดภัย จะเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กหรือราดยางก็ได้

   ห้ามนั่งรถไปบนถนนลูกรังเด็ดขาด เพราะฝนอาจทำให้ถนนเปียกแฉะเป็นหลุมเป็นบ่อเวลาขากลับ เราอาจต้องติดอยู่ในป่าก็เป็นได้

   ข้อเขียนข้างต้นคือความตั้งใจของผมที่อยากจะเขียนลงที่กุลสตรีในเดือนนี้ แต่พอรู้ว่า กุลสตรีฉบับที่ท่านกำลังถืออยู่ในมือนี้เป็นฉบับวันเกิด 48 ปีพอดี จึงขอเขียนถึงผมกับกุลสตรี เพิ่มขึ้นอีกเรื่อง

   โดยส่วนตัว ผมรู้จักนิตยสารกุลสตรี มานานแล้ว แต่เพิ่งมีผลงานในนิตยสารฉบับนี้ก็เมื่อสิบกว่าปีมานี้เอง

   ผลงานเท่าที่พอจำได้ของคนขี้หลงขี้ลืมอย่างผมก็คือ ผลงานชิ้นแรกที่ผมเขียนลง    กุลสตรีเป็นสารคดีท่องเที่ยวประเทศสหรัฐ อเมริกาเรื่อง ขี่ม้าเหล็กท่องแดนมะกัน

   ต่อมาได้เขียนนวนิยายเรื่อง กะเพราไก่ไข่ดาว

   หลังจากนั้นพี่ยุพาได้ไว้วางใจให้ผมเขียนคอลัมน์มีชื่อว่า อา ลม ดี ซึ่งมาจาก คำว่า อารมณ์ดี นั่นเอง

   เขียนคอลัมน์ อา ลม ดี อยู่พักหนึ่ง ก็ได้เปลี่ยนเป็นชื่อภาษาอังกฤษว่า R-Lom-D จนกระทั่งมาถึงฉบับนี้ และคงจะมีฉบับต่อๆไป ถ้าบรรณาธิการไม่ปลดออก

   ที่ผมตั้งชื่อคอลัมน์เช่นนี้ก็เพราะโดยส่วนตัวผมเป็นคนไม่เครียด เป็นคนอารมณ์ดีกับทุกคนยกเว้นกับเมีย

   ตอนที่กุลสตรีเป็นรายปักษ์ ผมต้องเขียนเดือนละ 2 ชิ้น แต่พอเปลี่ยนมาเป็นรายเดือนก็เหลือเดือนละชิ้น ทำให้สบายขึ้นแต่ได้เงิน ค่าเรื่องน้อยลง

   ผมเกือบลืมพูดถึงภาพประกอบในข้อเขียนของผมทุกเรื่อง ผู้วาดคือ ไมตรี บุญกิจรุ่งไพศาล ซึ่งเป็นลูกเขยของผมเอง

   ลูกเขยกับผมมีชื่อเหมือนกันคือ ไมตรี ถือเป็นเหตุบังเอิญอย่างยิ่ง

   สำหรับบทความในฉบับนี้ที่ลูกเขยผม ไม่ได้เขียนภาพประกอบให้เพราะได้เดินทาง     ไปต่างจังหวัดหลายวัน ผมจึงต้องขอให้กองบรรณาธิการช่วยจัดทำภาพประกอบให้แทน

   ก่อนจบข้อเขียนของผมในฉบับนี้ ผมอยากจะบอกกับท่านผู้อ่านและไม่ได้อ่านว่า ยังไงๆ ก็ควรอ่านกุลสตรีต่อไปเรื่อยๆ ก็จะขอบคุณมาก

   ผู้อ่านท่านใดอยากอ่านเรื่องอะไร ไม่ต้องการอ่านเรื่องอะไร เขียนจดหมายบอกบรรณาธิการได้ เพื่อผู้อ่านกับกุลสตรีจะได้สนิทสนมอยู่กันได้นานๆ นั่นเอง

   ถ้าผู้อ่านและกองบรรณาธิการไปกันได้ในทางเดียวกัน กุลสตรีก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกนานเท่านาน อาจจะได้ฉลองครบ 100 ปี ก็เป็นไปได้

   ถึงวันนั้น ถึงแม้ผมไม่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้วก็ไม่เป็นไร ผมจะส่งวิญญาณมาร่วมงานเพื่อแสดงความยินดี ขอผู้ที่มาร่วมงานอย่าวิ่งหนีผมไปก็แล้วกัน

[Sassy_Social_Share]
91