ค่ะคุณกิตติคะ หลังจากเมืองไทยได้มีการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบห้าปีเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในโซเชียลก็มีปรากฏการณ์ความนิยมเพจสรุปข่าวเพจหนึ่งที่มีชื่อว่า “กะเทยนิวส์” ซึ่งเป็นเพจที่ “เหยี่ยวเทย” ทำหน้าที่สรุปข่าวการเมืองในแบบที่ต่างจากสำนักข่าว หรือเพจสรุปข่าวทั่วไป ด้วยการโยงเรื่องการเมืองสุดวุ่นวายเข้ากับมุกตลกเสียดสีที่โดนใจชาวโซเชียล และแทงใจคนใหญ่คนโต เป็นนางเมาท์ นางเสียดสี มีความเป็นนางจิก จิกเก่ง กลายเป็นเพจสรุปข่าวที่ตลกขำขัน แมสแบบไม่ต้องฝากร้านในเวลาอันรวดเร็ว

และแม้ว่าการเลือกตั้งจะผ่านไปแล้ว แต่เหยี่ยวเทยก็ยังคงยืนหนึ่ง ทำหน้าที่นางรายงาน เมาท์ข่าวการเมืองในสไตล์นางเมาท์นางมอย สู่ “คุณกิตติคะ” อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ด้วยความเชื่อส่วนตัวว่า สุดท้ายแล้วทุกคนก็ต้องเลือกข้าง ไม่ว่าข้างใดข้างหนึ่ง เพราะถ้าไม่เลือกข้าง เราจะตายกันหมดค่ะคุณกิตติคะ


คำถามแรก อยากให้คุณเล่าแบ็คกราวน์หน่อยว่า ก่อนจะมาทำเพจกะเทยนิวส์ คุณทำอะไรมาก่อนหน้านี้ ได้ยินว่าคุณเคยทำเพจอื่นมาก่อนหน้านี้ด้วย

จริงๆ เป็นนักเขียนมาก่อนค่ะ แล้วก็เป็นครีเอทีฟ การงานส่วนใหญ่ก็จะวนเวียนอยู่กับการเขียน หลักๆ ที่เคยทำมาก็จะมี 4 อย่าง อย่างแรกคือ เป็นนักเขียนวรรณกรรมมาก่อน ชื่อนามปากกาว่า “มิรันดา” “ศิตา : สองกิ่งกุหลาบแดง” และ “Loveless Society เพราะรัก….ออกแบบไม่ได้” ที่ตอนนี้เป็นนิยายออนไลน์ใน Fictionlog แล้วก็ตอนนี้เป็นคอลัมนิสต์ให้ sanook.com แล้วก็เปิดคลาส Creative Writing สอนอยู่ที่นี่แหละ (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี) และถ้ามีโอกาสก็จะมีรับงานเขียนบทภาพยนตร์บ้าง บทซีรีส์บ้าง ทำหนังบ้างบางโอกาสค่ะ

ส่วนเรื่องเพจก็เคยทำเพจอื่นร่วมกับเพื่อนๆ มาก่อน ชื่อเพจว่า “ดูออกเลยเหรอคะ” ที่เอาภาพจากภาพยนตร์ Mean Girls มาใส่มุกเสียดสีการเมือง แต่อันนั้นทำกับเพื่อนหลายคน  ก่อนที่จะออกมาทำเพจนี้ค่ะ

จริงๆ เพจนั้นก็ได้รับความนิยมพอสมควร ทำไมคุณเลือกที่จะออกมาทำเพจกะเทยนิวส์

ก่อนหน้านี้กะเทยนิวส์เป็นแค่เรื่องเล่นๆ ที่ทำใน Facebook ส่วนตัว เพราะว่าก่อนหน้านั้นที่มีเหตุการณ์เลือกตั้ง วันที่ 24 มีนาคม 2562 มีกระแสขึ้นมา เราก็ตามข่าวนี้เหมือนกับทุกๆ คนนั่นแหละ เพราะตอนนั้นมีกระแสข่าวเยอะมาก ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยอ่านแล้วสรุปเป็นหัวข้อหลายๆ หัวข้อให้เหลือแค่ไม่กี่หัวข้อ แล้วก็เขียนด้วยภาษาสนุกๆ โพสต์ลงใน Facebook ของเรา พอมีคนเห็นเข้าก็บอกว่าเนี่ย อ่านสนุกมากเลยแก ทำไมไม่เปิดเพจไปเลยล่ะ เราก็เลยเปิดเพจ เพจนี้ก็เลยเกิดขึ้น

ทำไมต้องเป็นเพจสรุปข่าว เพราะเอาจริงๆ เพจสรุปข่าวก็ไม่ได้ใหม่ มีหลายๆ เพจทำมาก่อนหน้านี้แล้ว

เราว่าที่ทำให้กะเทยนิวส์แตกต่างจากเพจสรุปข่าวทั่วไปก็คือสำนวนค่ะ สำนวนที่เราใช้มันยิงตรงประเด็น แล้วก็สนุกสนาน ต้องเข้าใจว่าบรรยากาศการเสพข่าวการเมืองในช่วงนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียดและร้อนระอุมาก แล้วสำนักข่าวต่างๆ ไม่ว่าที่เป็นสรุปข่าวหรือไม่ ก็พร้อมใจกันทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียดเข้าไปอีก ตอนนั้นอาจจะมีแค่เราคนเดียวมั้งที่เล่าเรื่องนี้ด้วยวิธีการที่ฉีกออกไปเลย ทำให้มันกลายเป็นเรื่องตลก เหมือนเราเมาท์ให้เพื่อนฟัง อะไรแบบนี้ ด้วยบรรยากาศที่มันระอุขนาดนั้น แล้วมีอันนี้ที่แทงกลางปล้องขึ้นมา

กะเทยนิวส์

บรรยากาศการเมืองช่วงนั้นที่คุณบอกว่าระอุมากๆ ในความคิดของคุณเป็นอย่างไร

เราว่าช่วงนั้นบรรยากาศมันตึงเครียดมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้วค่ะ เราต้องยอมรับว่าสังคมไทยในตอนนั้นอยู่กับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งใช่มั้ยคะ แล้วทุกคนก็เฝ้ารอที่จะได้แสดงออกทางการเมืองที่อารยะมากที่สุดนั่นก็คือผ่านการเลือกตั้ง ผ่านกติกา ซึ่งทุกคนเฝ้ารอวันนั้น แล้วก็มีหลายเหตุการณ์ที่ส่อให้เห็นถึงความไม่ปกติของสังคม ของการเลือกตั้ง ตั้งแต่เลือกตั้งล่วงหน้า ก่อนหน้านั้นหลายสัปดาห์ แล้วพอได้เลือกตั้ง เหมือนกันว่าความรู้สึกของคนหรืออะไรก็ไม่รู้ ที่เต็มไปด้วยความโกรธ แล้วก็พร้อมที่จะปะทุออกมาในวันเลือกตั้ง

แล้วด้วยความที่เป็น 2019 มั้งคะ คนก็จะรู้สึกว่าต้องการเห็นผลต่างๆ ที่รวดเร็ว กระชับ ฉับไว เลือกตั้งแล้วฉันอยากรู้คะแนน เลือกตั้งแล้วฉันอยากรู้ว่าใครได้คะแนนอะไรเท่าไหร่ มันเป็นยุคที่ Realtime ความรู้สึกคนก็เลย Realtime ตามไปด้วย

ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่านะ พอผ่านช่วงนั้นมา เรารู้สึกว่าคุณ หรือที่คุณเรียกตัวเองในเพจว่า “เหยี่ยวเทย” มีความซีเรียส จริงจังขึ้นกว่าเดิม ภาษาที่คุณใช้มีความโกรธเกรี้ยวมากขึ้น อาจจะเพราะว่าการเมืองยังดูเหมือนว่าจะยังไม่มีทางออกชัดเจนอะไรแบบนั้นหรือเปล่า

(หัวเราะ) ถ้าถามว่าเรา Aggressive ไหมเหรอ เราว่าตัวเราแบ่งออกเป็นสองแบบคือ ภาษาที่เราใช้แทบจะเป็นตัวแทนเสียงของชาวเน็ต ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าคาแร็คเตอร์ “เหยี่ยวเทย” ที่เราสร้างขึ้นมาก็ไม่ได้ผูกติดกับสื่อเจ้าใหญ่ ถูกมั้ยคะ ถ้าเราไมได้มาจากสื่อใหญ่ เวลาประชาชนโกรธเรื่องอะไร เราก็โกธธ ไม่ได้แปลกเลยถ้าเราจะมีความโกรธร่วมด้วย แต่ว่าด้วยความที่เรายืนพื้นว่าเราเป็น Journalist เวลาเราเล่าข่าวหรืออะไรก็ตาม ต่อให้เรามีความโกรธ เราก็ต้องเล่าไปในรูปแบบของมัน ไม่ใช่ว่ามีข่าวแล้วเอามาเขียนด้วยการด่ากราด 4 ย่อหน้า แบบนั้นก็ไม่ใช่ แต่ว่ามันก็เป็นการเล่าข่าว ถ้าเราไม่โกรธกับประเด็นที่ควรจะโกรธ เราว่า….(หัวเราะ) แล้วยิ่งบางประเด็นที่เราต้องแสดงความโกรธร่วมด้วย ถ้าเราเบนเข็มไปเล่าแบบตลกมันก็จะดูแย่มากๆ  ยกตัวอย่างเช่นข่าวกรณีที่นักกิจกรรมโดนทำร้าย ถ้าเราเล่าเป็นธีมตลกเนี่ย หายนะจะเข้าตัวเราแน่นอน (หัวเราะ) คนก็จะมองว่า เห็นคนถูกทำร้ายเป็นเรื่องตลกเหรอ แบบนั้นเราว่ามันก็ไม่ใช่ ก็ต้องเคารพอารมณ์องค์รวมของสังคมด้วยเหมือนกัน

คุณรู้สึกอย่างไรที่พอเปิดเพจมาได้ไม่นานก็เป็นที่รู้จักในเวลารวดเร็ว

ก็ตกใจ ตกใจเพราะว่า อย่างที่บอกว่ามันเริ่มมาจากสเตตัสส่วนตัวใน Facebook ตัวเองใช่มั้ยคะ ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องคาดหวังอะไรมาก ก็ยอมรับว่าตกใจ แต่ส่วนหนึ่งก็บอกอะไรกับเราหลายๆ อย่าง ด้วยความที่เป็น 2019 ที่คนต้องการอะไรแบบ Realtime แล้วมันตรงจังหวะพอดีกับช่วงหลังวันเลือกตั้งที่คนต้องการเสพข่าว ทุกอย่างเลย Realtime พอดี ประกอบกับว่าเราใช้ภาษาที่ Catchy เข้าถึงง่าย ก็เลยทำให้คนเข้าถึงได้ง่าย ก็เลยประจวบเหมาะกับทุกอย่าง

กะเทยนิวส์

ทำไมเพจ “กะเทยนิวส์” จะต้องเน้นข่าวการเมืองเป็นพิเศษ

เพราะเรามีความรู้สึกว่า การเมืองเป็นเรื่องของโครงสร้าง การเมืองเป็นเรื่องที่ทุกคนมีผลกระทบร่วมกันหมด คุณหลีกเลี่ยงการเมืองไม่ได้ คุณอาจจะไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นการเมือง เราไม่ได้จะพยายามขยี้ให้คุณรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องการเมือง แต่เรานำเสนอเรื่องราวที่ทุกๆ คนมีผลกระทบร่วมกัน เคยมีกรณีที่มีคนพยายามให้เหยี่ยวเทยรายงานเรื่องอื่นๆ เช่น รายงานข่าวดาราไหม หรือข่าวรถชนที่แยกโน้น เราไม่ได้บอกว่าเรื่องพวกนั้นเป็นเรื่องไร้สาระหรือไม่ควรที่จะรายงาน แต่แค่เราอยากจะบอกว่า ถ้าไปเล่นข่าวแบบนั้นมันก็ยากที่จะทำให้ทุกคนรู้สึกร่วมกัน เพราะต้องเข้าใจว่า เหตุเกิดที่โน่นก็ไม่ได้กระทบกับองค์รวมของที่นี่ เราไม่ได้แค่อยากจะนำเสนอข่าว แต่อยากให้ทุกคนเห็นถึงสถานการณ์จริงที่ทุกคนจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน

คุณคิดว่าเพจกะเทยนิวส์ มีความแตกต่างจากเพจสำนักข่าวอื่นๆ ไหม นอกจากการนำเสนอด้วยภาษาที่ Catchy หรือกระชับฉับไว

อืม…เราว่าเรามีจุดยืนนะ เรารู้สึกว่าเรามีจุดยืนค่อนข้างชัดเจนเหมือนกัน ส่วนตัวเราเชื่อว่าสื่อต้องเลือกข้าง คุณต้องเลือกข้างในสถานการณ์แบบนี้ คุณจะมาเป็นกลางไม่ได้ แล้วกะเทยนิวส์ก็ยืนยันชัดเจนว่าเราอยู่ฝั่งไหน เราอาจจะไม่ได้เข้าข้างพรรคการเมือง หรือเป็นกระบอกเสียงให้พรรคการเมืองไหนเป็นพิเศษ แต่เรายอมรับว่าเรามีอุดมการณ์บางอย่างที่เราอยากจะนำเสนอออกไป

อย่างชื่อเพจ “กะเทยนิวส์” เอง มันก็ปฏิเสธไม่ได้นะว่ามันก็ต้องยืนอยู่บนความหลากหลายทางเพศอยู่แล้ว เราจะไปหยิบแค่คาแร็คเตอร์กะเทยจี๊ดจ๊าดเอามาทำให้เป็นเรื่องตลก ทำมาหากินกับมันไป เราว่าก็ฉาบฉวยเกินไปหน่อย ไหนๆ เราก็เป็นเพศนี้เป็นเบื้องต้น แล้วเราก็ยืมคาแร็คเตอร์กะเทยจี๊ดจ๊าดมาใช้แล้วเนี่ย ไฉนเลยเราจะไม่ยืนพื้นกับเรื่องนี้ แล้วมันก็จะเกี่ยวโยงกันหมด จะพูดเรื่องเพศอย่างเดียวก็ไม่ได้อีก ก็ต้องโยงกลับไปเรื่องการเมืองด้วยเพราะว่ามันกระทบกันหมด เพื่อให้คนทั่วไปเห็นว่า ยังมีคนที่เป็นแบบนี้ ใช้ภาษาแบบนี้ มีมุมมองกับเรื่องนี้ แบบนี้อยู่นะ

พอคุณพูดเรื่องจุดยืน คุณคิดว่าสื่อจำเป็นต้องเลือกข้างไหม

จิลคิดว่าสี่อควรจะเลือกข้างค่ะ แต่จิลใช้คำว่า “เข้าใจในความเป็นกลาง” เราไม่ได้ไปบีบคอใครแล้วบอกว่า “ต้องเลือกข้างเดี๋ยวนี้!” ขอใช้คำว่า “สุดท้ายแล้ว เราจะต้องเลือกข้างในท้ายที่สุด” ดีกว่า ต้องเข้าใจก่อนว่าสื่อที่ต้องเป็นกลางก็เพราะว่าสื่อมาพร้อมกับทุนนิยม สื่อต้องเข้าหาทุนนิยมเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เพราะฉะนั้นเวลาที่จะรายงานอะไรก็ควรจะต้องฟังความทั้งสองฝ่าย แต่สุดท้ายแล้ว เราก็ฟังความทั้งสองฝ่ายไม่ได้ ในโลกของการเปลี่ยนแปลง ขับเคลื่อนอะไรซักอย่างไปข้างหน้า คุณฟังความทั้งสองฝ่ายได้ แต่สุดท้ายคุณก็ต้องเลือก ในความเป็นประชาธิปไตย คุณต้องฟังความทั้งสองฝ่ายก็จริง แต่สุดท้ายคุณก็ต้องเลือกด้วยการโหวต สื่อเองก็ต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในฐานะที่มีปากมีเสียง มันก็ไม่น่าจะแปลกหรือเปล่าที่ต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่ดี ต่อให้คุณจะบอกตัวเองว่าคุณเป็นกลางมากขนาดไหน สุดท้ายมันก็จะกลับมาหาผู้ที่รับสารที่จะมีคำถามว่า แล้วตัวคุณที่เป็นผู้ส่งสาร เป็นคนรายงานข่าว เป็นคนที่ตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น แล้วคุณล่ะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้

กะเทยนิวส์

ถ้ามองในแง่ของการเป็นผู้ส่งสาร ความเป็นกลางของผู้ส่งสารมีจริงไหม

จิลคิดว่าไม่มีจริง แต่จิลเชื่อว่าต้องแยก “ความเป็นกลาง” ออกจาก “ความวางเฉย (Ignorance) ” ความเป็นกลางไม่มีจริง ส่วน Ignorance น่ะ มีจริง (หัวเราะ) การเพิกเฉยคือการคิดเอาเองว่าไม่มีจริง มันไม่เคยเกิดขึ้น จิลเชื่อในการทำตัวเป็น Ignorance มากกว่าการทำตัวให้เป็นกลาง ส่วนตัวจิลเคยเจอคนที่บอกว่าตัวเองเป็นกลาง แล้วความเป็นกลางมันอยู่กับเขาไม่ได้นานน่ะ เวลาเขามาบอกว่า ฉันเป็นกลางนะ จิลก็จะเชื่อเขานะ ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อ แต่ก็จะเชื่อเขาในวันนั้นแหละ วันที่เขาบอกว่าเขาเป็นกลางนั่นแหละ แล้วก็จะพบว่าเดี๋ยวอีกวันหนึ่งแกก็จะไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว เพราะสุดท้ายเขาก็จะต้องเลือกอยู่ดีว่าจะเอายังไง

สุดท้ายจิลคิดว่าคนที่มีปัญหาที่สุดคือคนที่อะไรก็ได้หรือเปล่าคะ การที่คุณเป็นกลางเพราะเชื่อว่า คุณจะไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร หรือไม่ให้ใครเป็นพิษเป็นภัยกับคุณ สุดท้ายคุณก็จะเป็นพิษกับตัวเอง (หัวเราะ) ตราบใดที่คุณยังต้องใช้ชีวิตกับข่าวสารทุกด้าน คุณก็ต้องมีการคัดกรอง ตราบใดที่คุณยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคม กับกลุ่มเพื่อน กับการตัดสินใจ ยังไงๆ คุณก็ต้องมีการตัดสินใจที่เป็นของคุณเอง ต่อให้คุณเดินเข้าคูหาแล้วกาช่องไม่เลือกพรรคไหนเลย นั่นแหละคุณเลือกแล้ว เลือกที่จะไม่พอใจกับพรรคไหนเลย นั่นแหละค่ะคือสิ่งที่จิลเชื่อ

การที่เราเป็นคน Ignorance มันทำให้เกิดอันตรายอย่างไรบ้าง

คงไม่อันตรายในวันนี้ แต่มันส่งผลอันตรายในวันข้างหน้าที่เป็น Long-Term จิลยกตัวอย่างเรื่องฝุ่น PM 2.5 ก็ได้ จิลเองอยู่ที่มหาวิทยาลัย ก็รู้จักกับคนที่เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาบ้าง เขาพูดเรื่องนี้ให้เราฟังก่อนที่จะเป็นข่าวซะอีก เราก็รู้สึกว่าปัญหานี้น่ากลัวในระยะยาวนะ แต่พอเราพูดออกไปตอนนั้น ไม่มีใครเลือกข้างเราเลย ทุกคนก็ใช้ชีวิตกันไป สุดท้ายพอถึงวันที่คุณมองไม่เห็นปากซอยเพราะฝุ่นมันเต็มไปหมด คุณจะทำยังไง ถ้าเลือกว่าจะจี้ให้รัฐบาลออกมาแก้ปัญหา จี้ไปที่โรงงานอุตสาหกรรมหรือคนที่ใช้รถยนต์ แล้วคุณบอกว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลเลย แก้ที่ตัวเองก่อนมั้ย อย่าไปโทษโน่นโทษนี่สิ คุณทำอย่างนั้นก็ได้ ไม่มีใครว่า

แต่สุดท้ายคุณก็ยังสูดหายใจเอาฝุ่นเข้าไป คุณตั้งใจว่าจะสร้างตัวเองให้เป็นคนเงียบ ไม่เป็นคนที่เกรี้ยวกราด แน่นอนว่าอาจจะไม่ทำให้ขัดแย้งกับคนรอบข้าง คนอื่นๆ เรื่องประเด็นทางการเมืองหรือประเด็นทางสังคม โอเค นั่นมันดีมากๆ เลย

แต่คนที่แบกรับความเครียดเอาไว้คือใคร ก็คือคุณนั่นแหละ แล้วคุณจะระบายออกทางไหนล่ะ สุดท้าย ความป่วยไข้ของสังคมก็จะแสดงออกในทางใดทางหนึ่ง คุณสูดฝุ่นเข้าไปคุณก็ต้องมีปัญหาสุขภาพ คุณยิ่งเครียด ก็ยิ่งทำให้ซึมเศร้ามากขึ้น

กะเทยนิวส์

แสดงว่า คนเราควรมีความโกรธต่อรัฐบาล หรือคนที่รับผิดชอบบ้างใช่ไหม

จิลไมได้บอกว่าคนเราต้องโกรธ จิลคิดว่าเราจำเป็นต้องเป็นคนที่มีอารมณ์ (หัวเราะ) อารมณ์ขับเคลื่อนศิลปะ ขับเคลื่อนงานสร้างสรรค์ อันนี้เป็น Fact (หัวเราะ) มนุษย์เราใช้เหตุผลในการดำเนินชีวิต แต่ใช้อารมณ์ในการขับเคลื่อน คุณมีสิทธิ์โกรธรัฐบาลได้เมื่อเขาทำสิ่งที่ไม่ดี และคุณก็มีสิทธิ์ยินดีกับรัฐบาลที่ทำตามสัญญาด้วยก็ได้ อันนี้พูดถึงว่าเป็นรัฐบาลปกตินะคะ

การโกรธและการชื่นชมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ จิลแค่กำลังจะบอกว่า คนเราควรจริงใจกับความรู้สึกของตัวเอง การแสดงความรู้สึกของตัวเองอย่างตรงไปตรงมามันไม่ควรจะกลายเป็นเรื่องยากในสังคมนี้เลย ชอบก็บอกชอบ ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ

แต่ในยุคนี้ ถ้าใครสักคนเลือกที่จะแสดงออก ก็อาจจะมีคนคอยหมั่นไส้ เพ่งเล็ง หรือเฝ้าระวังอยู่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างเช่นว่า ถ้าคุณเลือกว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร ก็อาจจะมีคนบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณบอกว่า อยากทำร้าย อยากไล่ออกนอกประเทศ หรืออยากกำจัดให้หมดไปจากสังคม

จิลคิดว่า เวลาคุณคิดหรือรู้สึกอะไรคุณก็โพสต์ อันนี้เป็น Fact แต่ไม่ได้รับประกันว่าสิ่งที่คุณโพสต์จะไม่มีฟีดแบ็คกลับมา คำถามคือเวลาคุณโกรธคน วิธีการจัดการความโกรธของคุณเป็นอย่างไร บางคนพยายามแปลงความโกรธไปเป็นงานเขียนหรืองานสร้างสรรค์ต่างๆ โดยไม่ได้ทำร้ายคนอื่น คุณมีสิทธิบอกว่าคุณชอบหรือไม่ชอบนะ แต่คุณไม่มีสิทธิ์ไม่ชอบแล้วต้องไปทำอะไรใคร เราต้องแยกอารมณ์ออกจาก Crime ให้ได้ ในเพจกะเทยนิวส์ จิลไม่เคยใช้คำที่เป็น Crime ถ้าชอบก็บอกชอบ ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ ถ้าคุณบอกว่าคุณไม่ชอบการกระทำของคนนี้ พรรคการเมืองนี้ ส.ส. คนนี้ คุณบอกเลยว่าฉันไม่ชอบแกว่ะ จะบอกว่าฉันเกลียดแกก็ได้ แต่คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะบอกว่าคุณจะทำร้ายคนคนนั้น จิลว่าอันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับความชอบหรือไม่ชอบแล้วนะ มันน่าจะไปไกลกว่านั้นแล้วล่ะ (หัวเราะ)

การชอบหรือไม่ชอบเฉยๆ กับชอบหรือไม่ชอบแต่มีเหตุผลประกอบ คุณคิดว่าน้ำหนักของสิ่งเหล่านี้จำเป็นไหม

เอาจริงๆ ไม่มีอะไรมีน้ำหนักมากกว่ากันเลยค่ะ สำหรับจิล ถ้ามันเป็นสังคมแห่งการถกเถียงกัน โซเชียลมีเดียทำให้ทุกอย่างแคบลง ทำให้เราเห็นคอมเมนต์ที่มีอารมณ์และเหตุผล หรือมีแต่อารมณ์หรือเหตุผลอย่างเดียวก็ได้ เราอาจจะรู้สึกหมั่นไส้หรือคิดว่า “พิมพ์อะไรของแกวะเนี่ย” ก็ได้ เพจของจิลหรือสเตตัสของจิลก็เคยผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาหมดแล้ว พิมพ์ยาวๆ เหตุผลเยอะๆ คนก็ด่า เวลาพิมพ์อะไรสั้นๆ คนก็ชอบ บางทีคนที่ด่าเรากับคนที่ชมเราก็เป็นคนเดียวกัน มันเป็นธรรมชาติของยุคนี้ไปแล้วน่ะ

ถ้าอะไรที่จะมีน้ำหนักมากกว่ากัน จิลคงตอบไม่ได้ แต่เซนส์ที่ง่ายที่สุดสำหรับจิลคือ คนเราไม่ควรส่งต่อความรุนแรง ถ้าจิลเขียนอะไรลงในเพจแล้วไปกระทบกับใครซักคนจนรับไม่ได้ สุดท้ายปลายทางก็คือการฟ้องหมิ่นประมาท ถ้าจิลผิดก็ขึ้นศาล แล้วก็จบที่กระบวนการทางกฎหมาย ไม่มีการยกตัวเองเพื่อจะไปทำร้ายใคร อันนี้เป็นกฎสากลนะ เป็นกฎอารยะที่ทุกคนเข้าใจเหมือนกันหมด เราแสดงความเห็นได้ทุกอย่าง เราเคารพความเห็นของคนอื่นได้ แต่ถ้าคุณจริงใจมากๆ ถึงขั้นที่อยากจะทำร้ายคนสักคน จิลว่าทัศนคติคุณมีปัญหา (หัวเราะ)

กะเทยนิวส์

ที่ผ่านมาในเพจกะเทยนิวส์ คุณเคยเจอคนที่มาโจมตีกับคุณว่า ไม่เป็นกลาง เลือกข้างบ้างไหม

ไม่มีเลยค่ะ (หัวเราะ)

หรือเพราะว่าคุณชัดเจนว่าเลือกข้างตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ใช่ๆๆ มันชัดเจนอยู่แล้วว่าเราเลือก ในเบื้องต้นของเราคือ เราตั้งใจอยู่แล้วว่าเราจะไม่เอาใจทุกคน เราจะเลือก เป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทุกคนมีสิทธิ์เลือก และฉันกำลังเขียนข่าวที่คนจะรับได้ในสิ่งนี้ ถ้าคนที่ไม่ชอบเขาก็คงไม่แตะตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แล้วเราก็ไม่เคยยัดเยียด ไม่ยัดเยียดก็คือ เราไม่เคยซื้อ Ad ใครชอบก็แชร์ ใครไม่ชอบก็ไม่ต้องแชร์ ยังไม่เคยเจอที่คนแชร์ไปด่า มีแค่บอกว่าคำนี้แกพิมพ์ผิด แต่ยังไม่เคยโดนโจมตีด้านทัศนคติ ถ้าจะพูดเกี่ยวกับเพจ ต้องบอกว่าเพจไม่เคยเต้าข่าวขึ้นมาเอง เพจเราเล่าข่าว สรุปข่าวและเล่าให้ง่ายและสนุกขึ้นแค่นั้นเอง

ขั้นตอนการทำงานของคุณในเพจกะเทยนิวส์เป็นอย่างไรบ้าง เลือกข่าวหรือจัดการกับข่าวต่างๆ อย่างไรก่อนโพสต์

คือด้วยความที่เพจนี้ไม่ได้เป็นงานประจำ ยังไงก็ต้องรอเราว่างก่อน (หัวเราะ) แต่ว่าอย่างตอนช่วงเลือกตั้ง ข่าวจะมาเยอะมาก ตอนนั้นตั้งใจว่าจะสรุปข่าวตอนเช้า-เย็นของทุกวัน พอทำไปสักพักก็ไม่ไหว พอหลังเลือกตั้ง ข่าวก็ซาลง ไม่ได้มีอะไรอัพเดตขนาดนั้นแล้วใช่ไหมคะ ตอนนั้นก็เลยจะเว้นแล้ว ก็เลยใช้วิธีเปิดฟีดเข้าไปเช็คในเพจข่าวต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แล้วเราก็คัดกรองข่าวว่าข่าวนี้เป็นข่าวบันเทิง เศรษฐกิจ บันเทิง แต่ว่าเราเองไม่ได้จมไปกับข่าวขนาดนั้น น้อยมากที่จะมีอารมณ์ร่วมไปกับข่าว แต่ที่สำคัญคือ พอเราอ่านข่าวจบ เราจะอ่านฟีดแบ็คจากชาวเน็ตว่าเขามีรีแอ็คชั่นกับเรื่องนี้ยังไง กระแสของข่าวนั้นเป็นยังไง จากนั้นก็เอาข่าวมาสรุป จะพยายามไม่ให้เกิน 7 ข่าว เพราะว่าถ้าเกินกว่านั้นก็อาจจะเกินกำลังที่คนจะอ่าน ก็ถือว่าจบ

แต่ว่าถ้ามีประเด็นอะไรที่เราอยากจะขับเคลื่อนมากๆ และในฐานะคนทำสื่อ เราควรที่จะประกาศออกไป เราก็จะใช้ตัวคัดกรองอีกแบบในการเลือกข่าวที่จะนำเสนอออกไป เช่นอย่างกรณีนักกิจกรรมทางการเมืองโดนทำร้าย ด้วยจุดยืนของเรา เราจะรู้สึกว่าต้องแยก แล้วก็เล่าว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เหตุการณ์นี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นนะคะ อะไรแบบนี้ แต่ถึงจะรายงานแบบนี้ แต่เราก็จะรายงานอยู่บนข้อเท็จจริง ก็คือไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวฉัน แต่เกี่ยวกับนักกิจกรรมที่โดนทำร้ายว่าเกิดเหตุอะไรบ้าง หนึ่งสองสามสี่ แค่นั้นเอง หรือประเด็นเรื่องเพศ เราก็จะใช้ตัวเองในการนำเสนอ

กะเทยนิวส์

สนใจประโยคที่คุณบอกว่า “ไม่ได้จมไปกับข่าว” มันคืออะไร

อย่างที่พูดไปแต่แรกเรื่องของความเกรี้ยวกราด จริงๆ จิลถือว่าเป็นการแสดงนะ จิลคงไม่สามารถเครียดไปกับทุกข่าวอย่างที่กลิ่นของเพจกะเทยนิวส์พยายามนำเสนอ จริงๆ มันก็คือ Performance ทางการเขียนอย่างหนึ่ง ถ้าจิลจมไปกับทุกข่าวจิลคงตายแน่ๆ เลย เพราะว่าข่าวหลายข่าวมันก็ผิดปกติมากๆ จนบางครั้งเราก็ยากที่จะรับมันได้ เวลาจิลอ่านข่าวก็จะเสพข้อเท็จจริงของข่าวก่อน แล้วก็จะไม่อ่านสำนักข่าวเดียว ด้วยความที่ต้องเช็คข้อมูล ก็เลยจะต้องอ่านหลายๆ สำนัก เพราะหลายๆ สำนักก็รายงานข่าวไม่ตรงกัน แล้วด้วยความที่ว่าเราไม่ได้จมลงไปขนาดนั้น เราเลยสามารถตลกได้เวลาที่ 2 สำนักข่าวรายงานข่าวไม่เหมือนกัน เราก็จะ…หืม…สรุปว่ายังไงคะ (หัวเราะ)

คนที่อ่านข่าวการเมืองบางคน พออ่านแล้วก็จะเครียดมาก จนถึงขั้นว่ามีอาการซึมเศร้าหลังจากอ่านข่าวการเมืองเลย คุณเคยมีอาการแบบนั้นไหม

(เช็กด่วน! ดูข่าวการเมือง เครียดแค่ไหน? (ข่าวจาก ThaiPBS)

ไม่เคยมีค่ะ ก็ต้องบอกว่าจิลเองมีประสบการณ์กับคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เคยคุยกับเขา แล้วก็เข้าใจกระบวนการเกิดต่างๆ แล้วด้วยความที่พื้นฐานของจิลเป็นคนที่มีสุขภาพจิตที่ดี และก็ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีที่จิลมีเครื่องมือที่จะถ่ายทอดอารมณ์ผ่านการเขียน ทั้งในเพจกะเทยนิวส์ หรือว่างานวรรณกรรมต่างๆ ที่เป็นการเยียวยาตัวเอง

จิลรู้สึกว่า การที่เราจริงใจกับตัวเองที่จะทำให้คุณปลอดภัยจากโรคซึมเศร้า บางคนไม่กล้าที่จะแสดงความโกรธ แสดงความดีใจ ไม่กล้าที่จะบอกว่าตัวเองเสียใจอยู่ สิ่งนี้อันตรายยิ่งกว่าการที่คุณโกรธซะอีก เพราะว่ามันไม่ได้ถูกระบายออก แล้วคุณก็ต้องแบกรับ

นี่ก็เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมกะเทยนิวส์ถึงต้องรายงานข่าวแบบตลกๆ จิกกัด ด่าทอบ้างแบบนี้ จิลอยากให้คนที่อ่านใช้กะเทยนิวส์เป็นอะไรสักอย่างในการที่คุณจะโกรธเกรี้ยวใส่มัน แต่ก็ต้องตั้งอยู่บนความไม่รุนแรงด้วยนะคะ ถ้าคุณโมโห คุณก็ด่าออกมาเถอะ ด่าออกมาเลย

กะเทยนิวส์

เคยมีสภาวะที่บางทีข่าวบางข่าวก็ผิดปกติ หรือชวนงงมากๆ จนไม่รู้ว่าจะสรุปยังไงดีบ้างไหม

ไม่ค่อยเจอ แต่ความยากของการทำเพจกะเทยนิวส์ คือการที่ต้องสรุปข่าวแล้วต้องทำให้มันตลก แล้วก็เข้าถึงคนได้ง่ายด้วย ถือว่าเป็นความยากสองชั้น พอมีความยากสองชั้น มันเลยทำให้เราไม่สามารถเสพข่าวได้อย่างเดียว เราต้องรู้ไปด้วยว่าตอนนี้ชิพกับเดลกำลังมา ละครเรื่องนี้กำลังดัง เราต้องรู้เรื่องพวกนี้ไปด้วย เราถึงจะสามารถเอามาบวกกันแล้วกลายเป็นผลงาน แล้วข่าวบางข่าวมันเลวร้ายมาก ถึงขั้นว่าไม่สามารถหาอะไรมาทำให้มันตลกได้เลย ถ้าจะเสนอก็มีแค่กลิ่นเดียว เปลี่ยนไปเล่ากลิ่นอื่นก็คงไมได้ เราก็เลยต้องจริงใจว่า มันต้องเป็นกลิ่นแบบนี้เท่านั้น เราว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ยากสำหรับการเป็นเหยี่ยวเทย เพราะว่าเราตั้งต้นมาด้วยความสนุกสนานน่ะ ส่วนตัวเราเองก็ไม่ได้อยากให้กลิ่นของมันแย่ลงไปกว่านั้น เพราะว่าสังคมก็แย่พอตัวอยู่แล้ว เรายังอยาก Give a good mood. อยู่

การที่ต้องสรุปข่าว ทำเพจอยู่คนเดียว มีความยากหรือเครียดบ้างไหม

มีค่ะ มีตลอดเวลา มีความรู้สึกอยากจะปิดเพจทุกๆ อาทิตย์ นี่เป็นเจ้าแรกที่ถาม (หัวเราะ) มีความรู้สึกว่าอยากจะปิดเพจตลอดเวลา เพราะว่าเพจนี้มันเกิดจากความบังเอิญ ไม่ได้คิดว่าเพจจะเปรี้ยงปร้างขนาดนี้ เราเปิดเพราะเพื่อนเชียร์ ไม่ได้คิดว่าจะมาถึงจุดนี้ แล้วพอมีผู้ติดตาม มีคนหลังไมค์มาหาเราเพราะอยากเสพข่าว แล้วเพจก็ไม่ใช่งานประจำของเรา สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือมันเบียดบังชีวิตประจำวันของเราส่วนหนึ่งแล้ว ยอมรับว่าเราเองก็เหนื่อย บางวันก็คิดว่า ทำไมฉันต้องมาทำด้วยเนี่ย อะไรแบบนี้ เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่งานประจำ แล้วหลังๆ ก็เจอข่าวที่ซ้ำไปซ้ำมา บ้านเมืองก็ไม่ได้ขับเคลื่อนไปไหน เราเองก็ทอดถอนใจว่าจะทำยังไงต่อไปดี เราเองก็ยังมองไม่เห็นว่าเพจกะเทยนิวส์จะเดินไปในทิศทางไหน จะจบลงแบบไหน แต่สุดท้ายก็มานั่งคิดได้ว่า เออ ทำๆ ไปเหอะ ทำเท่าที่แกอยากจะทำ ว่างก็ทำ ไม่ว่างก็ไม่ต้องทำ แล้วก็ต้องจริงใจกับคนอ่าน วันไหนไม่ว่างก็ต้องบอกว่าขอโทษทีนะคะ ไม่ว่างจริงๆ (หัวเราะ)

ด้วยความที่คุณเล่าข่าวด้วยภาษาที่ตลก จิกกัด เสียดสี เคยมีคนที่รู้สึกไม่เชื่อในความน่าเชื่อถือของข่าวที่คุณหยิบเอามาเล่าบ้างไหม หรือวิพากษ์วิจารณ์ว่า การเล่าข่าวแบบนี้อาจจะลดทอนคุณค่าของข่าวหรือเปล่า

จิลว่าการลดทอนคุณค่าของข่าวคือการรายงานข่าวที่ไม่เป็นความจริงค่ะ (ยิ้ม)

กะเทยนิวส์

แต่ทุกวันนี้ดูเหมือนสำนักข่าวใหญ่ๆ บางทีก็ยังเอาข่าวปลอมจากอินเทอร์เน็ต หรือจากที่ไหนก็ไม่รู้มารายงานอยู่เลย

ถึงได้บอกไงคะว่าคนเราต้องเลือกข้าง จิลไม่เชื่อว่าคุณจะทำสำนักข่าวขึ้นมาแล้วอยู่ดีๆ ก็เอาข่าวปลอมมาเขียน ไม่มีใครยอมเสียเวลาชีวิตขนาดนั้นเพื่อมาเล่าข่าวปลอม คนที่ทำข่าวปลอมขึ้นมาต้องมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างเสมอ คงไม่ได้ทำมาเพื่อความสนุก ข่าวปลอมสมัยนี้ไม่ใช่แค่ส่งกันผ่าน Line นะคะ แต่เดี๋ยวนี้มีเป็นเว็บ มีลิงค์ มีรูป เรียกได้ว่าเมคข้อมูลขึ้นมาอย่างเป็นระบบเลย เป็นไปได้มากๆ ว่า ไม่น่าจะทำคนเดียว แต่จิลทำคนเดียวนะ จิลทำเพราะว่าจิลอยากทำ จิลอ้างอิงจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ต่อให้คนไม่อ่านข่าวของจิลก็คงไม่ตาย วันไหนจิลไม่ได้เขียน คุณก็ไปเสพข่าวที่อื่นได้เหมือนกัน คุณแค่มาล้างความรู้สึกที่เพจกะเทยนิวส์ให้รู้สึกสดชื่นขึ้น แต่ข่าวปลอมไม่ได้ทำหน้าที่นั้น มันดูออกว่าคุณกำลังจงใจที่จะสร้างชุดข้อมูลใหม่เพื่อที่จะปั่นหรือโจมตีใคร อันนี้เราไม่ทราบ แต่เรารู้ว่าต้องมีจุดประสงค์แน่ๆ คุณบอกมาเลยดีกว่าว่าจุดประสงค์ของคุณคืออะไร ข้างที่คุณเลือก คุณอยู่ฝั่งไหนล่ะ

อย่างน้อยที่สุด การที่จิลทำเพจกะเทยนิวส์ขึ้นมา จิลไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้พรรคการเมืองไหน แต่จิลมีจุดยืน มีอุดมการณ์ส่วนตัวที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองด้วยซ้ำ เรียกว่าเป็นแนวคิดดีกว่า เป็นแนวคิดว่า เรายืนอยู่จุดนี้ เราจะทำแบบนี้

ถ้าเกิดสมมติว่า ในที่สุด ข้างที่คุณเลือกเดิน เกิดมีความผิดพลาดอะไรบางอย่างเกิดขึ้น หรือเกิดอะไรบางอย่างที่อาจจะล้มล้างความเชื่อมั่นที่คุณเคยเชื่อ ในข้างที่คุณเคยเชื่อถือมานมนาน คุณจะจัดการกับความรู้สึกและกับจุดยืนของคุณได้อย่างไร

ถ้าอุดมการณ์ที่เราเชื่อกลายเป็นสิ่งที่แย่ไปแล้วเหรอคะ จิลคิดว่าสิ่งที่สื่อควรจะต้องทำเป็นอย่างแรกคือออกมาขอโทษ และจิลเคยทำไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ควรจะขอโทษ อย่างเช่นเกิดกรณีไฟไหม้ที่เซ็นทรัลเวิล์ด แล้วตอนนั้นเราไม่เคยรายงานข่าวด่วนมาก่อน เราก็เลยใช้กะเทยนิวส์รายงานข่าวนั้นโดยที่ใช้ภาษาตลกๆ บอกว่าอากาศร้อนปะเนี่ย เซเลอร์มาร์สโกรธหรือเปล่า ตอนนั้นยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่พอเรารายงานไป 5 นาทีปุ๊บ มีผู้เสียชีวิต แต่เราดันโพสต์ไปแล้ว คนอ่านที่เขาเห็นก็คงไม่ได้ดูเวลาโพสต์เท่าไหร่ เขาก็ อ้าว นี่แกเอาเหตุการณ์ที่มีคนเสียชีวิตมาทำเป็นเรื่องตลกเหรอเนี่ย

เห็นมั้ยว่าจากที่เราเคยมีแนวคิดว่าอยากรายงานข่าวให้มันตลกหรือสนุก มันผิดแล้ว แล้วถ้าผิด ควรทำยังไงล่ะ ก็ขอโทษสิจ๊ะ ก็ไม่ตาย ก็ต้องมีความจริงใจ อย่างน้อยก็ต้องจริงใจกับคนอ่าน จริงใจกับตัวเองว่า สิ่งที่พูดไปนั้นมันผิด แล้วก็ต้องรู้ด้วยว่ามันผิดอย่างไร จากเหตุการณ์นั้นจิลรู้เลยว่าเรื่องตลกกับผู้เสียชีวิตอยู่ด้วยกันไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ใช่ในระยะเวลานั้น คุณต้องเว้นระยะห่าง โอเค ถ้าคุณเว้นระยะ คุณก็ต้องออกมาขอโทษก่อน แค่นั้นเองค่ะ

อันนั้นระยะแรกนะคะ ระยะที่สองคือ ไม่มีอุดมการณ์ไหนตายตัวซะทีเดียวนะคะ หรือแม้แต่กระทั่งประชาธิปไตยหรือเสรีนิยมประชาธิปไตยเอง ในยุคสมัยต่างๆ ก็มีการเปลี่ยนขั้วมาตลอด ถูกไหมคะ เมื่อก่อนประชาธิปไตยเป็นเรื่องของชาตินิยม ใครรักชาติมากกว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ทุกวันนี้ใครที่เป็นชาตินิยมจะดูน่ากลัวมาก เห็นไหมคะ เพราะว่ายุคนี้มัน 2019 แล้ว โชคดีที่กะเทยนิวส์ยืนอยู่บนความเป็นเพศหลากหลาย พอมีคำว่าหลากหลาย แสดงว่าไม่มีอะไรตายตัว แค่เราต้องจับมันให้ทัน

กะเทยนิวส์

แต่บางคนต่อให้อธิบายอย่างไรก็ไม่มีทางเชื่อหรือยอมรับ ต่อให้ฝั่งตัวเองจะผิดแค่ไหนก็ตาม ก็อาจจะไม่ออกมายอมรับผิดอยู่ดี

เนี่ยค่ะ จิลถึงพยายามบอกหลายๆ ครั้งว่า จริงใจกับตัวเองก่อนไหม ถ้าคุณผิด คุณก็ต้องยอมรับผิด จิลไม่แน่ใจว่าเกิดมาจากอะไร แต่จิลรู้สึกว่า ในสังคมนี้เรากลัวที่จะยอมรับผิด แล้วมันก็จะเกิดสภาวะที่เมื่อคุณติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดต่อๆ ไปก็จะผิดไปด้วย สิ่งที่จิลพยายามจะทำในเพจกะเทยนิวส์ก็คือไหว้วานให้ลูกเพจบอกกับจิลด้วยว่ากระดุมเม็ดแรกแกผิด จะด่าหรือประจานจิลก็ได้ จิลยินดีขอโทษ ขอโทษค่ะ จะแก้ให้นะคะ เพื่อกระดุมเม็ดแรกจะได้ถูกต้องไง แล้วกระดุมเม็ดต่อไป อีกสองสามปีข้างหน้ามันก็จะได้ถูก

จิลก็เลยไม่เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องยากเหรอที่จะยอมรับผิด ถ้าคุณผิด คุณก็จริงใจไปเลยดีกว่าไหม ก็ผิดน่ะ ถ้าแกยอมรับผิดมันไมไ่ด้ทำให้ใครตาย แต่ถ้าแกไม่ยอมรับผิด ความตายจะมาเยือนแก ยกตัวอย่างง่ายๆ ในเชิงกฏหมาย ถ้าคุณทำผิดคดีอาญาแล้วคุณสารภาพ โทษลดลงกึ่งหนึ่ง ถูกมั้ยคะ อันนี้เราทราบโดยทั่วกัน แต่ถ้าคุณหนี คุณโกหก ทำให้กระบวนการยุติธรรมยุ่งยากขึ้น ความตายจะมาเยือน มันเป็นพื้นฐานง่ายๆ เลย

ประชาธิปไตยในการเลือกเสพข่าวในยุคนี้มีจริงแค่ไหนในความคิดของคุณ

มีจริง และไม่ใช่แค่การเสพข่าว แต่คือเรามีประชาธิปไตยในการเลือกเสพอะไรก็ได้ และเลือกที่จะไม่เสพอะไรก็ได้ด้วย

 ทำไมคนเราจำเป็นจะต้องรู้ข่าวการเมืองด้วย

ก็คุณเสียภาษีน่ะ คุณไม่อยากรู้เหรอว่าเงินของคุณไปไหน เราว่าคุณไม่ค่อยรักตัวเองนะถ้าคุณไม่ติดตามข่าวการเมือง ต่อให้คุณเป็นเด็กมัธยม เวลาคุณเดินเข้าร้านสะดวกซื้อไปเติมเกม โอเค คุณอาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่คุณรู้ไหมว่าเวลาคุณเติมเกมก็ต้องมีภาษี คุณยังต้องเสียภาษีเลย แล้วคุณไม่อยากรู้เหรอว่าภาษีของคุณไปอยู่ไหน แล้วมันจะแฟร์ไหมกับการที่คุณเติมเกมเสร็จ เดินออกมาเจอฝุ่น PM 2.5 คุณเดินไปเรื่อยๆ คุณข้ามถนนด้วยทางม้าลายอย่างถูกต้อง แต่ดันมีรถคันหนึ่งมาจอดขวางทางม้าลาย หรือถ้าคุณกำลังยืนรอรถเมล์เพื่อจะกลับบ้าน แล้วคุณยืนรอตรงนั้นเป็นชั่วโมงโดยที่รถเมล์ยังไม่มาซักที นี่คือความผิดปกติแล้วนะ ถ้าคุณคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งปกติ แสดงว่าคุณไม่รักตัวเอง (หัวเราะ)

กะเทยนิวส์

แต่คนส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าข่าวการเมืองมีแต่เรื่องหนักๆ น่าเบื่อ

กะเทยนิวส์ก็เลยเอามาทำให้ไ่ม่น่าเบื่อไง (หัวเราะ) จริงๆ ก็ไม่ค่อยแปลกค่ะ เราว่าการเมืองก็ทำตัวเองให้น่าเบื่อด้วยแหละ (หัวเราะ) มันเป็นสองสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กัน ฝั่งหนึ่งที่ไม่อยากให้คุณยุ่งกับการเมืองก็จะผลักไสคุณออกไป เพราะถ้าวันไหนคุณยุ่งกับการเมืองแล้วคุณรู้มัน คุณจะกลายเป็นตัวปัญหา เพราะคุณจะเรียกร้อง ถ้าคุณไม่เรียกร้องซะอย่างมันก็ไม่เกิดปัญหา

ในขณะเดียวกัน คนที่อยู่ในวงการเมือง เป็นนักการเมืองจริงๆ จังๆ ถ้าคุณทำตัวดีๆ หน่อย เขาจะได้ไม่มายุ่งกับคุณ จะได้เบี่ยงเบนออกไปทำอย่างอื่น แต่คุณดันทำตัวให้ไม่น่าลืม (หัวเราะ) คุณพยายามที่จะสร้างซีนที่กระทบต่อภาพรวมโดยตลอดเลย อย่างในประเทศอื่นๆ ที่มีทุจริตคอรัปชั่น ก็มักจะเป็นคอรัปชั่นที่มีลูกเล่น มีการชิงไหวชิงพริบกันเหมือนในหนังหรือซีรีส์ต่างประเทศที่เราดู กลับมาที่บ้านเรา เราก็ไม่เข้าใจว่าถ้าจะโกง ทำไมถึงใช้วิธีแบบนี้ ภาษากะเทยเรียกว่าดูออกน่ะ คนเขาดูออก (หัวเราะ) มันก็คงยากที่จะทำให้เขาเบี่ยงเบนไปสนใจสิ่งอื่นๆ  แล้วพอทำซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆ มันก็เหมือนดูละครรีเมคน่ะ คนก็ต้องรู้สึกเบื่อบ้างเป็นธรรมดา

คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่รู้ข่าวการเมืองเลย

ถ้าไม่รู้ข่าวการเมืองเลย เราคงไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ คงไม่มีโซเชียลมีเดีย คงย้อนกลับไปยุคเก่า ถ้าคนไม่มีส่วนร่วมกับการเมืองเลย ระบอบการเมืองเปลี่ยนแน่นอน คงกลายเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่แบบนี้ เป็นสังคมที่คนไม่รู้สึกว่าเขาสามารถใช้ตัวเองเป็นเสียง ถ้าคุณไม่รู้สึกว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับการเมือง คุณก็จะไม่รู้ว่าจะไปเลือกตั้งทำไม สี่ปีของคุณก็คงไร้เป้าหมายไป อย่างถ้าเป็นตัวจิล จิลอยากแต่งงานกับคนที่จิลรัก จิลก็ต้องรอกฏหมายผ่าน เพราะว่าเป็น LGBT แต่ถ้าไม่สนใจการเมือง ไม่สนใจเรื่องกฏหมาย สิ่งนี้ก็คงไม่มีทางเกิดขึ้น

ถ้าคุณมีโอกาสหรืออำนาจพิเศษ สามารถเชิญใครมาสัมภาษณ์ลงในเพจกะเทยนิวส์ได้ คุณอยากเชิญใครมากที่สุด

(ตอบทันที) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาค่ะ

ทำไม

มีหลายคำถามที่เขาต้องตอบ แล้วเขาก็ไม่เคยตอบใครเลย (หัวเราะ)

กะเทยนิวส์

ในฐานะที่คุณเล่าข่าวการเมือง คุณรู้สึกอย่างไรกับการเมืองช่วงนี้

รู้สึกแย่มากๆ (หัวเราะเบาๆ) มันไม่ควรจะมาถึงจุดนี้เลย เราขอใช้คำว่า ทุกคนทำอะไรไม่ฉลาดเลย สำหรับเรานะ เราไม่ได้จะบอกว่าฝ่ายไหนดี ฝ่ายไหนเลว เราแค่รู้สึกว่า คุณขาดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 มากๆ อย่างน้อยถ้าคุณจะเป็นตัวร้ายแห่งศตวรรษที่ 21 คุณก็เป็นตัวร้ายที่เชยมาก สำหรับจิล เราอยากเห็นซีรีส์ซีซั่นใหม่ ไม่ใช่ละครรีเมค (หัวเราะ)

ในยุคนี้ที่ทุกคนมีเครื่องมือในการรายงานข่าวเหมือนๆ กัน ทุกคนรายงานข่าวได้ คุณมีวิธีรับมืออย่างไรกับใครก็ไม่รู้ที่สามารถเล่าข่าว สรุปข่าวได้เหมือนๆ กับคุณบ้างไหม

ด้วยความที่เราเองก็อยู่ในแวดวงสื่อมาก่อนที่จะทำกะเทยนิวส์แล้ว จิลเองไม่ได้เพิ่งจะมาเป็น จิลเองเรียนจบด้านสื่อมา เราค่อนข้างจะรู้ว่าเป็นอย่างไรมาก่อนหน้านี้แล้ว แล้วเราอยู่กับโซเชียลมีเดียมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มต้น จิลเลยเข้าใจว่าไม่ใช่ว่าคุณมีสื่ออะไรก็ทำได้ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณมีอะไรจะพูดหรือเปล่าล่ะ ถ้าคุณไม่มีอะไรจะพูด มีแค่ของ มันจะอยู่ได้ไ่ม่นาน ทุกคนมือถือได้ ถ่ายวีดิโอลง YouTube ได้ แต่คำถามคือ คุณต่างจากคนอื่นๆ ยังไง มันไม่ใช่แค่ว่าคุณเล่าอะไรได้ แต่คำถามคือ ทำไมคนจะต้องมาดูคุณ

กะเทยนิวส์

ณ ตอนนี้ที่เพจกะเทยนิวส์ของคุณได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คุณมีความคิดที่จะขยับขยาย หาคนมาทำคอนเทนต์อื่นๆ เพิ่มเพื่อช่วยคุณ หรือขยายเป็นสำนักข่าวแบบจริงๆ จังเลยไหม

(ตอบทันที) ไม่เคยค่ะ (หัวเราะ) อย่างที่บอกว่าเราคิดจะปิดเพจอยู่ตลอดเวลาด้วยซ้ำ สัมภาษณ์ที่ไหนก็พูดคำนี้เหมือนกันว่า ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพจที่มีคนกดไลค์หลักล้านอีกต่อไป แต่กลับมองว่าจะปิดเพจทุกเมื่อเชื่อวันด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ก็ยังคิดอยู่ แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ Demand ของลูกเพจ ต้องพูดแบบนี้จริงๆ ค่ะ ถ้าถึงจุดที่บังคับให้เราต้องทำ เช่นลูกเพจเรียกร้องว่าอยากเสพมีเดืยอื่นๆ แค่เขียนสรุปข่าวอาจจะไม่พอแล้ว แล้วเราเองก็พร้อม เช่นมีทุน หรือมีทีมมากขึ้น ก็อาจจะขยับขยาย อาจจะทำคลิปสั้้นๆ ต้นชั่วโมงอะไรแบบนี้ค่ะ ถ้าเป็นไปได้นะ แต่ถ้าทำตัวคนเดียว ก็อาจจะใช้วิธีไปจอยกับคนอื่น ตอนนี้ก็มีคุยๆ กับบางเจ้าที่เราอาจจะได้ไปร่วมจอยกับเขา น่าจะเป็นรูปแบบนี้มากกว่า เพราะว่าเราเองก็ตัวคนเดียว  อะไรที่ทำด้วยคนเดียวไม่ไหวก็จะไม่ทำ จิลจะไม่เค้นในสิ่งที่จิลไม่มี

คุณเคยคิดจะเล่าข่าวอื่นๆ นอกจากข่าวการเมืองลงในเพจกะเทยนิวส์บ้างไหม

เล่า เคยเล่าไปแล้ว อย่างมีช่วงหนึ่งคนกำลังอินกับข่าวการเมืองไปหมด แล้วเราก็คิดว่าจะเอาข่าวอะไรมาเล่าให้มันตลกดี มีครั้งหนึ่งจิลไปเจอคลิปข่าวเก่าเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว จิลเพิ่งจะเจอ มันตลกมาก ก็คือมีผู้ชายคนหนึ่งทำรถหาย รถโดนขโมยไป แล้วเขาไปแจ้งความไว้ แต่ไม่มีอะไรคืบหน้า ผ่านไปประมาณสองสามเดือน มีคนขับรถผ่านไปแถวๆ สนามหลวง แล้วเขาเดินอยู่แถวนั้นพอดี เขาก็เจอรถคันนั้นอยู่ข้างหน้า (หัวเราะ) แล้วเขาก็รู้ว่านี่รถฉัน ก็เลยหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อจะ Live สด แล้วผู้หญิงอีกคนก็โทรหา 191 เพื่อจะบอกว่าเจอรถแล้ว แล้วเขาก็ขับรถเพื่อจะไล่ล่ารถคันนั้น เหตุการณ์ใน Live นั้นตลกมาก กว่า 191 จะรู้ก็ช้ามากว่ารถหายไปไหน ในขณะที่กำลังไล่ล่ารถกันอยู่ มันคือ Fast & Furious ดีๆ นี่เอง

แต่ว่าพอเป็นแบบไทยๆ สุดท้ายก็ไปตายกันอยู่ที่แยกที่รถติด (หัวเราะ) แล้วตำรวจเพิ่งจะตามมาได้ทีหลัง แล้วก็ไม่ใช่ 191 ด้วย เป็นตำรวจที่ ว. หากัน แล้วตอนนั้นก็หมดเวรไปแล้วและบังเอิญอยู่แถวนั้นพอดี เรารู้สึกว่าเหตุการณ์แบบนี้มัน This is so Thai. เป็นตัวแทนของความเป็นสังคมไทย นี่ขนาดไม่เกี่ยวกับการเมืองเลยนะ แต่มันเป็นปัญหาการเมืองทั้งนั้นเลย มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง คุณคิดว่าเหตุการณ์รถหายแบบนี้จะเจอในประเทศโลกที่หนึ่งไหม ไม่มีทาง! ประเภทว่ารถหาย ตำรวจตามไม่เจอ แต่เจ้าของเจอก่อน แล้วคนที่ขโมยก็ไม่ทำลายหลักฐาน ไม่เปลี่ยนทะเบียนด้วย เจ้าของบอกเองเลยว่า ผมคิดว่ารถผมคงเป็นเศษเหล็กไปแล้วด้วยซ้้ำ เราก็เลยพยายามจะหาข่าวอะไรพวกนี้มาเล่าด้วย ตลกดี (หัวเราะ)

ข่าวแบบไหนที่คุณจะไม่มีวันหยิบมาเล่าในเพจกะเทยนิวส์โดยเด็ดขาด

ข่าวประเภทการเสียบประจานคนอื่น จะไม่ทำ ต่อให้คนคนนั้นทำผิดมากๆ จิลจะไม่ทำตัวเป็นศาลเตี้ย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ แต่ไม่ใช่หน้าที่จิล แต่ก็อาจจะสรุปเป็นข่าวประจำวันเป็นแค่ Bullet เล็กๆ แต่จะไม่มีการพุ่งประเด็นไปหาคนๆ นั้น เป็นพิเศษ บางเพจอาจจะทำเพราะมองว่าเป็นความถูกต้อง แต่กะเทยนิวส์จะไม่ทำ

คุณคิดว่าเหยี่ยวเทยจะมีโอกาสเล่าข่าวการเมืองในโทนสดใส ชื่นชม แทนที่จะเป็นโทนตลกหรือเสียดสีจิกกัดบ้างไหม

เราว่าถ้ามีโอกาสก็คงได้เล่านั่นแหละ เราว่าโทนตลกกับสดใสมันไม่ได้ห่างกันมากหรอก ถ้าข่าวการเมืองดี เราดีกลับอยู่แล้ว เราคงไม่ด่าทุกอย่างที่ขวางหน้าหรอก ที่ผ่านมามีหลายข่าวที่เหยี่ยวเทยก็ชื่นชมนะคะ ถ้าทำดีก็ชื่นชม

ในวงการสื่อจะมีคำว่า Gatekeeper คือสือจะมองว่าตัวเองคือคนที่มีหน้าที่เป็นยามเฝ้าประตู คอยคัดกรองข่าวที่จะทำเสนอสู่ผู้คน ตัวคุณและเพจกะเทยนิวส์มองว่าตัวเองเป็นแบบนั้นไหม

ใช่ค่ะ เราก็คัดกรองอยู่ อย่างที่จิลบอกว่ามีบางข่าวที่จิลปัดทิ้ง ไม่เลือก จิลกล้าที่จะบอกว่าจงไหมไหม ก็ใช่ ใช่เลยค่ะ เพราะว่าจิลคัดกรองข่าวตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่า ฉันอยากจะโฟกัสที่ข่าวนี้ แต่ไม่ได้แปลว่าฉันไม่รู้ข่าวนั้นนะ ฉันรู้ แต่ฉันอยากจะโฟกัสกับข่าวนี้ก่อน ข่าวเกิดขึ้นเป็นร้อยเป็นพัน ในความจริงคุณไม่สามารถจะเอาร้อยข่าวมาเล่าได้ คนไม่อ่านหรอกเอาจริงๆ

มีเป้าหมายบ้างไหมว่าเพจกะเทยนิวส์จะเป็นอย่างไรในอนาคต

ก็ไปเรื่อยๆ เท่าที่มันเป็น ก็คงจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไปพักใหญ่ๆ เลยค่ะ เพราะเราเองก็คำนวณตัวเองแล้วว่าคงยากที่จะขยายมีเดีย มากสุกก็แค่ไปจอยกับชาวบ้านอย่างที่บอก แต่ที่อยากทำแน่ๆ คือเรื่องของความหลากหลายทางเพศ เพราะว่าเพจเรามันใกล้กับประเด็นนี้ที่สุด เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรา แล้วเราก็สามารถที่จะเข้าใจกับมันได้โดยทันที เป็นกระบอกเสียงได้โดยตรง

กะเทยนิวส์ขออนุญาตถามตรงๆ ว่า คุณยังมีหวังกับประเทศนี้อยู่บ้างไหม

(ตอบทันที) หวังสิ ถ้าไม่หวังเราคงปิดเพจไปแล้ว (หัวเราะ) อย่างน้อยที่เราทำเพจนี้ เรารู้สึกว่าเราอยากให้คนสนใจการเมืองมากขึ้น การที่คุณเห็นปัญหาแล้วไม่เพิกเฉย เราว่าเราเองก็ประสบความสำเร็จในเชิงการเมืองแล้ว อีกอย่างคือถ้าตัดเรื่องการเมืองออกไป เราเองก็ได้ลองฝีมือตัวเองด้วย การที่คนเรากลายเป็นคนที่มีคุณภาพมากขึ้น อย่างน้อยก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศนี้แล้วล่ะ

แล้วตัวคุณเองหวังว่าความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันจะจบลงได้ไหม

หวังว่ามันจะจบลง แต่ไม่แน่ใจว่าจะจบภายใต้ช่วงชีวิตของจิลหรือเปล่า อาจจะเป็นรุ่นต่อๆ ไปสองสามรุ่น ส่วนตัวจิลเชื่อในความเปลี่ยนแปลง แต่จิลเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่เกิดขึ้นในชั่วชีวิตของจิลแล้ว ปลงแล้ว (หัวเราะ) คงไม่ทันแล้วล่ะ แต่ก็จะบอกกับรุ่นน้องๆ เด็กๆ ว่า เฮ้ย มันเป็นโอกาสของคุณที่จะเปลี่ยนแปลงแล้ว คุณอย่ายอมแพ้ ฉันยอมแพ้ได้แค่คุณห้ามยอมแพ้ แกต้องใช้โอกาสนี้

แล้วถ้าเกิดสมมติว่ามันจบจริงๆ คุณเองหวังว่าจะยังทำเพจกะเทยนิวส์ต่อไปไหม

ทำ! ทำต่อ มีข่าวให้รายงานอีกเยอะ โลกมันแคบลงแล้วค่ะ ยังมีอีกหลายวงการที่เราอยากไปแตะ การเมืองไม่มีทางหยุดนิ่งหรอก จริงๆ แล้วประเทศไทยช้าไปมากนะคะ ช้าไปมาก เรายังมานั่งถกเถียงเรื่องประชาธิปไตยกับเผด็จการกันอยู่เลย

ในขณะที่ในระดับโลกคุยกันเรื่องโลกร้อน หรือปัญหา AI จะมาแย่งงานเราแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องเพศ เรื่องอัตลักษณ์ของคน ความปลอดภัยในการตรวจสอบข้อมูล เรื่อง Blockchain โอ๊ย ยังมีอีกเยอะที่เราจะต้องพูด แล้วเรื่องพวกนี้ก็จะต้องนำมาพูดเกี่ยวกับเรื่องการเมืองด้วยนะคะ ถ้าเกิดสมมติว่ารถไร้คนขับทำได้สำเร็จ แล้วแมชท์เข้ากับแอพลิเคชันเรียกรถเมื่อไหร่ จะมีคนตกงานอีกเพียบเลย นี่มันเป็นปัญหาการเมืองชัดๆ ซึ่งไทยยังไกลจากเรื่องตรงนี้มากๆ เลย

กะเทยนิวส์อยากมากๆ ที่จะรายงานข่าวเหล่านั้น แต่ก็ไม่มีโอกาสไปแตะถึงตรงนั้นได้ซักที เพราะว่าการเมืองไม่พาเราไปถึงจุดๆ นั้นสักที เราพร้อมที่จะไปถึงจุดๆ นั้นแล้วค่ะ (หัวเราะ)

คำถามสุดท้าย-คุณคิดว่าข่าวหรือการเสพข่าว ทำให้สังคมดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง

ลำพังเฉพาะข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเปลี่ยนสังคมไม่ได้ แต่วิธีนำเสนอข่าวเปลี่ยนได้ จะเปลี่ยนได้ยังไง ก็คงต้องกลับไปตอนต้นเลยค่ะ เรื่องอุดมการณ์ แนวคิด ข้างที่คุณเลือกยึดถือ คุณมีพลังมากพอไหมที่จะนำเสนอข่าวพร้อมกับผลักสังคมไปข้างหน้า คุณรายงานข่าวไปวันๆ แล้วรับเงินก็จบหรือเปล่า จิลไม่ได้รับเงินในการรายงานข่าว แต่จิลทำเพราะอย่างน้อยก็สร้างเสียงหัวเราะเล็กๆ น้อยๆ เราเชื่อในฟันเฟืองเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละ ที่จะพาให้สังคมก้าวไปข้างหน้า

จิลเชื่อว่าพลังเล็กๆ นี่แหละสำคัญ เพจต่างๆ สำนักข่าวต่างๆ คุณเคยถามตัวเองไหมว่าทำเพื่ออะไร จิลถามตัวเองเสมอ จิลเลยมีความคิดอยากจะปิดเพจอยู่ตลอดไง (หัวเราะ) เพราะว่ามันเหนื่อย จิลถามตัวเองตลอดว่าทำเพื่ออะไร ถ้ามันถึงจุดสิ้นสุด จิลยินดีที่จะปิดเพจ ปิดไม่ได้หมายความว่าจบสิ้น ปิดหมายถึงส่งไม้ต่อ ให้คนอื่นมาทำต่อ ปิดเพื่ออย่างน้อยว่ามีลูกเพจที่จะจำเราได้ และยึดเราเป็น Role Model บางอย่างของสื่อ เราอยากให้สื่อเป็นแรงบันดาลใจอะไรบางอย่างแก่คนอ่าน เราว่าสิ่งนี้แหละเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ แล้วเราก็อยากให้เป็นแบบนั้น

[Sassy_Social_Share]
204