เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทันทีที่ “เขตต์ – ธศร ทักษิณาพันธ์” พนักงานสายการบิน และ “เติ้ล-กันต์ภูชิสส์ ประดิษฐ์แท่น” ฟรีแลนซ์เมคอัพอาร์ติสและอาจารย์มหาวิทยาลัย ก้าวออกจากอพาร์ตเมนต์ นิวยอร์คเกอร์ต่างให้ความสนใจและตื่นเต้น บางคนก็ขอเข้ามาเซลฟี่กับคนไทยสองคนที่เลือกที่จะแต่งชุดมวยไทยสีฉูดฉาด และมีรูปลอกรอยสักแปะทั่วร่างกาย เพื่อเตรียมตัวเข้าเดินในขบวน NYC Pride march ซึ่งเป็นพาเหรดการเดินขบวนของชาว LGBT ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนี่งในโลก

แม้ว่าชื่อเสียงของเขาทั้งสองคนอาจไม่ได้เปรี้ยงปร้าง แต่ก็น่าจะมากพอที่ทำให้คนไทย และนิวยอร์คเกอร์หลายคนหันมามองเครื่องแต่งกายแบบมวยไทยสีสันแสบทรวงสะดุดตา ขบวนที่พวกเขาเดินอยู่ แต่เมื่อทั้งคู่ถอดนวมและกางเกงมวยไทยออก พวกเขาก็เป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบผู้คนทั่วๆ ไป ประกอบอาชีพในระดับที่ได้รับการยอมรับ และมีความมุ่งหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าเมืองไทยจะกลายเป็นดินแดนที่เป็นเป้าหมายสุดท้ายของความหลากหลายทางเพศ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น พวกเขาทั้งคู่อยากให้การเหยียดหน้าตา รูปร่าง และเพศสภาพของผู้คนหายไปจากสังคมไทยเสียที

Q: เล่าเรื่องประสบการณ์ในการไปเดินพาเหรด NYC Pride march หน่อย

เขตต์ : จากตอนนั้นที่เราไปเดินมา ถึงตอนนี้ก็ 5 เดือนแล้วเนอะ มันก็เป็นประสบการณ์อันหนึ่งที่เรารู้สึกว่ามันดีมากๆ จุดเริ่มต้นก็คือเรากับเติ้ลคุยกันว่า ช่วงนั้นเราอยากไปเที่ยวนิวยอร์คอยู่แล้ว และพอดีเติ้ลรู้จักกับเพื่อนคนหนึ่ง คืออาร์มแชร์ (อาร์มแชร์-ปรัชญ์ ศรีนาค คนไทยที่อาศัยอยู่ที่นิวยอร์ค) ที่เคยเดินในงาน NYC Pride march ทุกปี ก็เลยแบบ…เติ้ล พาไปเดินหน่อย (หัวเราะ)

เติ้ล : ต้องเล่าก่อนว่าปีก่อนหน้านั้นเธอ (เขตต์) ก็ไปนี่ แต่ว่าไปในฐานะคนดู นางก็เลยบอกว่า พาไปอยู่ในขบวนนั้นหน่อย เราก็โอเค เพราะเราก็รู้จักกับคนที่เดินอยู่แล้ว เสร็จปุ๊บเราก็ทำการติดต่อลงทะเบียนเรียบร้อย เราก็เลยมานั่งคิดว่าจะทำคอนเซปท์อะไรกันดี นางก็เลยบอกว่า ไม่อยากเดินแบบสวยๆ เราก็เลยมาคิดว่า พอไปเดินแล้วเนี่ย เราก็เหมือนเป็นหนึ่งในตัวแทนของประเทศไทย ก็เลยคิดว่าจะเอาอะไรไปพรีเซนต์ให้คนต่างชาติรับรู้ว่า ประเทศไทยเราก็ต่อสู้และรณรงค์เพื่อ LGBT เหมือนกัน

เขตต์ : จริงๆ แล้วด้วยความที่เติ้ลเป็นช่างแต่งหน้ามืออาชีพอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาก็เลยจะมีมุมมอง มีความคิดสร้างสรรค์อยู่แล้ว เขาก็เลยบอกว่า เฮ้ยแก ถ้างั้นฉันขอหนึ่งวัน ไปเดินดูตุ๊กตุ๊ก ไปดูวัดอรุณเพื่อรีเสิร์ช แต่สุดท้ายก็คือ ด้วยความที่เขตต์ต่อยมวยไทยเพื่อออกกำลังกายอยู่แล้ว สุดท้ายเราก็เลยคุยกับเติ้ลว่า “เอางี้มั้ยวะ ในเมื่อเรามีนวมสีชมพูอยู่แล้ว ลองเอาไปทำอะไรดูดีมั้ย” เติ้ลก็เลยกลับไปทำการบ้าน ก็เลยออกมาเป็นชุดมวยไทย

 

Q: ทำไมต้องเป็นชุดมวยไทย

เติ้ล : เพราะว่ามันมีความ Masculer มันคือความกำยำล่ำสัน มันคือกีฬาที่ผู้ชายเล่น ด้วยความที่เราก็มีความเป็นผู้ชายอยู่ เพราะฉะนั้นเราจะเสนอความเป็นผู้ชายออกมาด้วยกีฬามวยไทย แต่เราเอามาทวิสต์ด้วยการใส่กลิตเตอร์เข้าไป ใส่สีสัน ใส่รองเท้าส้นสูงหกนิ้วเข้าไป แต่มันก็ยังมีรอยสักที่แสดงความเป็นผู้ชายอยู่ ก็เลยเอามาทำให้มัน Contrast กัน

เขตต์ : แต่จริงๆ มันมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น เราเรียกธีมการแต่งตัวนี้ว่า Siamese Revellers! ซึ่งมีหมายความว่าเราเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของกลุ่มพวกเราเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิความเท่าเทียมและความหลายหลายทางเพศ หรือสิทธิในการใช้ชีวิตในสังคมอย่างปกติเหมือนคนทั่วๆ ไป แล้วมวยไทยมันก็มีความหมายตรงตัวหมายถึงการต่อสู้ ซึ่งคนทั่วโลกเห็นแล้วก็จะรู้ว่านี่คือไทยแลนด์ ก็เลยเป็นที่มาของธีมมวยไทย


Q: อยากให้เล่าบรรยากาศระหว่างเดินขบวนหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง

เขตต์ : เอาตั้งแต่แต่งตัวเสร็จเลยนะ คือเราเริ่มแต่งตัวกันตั้งแต่หกโมงเช้า พอแต่งตัวเสร็จเราก็เดินออกมาจากอพาร์ตเมนต์ ก็มีผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่กำลังทำงาน ขนของอะไรขึ้นรถอยู่สักอย่างหนึ่ง เขาก็แบบ เฮ้ย ยูๆๆ (หัวเราะ) คุณสวยจัง อยากถ่ายรูปด้วย เราก็เลยเดินเข้าไปให้เขาถ่ายรูป พอเขาได้ยินเสียงเราปุ๊ป เขาก็ อ้าว…(หัวเราะ) คือเขาอาจจะตกใจที่เขาเห็นเราแล้วคิดว่าเราเป็นผู้หญิง พอเขารู้ความจริงแล้วเขาก็เดินออกมา แต่พอไปถึงที่งานแล้วเนี่ย จริงๆ ตอนแรกเราไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับความสนใจจากคนร่วมงานและสื่อมากขนาดนี้ มันเป็นโมเมนต์ที่เรารู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่มาก

เติ้ล : ใช่ ขนาดเรานั่งแท็กซี่ออกมาจากอพาร์ตเมนต์ ซึ่งระหว่างทางก็ไกลพอสมควร ทุกคนที่เดินถนนอยู่ก็แต่งตัวเพื่อเฉลิมฉลอง มีธงสายรุ้งเต็มไปหมดทุกที่ ผู้คนพร้อมที่จะออกมารณรงค์กับแคมเปญนี้ พอไปถึงคนก็เยอะมากจริงๆ กว่าจะเดินหาเพื่อนเพื่อไปตั้งขบวนที่มีอยู่กว่า 50 ขบวน ซึ่งเราอยู่ขบวนที่ 11 เราก็ต้องเดินฝ่าขบวนเข้าไปอีก ต้องมี Security ต้องมี Wristband กว่าจะได้เข้าไปเดิน

เขตต์ : แต่ทุกคนที่เราเดินผ่าน ทุกคนหันมาแล้วบอกว่า You’re look so amazing! เขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ เพราะว่ามันคือการแสดงความคิดสร้างสรรค์แบบสุดๆ เลย แล้วตอนที่เดินจริงๆ คนที่อยู่สองข้างทางก็จะเรียกพวกเราว่า ยูๆ เข้ามานี่หน่อย ขอชนนวมหน่อย ยูสองคนอเมซซิ่งมากๆ มันเป็นอะไรที่แปลกใหม่มากๆ

เติ้ล : แล้วเขาก็แบบดูตื่นเต้น อ๊ายๆๆ สองข้างทางคนเยอะมากจริงๆ เราสัมผัสได้ว่า คนที่อยู่สองข้างทางเขาดูตื่นเต้นกับเราจริงๆ

เขตต์ : ซึ่งเมื่อปีที่แล้วมีคนมาร่วมงานจากทั่วโลกประมาณสองล้านคน ซึ่งมันเยอะมากๆ

เติ้ล : คือถนนแถวนั้นว่าใหญ่แล้ว อารมณ์ประมาณถนนสาทรที่มีหลายๆ เลน แต่ข้างทางคนก็เบียดกันจนเต็มฟุตบาธเลย

เขตต์ : โมเมนต์อีกอันหนึ่งที่ประทับใจคือตอนที่มีการถ่ายทอดสดงานขบวนนี้ออกโทรทัศน์ในอเมริกา มีช่วงหนึ่งที่พิธีกรพูดถึงเราสองคนว่านี่คือนักสู้จากเมืองไทย แล้วเมืองไทยเป็นเมืองที่ดังมากเรื่องมวยไทย ซึ่งมันเป็นการถ่ายทอดสดออกไปทั่วโลก เราก็เลยรู้สึกภูมิใจ ปลาบปลื้มมาก


Q: การเดินขบวนพาเหรดของ LGBT ทั่วโลกมีความสำคัญอย่างไรต่อความหลากหลายทางเพศ

เขตต์ : คือต้องบอกว่า การเดินรณรงค์ของกลุ่มพวกเรา ไม่ได้เป็นการเดินแค่เพื่อความสวยงาม แต่ว่ามันคือการแสดงพลัง เหมือนกับเวลาที่ผู้หญิงที่ต้องการเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง เขาก็จะออกมาเดินรณรงค์ มันก็คือความหมายเดียวกัน แต่ต้องยอมรับว่าแต่ก่อน กลุ่มพวกเราไม่ได้เป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับการยอมรับสักเท่าไหร่ แล้วมันมีเหตุการณ์ Stonewall riots* เกิดขี้นที่อเมริกา ซึ่งมีการทำร้ายร่างกายกัน ซึ่งมันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินรณรงค์ หรือที่เรียกว่า Pride march ซึ่งก็มีมา 49 ปี ในปีหน้าก็จะครบ 50 ปีแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การแสดงพลังเฉพาะของกลุ่มพวกเราอย่างเดียว แต่เวลาเราไปเดิน จะเห็นว่าจะมีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง พ่อแม่พาลูกเด็กเล็กแดงมาเดินด้วย เพื่อเป็นการแสดงว่า ฉันก็ยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น ตราบใดที่คุณเป็นคนดี

 

Q: ในชีวิตของการเป็นเกย์ ตั้งแต่ค้นพบตัวตนจนถึงตอนนี้ มีความรู้สึกว่าชีวิตยุ่งยากหรือง่ายขึ้นอย่างไรบ้าง

เติ้ล : ถ้าสมมติว่าพูดถึงตั้งแต่เด็กเลยเนี่ย มันก็ยากพอสมควร เพราะว่าเราเริ่มรู้ตัวในช่วงยุคปลาย 90’s ตอนนั้นสังคมก็ยังไม่ได้ยอมรับมากสักเท่าไหร่ แล้วเราก็ยังไม่รู้หรอกว่าตัวเราตอนเด็กๆ สมัยประถมเราเป็นอะไรกันแน่ เรารู้แค่ว่าเราต่างจากคนอื่น แล้วเราก็เริ่มที่จะถูกเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ มันก็ค่อนข้างที่จะยากในการดำรงอยู่ในสังคม ณ ตอนนั้นพอสมควร

เขตต์ : สำหรับตัวเขตต์เอง เขตต์รู้สึกว่าโชคดีที่เกิดมาในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ยอมรับในตอนแรก แต่ก็เข้าใจ เพราะฉะนั้นก็เลยอาจจะมีความยากลำบากในการเติบโตขึ้นมาเป็นแบบนี้ อาจจะโดนเพื่อนล้อบ้าง มีเพื่อนของแม่ที่มาพูดกับแม่ แล้วแม่รู้สึกไม่ดีบ้าง แต่เราก็ผ่านจุดนั้นมาได้ เพราะว่าเราสามารถพิสูจน์ให้เขาเห็นได้ว่า การที่เราเป็นแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย จริงๆ แล้วเราสามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่างเท่ากับคนอื่น หรืออาจจะมากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำไป พ่อกับแม่ก็เลยรู้สึกว่า อ่ะ ไม่เป็นไร เป็นได้ ตราบใดที่ยูยังเป็นคนดี เป็นคนที่มีความสามารถอยู่ ถ้าเกิดถามจริงๆ เราต้องยอมรับว่าสมัยก่อนกับสมัยนี้มันต่างกัน สังคมเปิดกว้างขึ้น เขตต์เคยถามเพื่อนที่เพิ่งจะมีลูกว่า จะโอเคมั้ยถ้าลูกโตขึ้นมาแล้วไม่ได้เป็นชายจริงหญิงแท้ ซึ่ง 99% ของคำตอบของเพื่อนเหล่านั้นก็คือ เขาโอเคมากๆ ที่ลูกจะเป็นอะไรก็ได้ ตราบใดที่ลูกเป็นคนดี แค่นั้นเอง

เติ้ล : อย่างตัวเติ้ลเองเวลาที่กลับบ้านต่างจังหวัด ก็มีคุณป้าท่านหนึ่งที่มีหลาน เขาก็บอกว่า โอ๊ย ไม่ได้ซีเรียสหรอกว่าลูกจะเป็นยังไง เพราะว่าโตขึ้นมาเป็นเหมือนอย่างเรามันก็ยังดีกว่าคนที่เป็นชายหญิงปกติด้วยซ้ำ ป้าโอเคมาก อะไรอย่างนี้ เราก็รู้สึกดีใจที่เราเป็นคนคนหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนมุมมองของคนยุคเก่าว่าการเกิดมาเป็นแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผิด คนเรามันเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นคนดีได้

 

Q: รู้สึกว่าสังคมไทยมันเหมาะไหมกับการใช้ชีวิตของเกย์

เขตต์ : เขตต์มองว่าคนไทยหลายคนคิดว่าเมืองไทยคือสวรรค์ของกลุ่มคน LGBT เลยก็ว่าได้ ด้วยความที่ว่ามันเป็นเมืองที่เสรีมาก ใครอยากทำอะไรก็ได้ ไม่มีใครมาคอยตำหนิหรือต่อว่า แล้วตอนนี้ก็มีโครงการที่รณรงค์ให้เมืองไทยเป็นเป้าหมายของกลุ่ม LGBT ในเรื่องของการท่องเที่ยว ที่เปิดรับการท่องเที่ยวของกลุ่ม LGBT ให้มาท่องเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น

 

Q: คิดอย่างไรกับการที่คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่าชีวิตของกลุ่ม LGBT มักจะโฉ่งฉ่าง มีสีสัน

เติ้ล : อย่างตัวเติ้ลเองที่เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย และเป็นช่างแต่งหน้าอิสระ ถ้าสมมติช่วงไหนทำงานหนักๆ บางครั้งก็จะหมดไฟ เราก็เลยชอบออกไปหาแรงบันดาลใจข้างนอกด้วยการออกไปเที่ยว หรือไปวัด ไปดูผู้คน ไปดูเมือง เพื่อมาต่อยอดกับแรงบันดาลใจในหัวของเรา

เขตต์ : ถ้าเกิดว่างจริงๆ ก็คือเที่ยวอย่างเดียวเลยครับ เพราะรู้สึกว่าเวลาเราเดินทางท่องเที่ยว มันทำให้เราเรียนรู้อะไรเยอะมาก ทั้งเรื่องของการใช้ชีวิต เรื่องของการเจอผู้คน เรื่องสัจธรรมของชีวิต มันทำให้เราโตขึ้น แล้วก็สามารถเก็บเอาความรู้พวกนี้มาใช้กับชีวิตประจำวันได้

เติ้ล : จริงๆ มันก็ใช่ เพราะด้วยตัวเราเองก็ไม่ได้มีครอบครัว เราอยากที่จะใช้ชีวิต เราอยากจะทำอะไรที่เราอยากจะทำ ไม่ต้องกังวลถึงคนอื่นๆ เราก็เลยทำอะไรได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นเมื่อเราอยากทำอะไร เราก็อยากทำให้มันเต็มที่ เราก็เลยไม่ต้องแคร์สายตาของคนที่มองด้วยซ้ำ เพราะว่าเราไม่ต้องแคร์ว่าจะมีคนมาพูดกับลูกเราว่าเราไปทำอะไรแบบนี้หรือเปล่า เพราะว่าสิ่งที่เราทำมันเลยเป็นสิ่งที่เราอยากจะทำจริงๆ แล้วเราก็มีความสุขกับมัน

เขตต์ : ที่บอกว่าเรามีชีวิตโฉ่งฉ่างมันอาจจะเป็นเพราะการแสดงออกของพวกเราหรือเปล่า ที่บางทีอาจจะเหมือนไม่แคร์คนอื่น เหมือนอย่างที่เติ้ลบอกว่า เนื่องจากการที่เราโตมาเป็นแบบนี้ เรามี Mentality ที่รู้กันว่า ฉันไม่แคร์ อะไรแบบนี้ มันก็เลยทำให้คนภายนอกมองกลุ่มเราว่าเป็นคนที่มีความแรง ทั้งการใช้คำพูด การแสดงออกในที่สาธารณะ

เติ้ล : มันก็ไม่ใช่ LGBT ทุกคนที่จะแสดงออกด้วยความรุนแรง โฉ่งฉ่างขนาดนั้น คนที่เรียบร้อยก็มี แต่ว่าเราไม่ได้ไปมองคนที่เรียบร้อย เพราะว่าคนที่เรียบร้อยก็คือคนปกติ แต่คนที่แสดงออกก็จะเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่โดดเด่น เสียงดังขึ้นมา เป็นที่สนใจของคนทั่วๆ ไป ก็เหมือนคนที่เป็นหญิงชายที่แสดงพฤติกรรมที่โฉ่งฉ่างบางอย่างออกมา มันก็มีเหมือนกัน สิ่งนี้มันก็เลยกลายมาเป็นคาแร็คเตอร์ของเรา


Q: บางคนชอบคิดว่า เกย์คือคนที่อยากเป็นผู้หญิง คิดอย่างไร

เติ้ล : ไม่เสมอไป เมื่อก่อนตอนสมัยเด็กๆ เรายังไม่รู้ว่าเกย์คืออะไร เรารู้แต่คำว่ากะเทยคืออะไร ตุ๊ดคืออะไร เพราะฉะนั้นตอนที่เราโตมาเราก็รู้ตัวว่า อ๋อ เราไม่ใช่ผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิงนะ โตไปเราต้องแต่งหญิง แต่พอเราโตขึ้นจริงๆ เราก็รู้ว่ามันไม่ใช่ มันมีความหลากหลายเกิดขึ้นมา มันมีคำว่าเกย์เกิดขึ้น ภายใต้คำว่าเกย์มันมีความหลากหลาย มีความกว้างของมันอยู่ ซึ่งเราก็ค้นพบว่า เราไม่ได้อยากแต่งหญิง เราแค่มีความสุขกับการได้แต่งอะไรบางอย่างที่เลียนแบบผู้หญิงแล้วเรามีความสุข

เขตต์ : จริงๆ ต้องขอบคุณอินเทอร์เน็ตที่เข้ามามีบทบาทค่อนข้างเยอะ ที่ทำให้เข้ามาเปลี่ยนโลก เปลี่ยนมุมมองของคนไทยไปเลย เรื่องที่ว่าแต่ก่อนอาจจะมีแค่ตุ๊ดกับกะเทย มันก็เริ่มจะมีอะไรมากขึ้นอย่างที่เติ้ลบอก ก็คือคนจะเข้าใจความหมายของคำว่าเกย์ ไบเซ็กชวล ทรานส์เจนเดอร์มากขึ้น แล้วคนที่กำลังเป็นเด็กแล้วกำลังจะเติบโตก็จะได้รู้ว่าฉันเป็นแบบนี้ นี่คือนิยามของฉัน ฉันไม่ได้เป็นตุ๊ดนะ แต่ฉันเป็นแบบนี้

เติ้ล : จริงๆ สังคมสมัยนี้แทบจะไม่มีเพศแล้ว ไม่ว่าใครก็ตาม เรื่องของเพศหญิง เพศชายมันแทบจะตัดออกไปได้เลย
เขตต์ : จริงๆ มันมีตัวอย่างที่น่าสนใจมากคือมีเพื่อนผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่ง แล้วเขาเคยมีแฟนทั้งที่เป็นผู้ชาย ผู้หญิง เกย์ แล้วเราก็ถามเขาว่า ทำไมเขาถึงเป็นแบบนั้น เขาบอกว่า “เขตต์รู้ไหมว่า ฉันไม่ได้รักคนคนนี้ที่เขาเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย แต่ฉันรักเขาที่เขาเป็นแบบนี้ นิสัยเขาเป็นแบบนี้” เพราะฉะนั้น เรื่องหน้าตา ผม หนวด ไม่ได้เป็นสิ่งที่กำหนดความรักของเขาเลย เขารักคนๆ นั้นเพราะว่าเขาเป็นคนๆ นั้น Mer-gender (ไร้เพศ) อย่างแท้จริง

 

Q: คิดว่าสังคมยังต้องทำความเข้าใจอะไรเกี่ยวกับเกย์มากขึ้นอีกบ้าง

เติ้ล : อยากให้เข้าใจคนๆ นั้นมากกว่าที่จะตัดสินเขาจากแค่รูปลักษณ์ภายนอก หรือเพศสภาพอะไรอย่างนี้ อยากให้มองว่า เฮ้ย เขาเป็นคนดีมั้ย เขาทำอะไรเพื่อสังคมหรือเปล่า เขามีปัญหาอะไรหรือเปล่า ลองเดินไปถามเขา เป็นห่วงความรู้สึกและแคร์ความรู้สึกของคนที่แตกต่างจากหญิงและชายทั่วไป

เขตต์ : ส่วนตัวแล้วเขตต์มีเพื่อนที่รู้สึกว่าเขาไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ ด้วยเรื่องของข้อจำกัดในครอบครัว เพื่อนบางคนก็เป็น แต่ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติได้ เพราะว่าพ่อแม่อาจจะยังไม่ยอมรับ เพราะฉะนั้นคนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่เกิดภาวะโรคซึมเศร้าได้ง่ายมาก เพราะว่าตัวเองต้อง แสดงออกแต่ในมุมแคบๆ แต่พอไปอยู่ในสังคมจริงๆ แล้วเนี่ย เขาต้อง Pretend ตัวเองว่าเขาต้องเป็นผู้ชายจริงหรือผู้หญิงแท้ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากถึงสังคมไทย คุณพ่อคุณแม่สมัยใหม่ อยากให้ลองทำความเข้าใจ จริงๆ พ่อแม่ทุกคนรักลูกอยู่แล้ว อันนี้เข้าใจได้ง่ายมากๆ เลย แต่การที่ปล่อยให้เขาได้เป็นตัวของเขาเอง ได้ใช้ชีวิตในแบบที่เขาอยากจะเป็น มันคืออะไรที่เป็นที่สุดของชีวิตแล้ว ตราบใดที่เขาเป็นคนดี

เติ้ล : เรารู้สึกว่า ถ้าปล่อยเขาไปแล้ว ตัวพ่อแม่เองก็น่าจะมีความสุขด้วยเนอะ เพราะว่าบรรยากาศรายรอบมันก็จะมีความสุขไปด้วย เพราะว่าไม่ต้องมานั่งเฟคใส่กันอีกแล้ว


Q: คิดว่าอะไรคือความฝันสูงสุดที่คนเป็นเกย์คนหนึ่งจะต้องการ

เขตต์ : สำหรับเขตต์ ทุกคนจะรู้ดีว่าความฝันของเขตต์คือการได้แต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีครอบครัว อะไรอย่างนี้ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากหลายๆ ส่วนด้วย ไม่ว่าจะเป็นทางภาครัฐหรือสังคมก็ตาม เพราะว่าตอนนี้อย่างที่ทราบกันก็คือว่า มีการพยายามสนับสนุนร่างพ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต* ของกลุ่มเพศทางเลือก อันนี้เป็นสิ่งที่หวังสูงสุดแล้ว เพราะว่าตอนนี้หน้าที่การงานก็โอเคแล้ว ก็เลยอยากแต่งงาน (หัวเราะ)

เติ้ล : ของตัวเติ้ลเองน่าจะเป็นการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในสิ่งที่เราตั้งไว้เรื่อยๆ ก็คือการเป็นช่างแต่งหน้าที่ประสบความสำเร็จในระดับ International แล้วก็สามารถหาเลี้ยงครอบครัว ทำให้ครอบครัวมีความสุข แล้วก็อยากมีครอบครัวของตัวเองที่มีความสุขเหมือนกัน

เขตต์ : แล้วอีกอย่างหนึ่งที่เราสองคนมีเป้าหมายเหมือนกันคือ เราสองคนอยากเป็นเหมือนหนึ่งในตัวอย่างที่อยากให้น้องๆ ที่เป็น LGBT ได้ Look up to มองเห็นว่าแบบ เฮ้ย พี่สองคนนี้มีการงานที่ดี สามารถจัดการอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตได้ดี เป็นคนที่ดีคนหนึ่งในสังคมได้ และก็เป็นคนที่รณรงค์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ในเรื่องของ LGBT
เติ้ล : อยากให้ทุกคนลุกขึ้นมาแสดงพลังว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่มีประสิทธิภาพ ออกมาบอกเขาหน่อยว่าเราต้องการอะไรบ้าง
คิดยังไงที่เด็กยุคนี้บางคนเริ่ม come out ตั้งแต่เด็กๆ

เขตต์ : คือจะบอกว่าตัวเราเองเรียนโรงเรียนชายล้วนมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยรู้ว่าแบบ…Come out มานานแล้ว (หัวเราะ) ตั้งแต่สมัย 16-17 ปีที่ผ่านมาอะไรอย่างนี้ แต่ว่าสมัยนี้มันอาจจะเยอะขึ้นเพราะว่า หนึ่ง มันมีเรื่องของโซเชียลมีเดียเข้ามา คนก็เลยได้เห็นมากขึ้น สมัยก่อนมันยังไม่มีโซเชียลมีเดีย มันก็เลยยังไม่มีคนเห็น แต่จริงๆ เราเห็นว่าเด็กๆ Come out มาตั้งนานแล้ว แต่ว่าคนที่เป็นผู้หญิงผู้ชาย หรือคุณพ่อคุณแม่อาจจะเพิ่งเห็น แล้วอีกส่วนก็คือตอนนี้มันมีซีรีส์ มีละครแนววายมากขึ้นด้วย

เติ้ล : เติ้ลคิดว่าจริงๆ การ Come out ตั้งแต่เด็กมันก็ไม่ใช่เรื่องผิด อาจจะเป็นเพราะว่าสังคม หรือพ่อแม่เริ่มเปิดรับมากขี้น เด็กก็เลยกล้าที่จะเป็นตัวเองมากขึ้น โดยที่มีพ่อแม่สนับสนุน อย่างเช่นมีน้องคนหนึ่งที่ผมสั้นๆ ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่เขาแต่งหญิง ชื่อว่าอะไรนะ

เขตต์ : น้องคนนี้คือ Desmond is amazing นะครับ ไปตามเพจเขาได้ เขาเป็นเด็กอเมริกันที่อายุเพิ่งจะ 11 ปีเอง แต่เริ่มแต่งหญิง แต่งแบบ Drag queen แล้วคุณแม่ก็สนับสนุนเต็มที่ ให้เขาแต่งตัว ใส่กระโปรง ติดขนตา อะไรแบบนี้ แล้วคนอื่นก็จะหัวเราะ คุณแม่ของเขาเลยบอกว่า คุณแม่ไม่ได้สนใจว่าคนข้างนอกจะคิดอะไรกับลูกของเขายังไง อยู่ที่ว่าลูกของเขามีความสุขกับสิ่งที่เขาเป็นหรือเปล่า อันนี้คือเยี่ยมมาก

เติ้ล : เราฟังแล้วเราแบบ…แทบจะน้ำตาไหล จริงๆ มีน้องคนหนึ่งที่เป็นคนไทยด้วยนี่

เขตต์ : น้องชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว แต่ว่าเป็น Instragramer

เติ้ล : ที่เขาเพิ่งซื้อบ้านให้พ่อแม่ตั้งแต่อายุ 11 ขวบ ซึ่งมาจากการที่เขาแต่ง Drag ตั้งแต่เด็ก

เขตต์ : เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องผิด ที่จะ Come out ตั้งแต่เด็กๆ จริงๆ เป็นเรื่องดีด้วยช้ำที่เขารู้ตัว แต่มันก็อยู่ที่สังคมไทยจะรับได้แค่ไหน


Q: ส่วนตัวคิดว่าความเป็นเกย์คืออะไร

เติ้ล : (หัวเราะ) คำถามยากจัง

เขตต์ : คำถามยากมาก…. (หัวเราะ) จริงๆ ส่วนตัวคิดว่า คำว่าเกย์ เรารู้สึกว่า มันมีตัวอักษร G A Y ใช่มั้ยครับ ส่วนตัวที่คิดไว้ก็คือ G ย่อมาจากคำว่า Gender (เพศสภาพ) A ก็คือ Ability (ความสามารถ) และ Y ก็คือความเป็น Youth (ความเป็นเด็ก) คือเกย์สำหรับเขตต์คือการที่เราสามารถเป็นคนที่แสดงออกให้คนอื่นยอมรับได้ และตัวเราก็ยอมรับคนอื่นๆ ได้ด้วย

เติ้ล : เกย์คือคนที่ทำอะไรบางอย่างที่เหนือธรรมชาติได้ เหนือจากคนปกติทั่วไป (หัวเราะ) ถ้าจะเป็นหมอดูก็ต้องเป็นหมอดูที่เก่งมาก มันถึงจะได้รับการยอมรับจากคนทั่วไป ไม่รู้สิ เรารู้สึกว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างให้เหนือกว่าคนทั่วไป มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสียนะ แต่เราว่ามันมีข้อดีมากกว่า เพราะว่าเราพยายามที่จะทำอะไรบางอย่างให้มันดีมากๆ

เขตต์ : แต่จริงๆ ไม่อยากให้แปะป้ายคนว่าคนนี้เป็นเกย์ คนนี้เป็นตุ๊ด คนนี้เป็นกะเทย อะไรแบบนี้ครับ คือมันควรจะเลิกนิยามคำพวกนี้ได้แล้ว มันควรจะเป็นแบบว่า นี่คือเติ้ล นี่คือเขตต์ ไม่ใช่ว่า นี่คือเติ้ลที่เป็นเกย์ หรือว่านี่คือเขตต์ที่เป็นผู้ชาย มันควรจะจบไปได้แล้ว มันควรจะเป็นสังคมที่ No Gender ได้แล้ว

 

Q: เราควรจะจับกลุ่ม LGBT เป็นกลุ่มก้อน หรือเราควรจะปล่อยให้กลืนไปกับสังคม

เขตต์ : ส่วนตัวเขตต์คิดว่า เขาก็คือคนคนหนึ่งนี่แหละ เป็น Ordinary people ซึ่งเขาควรจะมีสิทธิอยู่ในสังคมอย่างปกติและเสรี ไม่ควรจะไปแบ่งเขาออกไปอีกกลุ่มนึง มันจะทำให้รู้สึกว่าเหมือนเป็นการแบ่งแยก

เติ้ล : เหมือนเป็นการกักกันคนที่เป็นโรคติดต่ออะไรสักอย่าง เพราะฉะนั้นควรจะหลอมรวมเข้าด้วยกัน จริงๆ ไม่ควรจะแยกด้วยซ้ำ

เขตต์ : จริงๆ ก็ต้องขึ้นอยู่กับกลุ่มพวกเราด้วยว่า เราสามารถที่จะหลอมรวมเข้ากับสังคมได้มากแค่ไหน ซึ่งถ้าเกิดถามเราสองคน เรารู้สึกว่าเราไม่มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับสังคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสังคมคนชรา เด็ก หรือว่าชายจริงหญิงแท้เลย ไม่มีปัญหาเลย

เติ้ล : แต่เราก็ต้องดูตัวเราเองด้วยนะ ว่าต้องเคารพในบริบทของสังคม อยู่ในสังคมให้เป็น เคารพผู้อื่น ถ้าอยากจะให้ผู้อื่นเคารพเรา ซึ่งมันเป็นเบสิคในการใช้ชีวิตเลย

 

Q: คิดยังไงกับคำว่า “จะเป็นอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดีก็พอ”

เขตต์ : อันนี้เราว่ามันใช่มากเลย (หัวเราะ) มันคือสิ่งที่พวกเราพยายามจะสื่อสารกับเพื่อน กับคนที่เรารู้จักว่า ยูจะเป็นอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดีก็เพราะว่าการเป็นคนดีมันคือพื้นฐานที่จะทำให้สังคมเราเป็นสังคมที่น่าอยู่

เติ้ล : ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม ถ้าคุณไม่เป็นคนดี ไม่ทำสังคมให้น่าอยู่ ไม่เคารพผู้อื่น ไม่เคารพสังคม มันก็จะทำให้สังคมเราไม่น่าอยู่

เขตต์ : จริง จะบอกว่าตอนที่ตัวเอง Come out กับคุณแม่ ตอนนั้นเราอายุ 21 ปี จริงๆ คุณแม่รู้อยู่แล้วแหละว่าเราเป็น แต่ว่าเราต้องการอยากใช้ชีวิตแบบเสรี ก็เลยคุยกับคุณแม่ว่า แม่ เขตต์ไม่ได้เป็นผู้ชายนะ เขตต์เป็นแบบนี้ แม่ก็บอกว่า แม่ก็รู้มานานแล้วแหละ แต่เขตต์จะเป็นอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดี ซึ่งเราว่ามันก็โอเคเลย

 

Q: คิดยังไงกับการที่ดูเหมือนว่าสังคมทั่วไปจะยอมรับ LGBT มากขึ้น แต่สุดท้ายก็จะมีปัญหากับในอีกหลายๆ สังคม ที่ยังเลือกปฏิบัติกับคนกลุ่มนี้ เช่น ไปสมัครงานบางที่ก็ไม่รับ รวมถึงภาครัฐที่ยังเพิกเฉยและไม่ได้ให้สิทธิอย่างที่ LGBT ต้องการมากสักเท่าไหร่

เขตต์ : เขตต์มองว่าเรื่องนี้มันต้องใช้เวลา เพราะว่าตอนนี้เหมือนว่าคนกลุ่มนี้มันขยายตัวมากขึ้น และกำลังที่จะมีสิทธิมีเสียงมากขึ้น เพราะการเปิดรับจากสังคม และการที่สามารถเข้าถึงสื่อได้มากขึ้น เรามองว่ามันต้องใช้เวลามากๆ

เติ้ล : เราว่ากลุ่มคนกลุ่มนี้ต้องเป็นกลุ่มคนที่พิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่า เราต้องการที่จะได้รับการยอมรับ เพราะฉะนั้นเราเลยต้องทำบางอย่างเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่า เราพร้อมที่จะต่อสู้ เราพร้อมที่จะทำอะไรให้กับสังคม เราก็เป็นคนที่มีความสามารถ บอกเขาให้รู้หน่อยว่าเราพร้อมแล้ว

เขตต์ : จริงๆ มีกรณีที่เกิดขึ้นกับตัวคือ เคยไปสมัครงานที่บริษัทหนึ่งเมื่อตอน 15 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเราเป็นเด็กเรียนเก่ง ตอนสัมภาษณ์ พอเขาสัมภาษณ์กับเราตรงๆ เขาก็บอกกับว่า เฮ้ย ยูมีศักยภาพที่ดีมากเลยนะ แต่เราไม่มีนโยบายรับคนที่เป็นแบบนี้เข้าทำงาน ตอนนั้นรู้สึกเฟลมาก เรารู้สึกว่า เราต้องทำอะไรให้มากกว่าคนอื่น ให้เก่งกว่าคนอื่น ให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นอีก ก็เลยไปเรียนเพิ่ม ไปทำโน่นทำนี่เพิ่ม จนเรารู้สึกว่า ถ้าเราจะสมัครงาน เขาต้องรับเรา เพราะว่าความสามารถ ไม่ใช่เพราะเพศสภาพของเรา


Q: มีเรื่องอะไรที่พอใจ/ไม่พอใจบ้างไหม เกี่ยวกับ LGBT ในเมืองไทย

เติ้ล : ต้องตอบดีๆ นะอันนี้ (หัวเราะ)

เขตต์ : จะโดนจับมั้ย (หัวเราะ) ส่วนตัวแล้วเรารู้สึกพอใจกับสังคมไทยที่เป็น ณ ปัจจุบันนี้ แต่ก็ยังมีในบางมุมที่เรารู้สึกว่า สังคมไทยสามารถพัฒนาไปได้อีก ตัวอย่างเช่น บางทีเราเจอเพื่อน เพื่อนก็จะทักว่า ไปทำอะไรมา ทำไมอ้วนจัง ทำไมผอมจัง

เติ้ล : ทำไมหน้าดำจัง ป่วยหรือเปล่า ทำไมดูหมองๆ ทั้งๆ ที่ไปอาบแดดมาจ้า กูไม่ได้ป่วย (หัวเราะ)

เขตต์ : ต้องยอมรับว่าสังคมไทยยังเป็นสังคมที่ยังมีการเหยียดรูปลักษณ์กันอยู่ ซึ่งถ้าเป็นในสังคมเมืองนอกนี่ไม่ได้เลย เป็นเรื่องเซนสิทีฟมาก เพราะฉะนั้น เราเลยอยากให้สังคมไทยก้าวไปถึงจุดนั้นสักที คือบางทีเราพูดออกไป เพื่อนอาจจะหัวเราะ เฮอะๆ แต่จริงๆ เขาคิดนะ เขาเจ็บ

เติ้ล : มันก็มีบางคนที่แบบ พอโดนพูดบ่อยๆ มันก็เหมือนกับการสะกดจิตว่า อีนี่มันไม่สวย อีนี่มันไม่สวย มันเลยทำให้เขาหดหู่ รู้สึกว่าตัวเองไม่สวยจริงๆ

เขตต์ : เพิ่งไปเจอรุ่นน้องคนหนึ่งมาครับ แล้วเขาเป็น LGBT ที่ตัวใหญ่ แล้วก็แต่งหญิงด้วย ซึ่งพอออกไปข้างนอก เขาก็โดนคนล้อ โดนว่า จนปัจจุบันนี้ เขาก็ไม่ยอมไปไหนอีกเลย อยู่แต่ในบ้าน กลายเป็นคนเก็บกด นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจริงๆ คือตัวเราเองไม่เป็นไร เพราะเราไม่แคร์อยู่แล้ว ถูกมั้ยครับ แต่ว่ามันก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่เขาเซนสิทีฟกับเรื่องนี้มากๆ เลยอยากให้ตรงนี้เป็นสิ่งที่สังคมไทยควรจะพัฒนา

เติ้ล : แค่ลองเปลี่ยนความคิดของตัวเองนิดหน่อย เพื่อที่จะแคร์คนรอบๆ ข้างเราให้เยอะขึ้น

 

Q: คำว่า “เพศ” คืออะไรในความคิดของคุณทั้งสองคน

เขตต์ : จริงๆ แล้วคำว่าเพศ มันก็มีสองแบบ มันจะมีตัวที่กำหนดว่าเราเกิดมาเป็นเพศอะไร ชายหรือหญิง แต่จริงๆ ลึกลงไปมากกว่านั้น คือคำว่า Gender อย่างที่บอกไปแล้วตอนแรกว่า มันไม่มีแล้วคำว่าเพศ มันเป็น No Gender ไปแล้ว ต่อให้คุณมีอวัยวะที่เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นผู้หญิงผู้ชาย แต่ไม่ได้หมาบความว่าคุณจะเป็นผู้หญิงผู้ชาย คุณอาจจะเป็นเพศอะไรก็ได้ที่คุณอยากเป็น ตอนนี้ทุกอย่างมันอยู่ที่จิตใจ ไม่ได้อยู่ที่สัญลักษณ์ทางเพศ

เติ้ล : แล้วตอนนี้ การศัลยกรรมมันสามารถทำให้คุณเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้ (หัวเราะ)

 

Q: คิดว่า เพศวิถี ในชีวิตของคนเราสามารถสลับเปลี่ยนไปมาได้ไหม หรือมันคงที่มาแล้วตั้งแต่กำเนิด

เขตต์ : คิดว่าเปลี่ยนได้ เหมือนนิสัยน่ะ หรือเหมือนว่า เราเคยชอบขนมแบบนี้ แต่พออีกสักพักหนึ่งเราก็ชอบขนมแบบนี้ เพราะฉะนั้นมันเลยเปลี่ยนได้ตลอดเวลา มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ สังคม สิ่งแวดล้อมที่เราอยู่
จะดีไหมถ้าโลกนี้ไร้เพศ

เขตต์ : จริงๆ มันก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้วนะ ในเมืองไทยอาจจะยังเห็นไม่ชัด แต่ในต่างประเทศคือมันเป็นแบบนั้นจริงๆ แล้ว คือมันไม่มีเพศแล้ว

เติ้ล : มันแทบจะเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว


Q: ในสังคมไทย ถ้าคนที่รู้ตัวว่าเป็น การ come out หรือเก็บไว้กับตัว อย่างไรดีกว่ากัน

เติ้ล : เราว่าค่อยๆ ดูบริบทของที่บ้านดีกว่า ว่าเขายอมรับได้มากแค่ไหน ค่อยๆ แสดงออกมา ค่อยๆ ให้เขายอมรับในสิ่งที่เราเป็น ดีกว่าอยู่ดีๆ ก็เปิดออกมาเลย คือเราต้องแคร์คนที่บ้านเราด้วยว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร เพราะว่าพ่อแม่บางคนเขาก็อาจจะยอมรับได้ ก็ไม่เป็นไร แต่บางคนอาจจะยอมรับไม่ได้ ก็อาจจะเสียใจไปเลย โดยที่เขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เราเป็นแบบนี้ จริงๆ แล้วมันไมใช่เรื่องที่ต้องน่าเสียใจอะไร

เขตต์ : เห็นด้วยกับเติ้ล ก็คือ การจะ Come out หรือไม่ come out มันต้องดูที่เงื่อนไขของแต่ละคนด้วย อย่างเขตต์เองกว่าจะ Come out ก็อายุ 21 ไปแล้ว มันต้องมีการวางแผน (หัวเราะ) คือเราต้องแคร์คนรอบตัวเราด้วยว่า สังคมที่เราอยู่ คุณพ่อคุณแม่ หรือว่าญาติพี่น้องเขารับได้ขนาดไหน เขาสามารถรับได้ในตอนไหน

เติ้ล : เราก็ไม่โอเคนะ ถ้าเห็นคนรอบข้างเราไม่แฮปปี้กับการที่เราจะเป็นแบบนี้

 

Q: มีความหวังบ้างไหมว่าสิทธิทางเพศจะเท่าเทียมกันได้จริงๆ ในประเทศไทย

เขตต์ : คาดหวังมากจริงๆ คือจริงๆ ต้องยอมรับว่าในสังคมไทยตอนนี้มีกลุ่มคน LGBT ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มีความพยายามเรียกร้องเรื่องสิทธิต่างๆ ให้เกิดขึ้น สมมติว่าเราไม่ได้แต่งงาน แล้วเป็นลูกคนเดียว ถ้าเกิดว่าพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว และก็ไม่มีญาติพี่น้อง แล้วถ้าเราเกิดเป็นอะไรขึ้นมา แล้วหมอต้องการให้เซ็นยินยอมเพื่อให้เราจากไป แล้วใครจะเซ็นให้ จะให้เพื่อนบ้านเซ็นก็ไม่ใช่ ถูกมั้ย อยากให้มองเป็นภาพกว้างมากกว่า ว่าถ้าเกิดคนกลุ่มนี้ไม่มีครอบครัว จะได้รับสิทธิอย่างไร เมื่อถึงเวลาที่ต้องได้รับสิทธิ์นี้

เติ้ล : ไม่อยากให้มองว่า สังคมจะเสียอะไรไปเมื่อเราได้สิทธิ์นี้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้เสียอะไรไป แต่ทำไมต้องมาปิดกั้นอะไรแบบนี้ไว้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของการแต่งงานอย่างเดียว มันเป็นเรื่องของชีวิตและอนาคต อย่างที่เขตต์บอกว่า แก่ตัวไปเราจะทำอะไร

เขตต์ : จริงๆ แล้วมันอาจจะดีต่อสังคมด้วยซ้ำไป อย่างเช่น ถ้าสามารถที่จะสร้างบ้านร่วมกัน มองแบบง่ายๆ เลยว่า มันก็อาจจะส่งเสริมเรื่องเศรษฐกิจมากขึ้นก็ได้ อาจจะมีคนต่างประเทศบินมาแต่งงานที่นี่เยอะขึ้น ประเทศไทยกลายเป็น Destination ที่คนกลุ่ม LGBT ต้องบินมา เพราะว่ามันเสรี


FACT BOX : *Stonewall Riots หรือ “การจลาจลที่สโตนวอลล์” คือเหตุการณ์จลาจลที่ตำรวจเข้าจับกุมกลุ่มรักร่วมเพศ ที่บาร์ Stonewall Inn ย่านกรีนวิช วิลเลจ นิวยอร์ก ในเวลาเช้ามืดของวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1969 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังเข้าตรวจจับด้วยการกลั่นแกล้ง เลือกปฏิบัติ และใช้ความรุนแรงกับคนรักร่วมเพศ ส่วนกลุ่มคนรักร่วมเพศก็เลือกที่จะขัดขืน ไม่ยอมจำนนเหมือนแต่ก่อน ในครั้งนั้นก่อให้เกิดการชุมนุมที่ใหญ่ขึ้น มีผู้ออกมาชุมนุมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งฝ่ายตำรวจและฝ่ายฝูงชนรวมกันหลายพันคน เหตุการณ์นั้นเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิสำหรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT Pride March) และเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สโตนวอลล์ โดยเริ่มจัดครั้งแรกในนิวยอร์คหลังจากเกิดเหตุการณ์สโตนวอลล์ครบหนึ่งปี และที่ลอสแอนเจลิส ซานฟรานซิสโก และชิคาโก ก่อนจะมีการจัดอย่างแพร่หลายในอีกหลายเมืองทั่วโลกในเวลาต่อมา เป็นเวลาเกือบ 50 ปีแล้ว

[Sassy_Social_Share]
89