เดือนแห่งความรักที่ผ่านมา หลายคนตกอยู่ในอาการเหม็นความรัก หันไปทางไหนก็มีแต่คนที่มีคู่ แต่ช่างเถอะ เพราะผู้ชายสายดอกไม้บนปกกุลสตรีฉบับนี้ คือ ก็อต อิทธิพัทธ์ ฐานิตย์ ที่นอกจากจะเก็บดอกไม้มาฝากผู้อ่านสาวใหญ่สาวน้อยให้ใจละลายแล้ว เรายังชวนก็อตมาคุยเรื่องความรักรอบๆ ตัวของเขา ไม่ว่าจะเป็นความรักในด้านวงการบันเทิง ความรักที่มีต่อตัวเองและครอบครัว ความรักที่ก็อตอยากมีในอนาคต และความรักระหว่าง ก็อต อิทธิพัทธ์ กับแฟนคลับ #ชาวพาวเวอร์แบงค์ เรียกได้ว่า วาเลนไทน์ที่ผ่านมา ก็อาจจะยังเหม็นความรักอยู่บ้างไรบ้าง แต่ตอนนี้ หลังจากได้ชมแฟชั่นและอ่านบทสัมภาษณ์นี้ของก็อต เชื่อเลยว่า ใครจะเหม็นก็เหม็นไปเถอะ เพราะวาเลนไทน์ที่ผ่านมาน่าจะหอมกลิ่นดอกไม้เสียเหลือเกิน… เตรียมอ่าน ก็อต อิทธิพัทธ์ สัมภาษณ์ กุลสตรี แบบจัดเต็มกัน!

ความรู้สึกแรกที่ได้ยินว่าจะมาถ่ายนิตยสารกุลสตรี

ต้องบอกว่าตัวผมเองได้เห็นนิตยสารกุลสตรีมาตั้งแต่เด็กๆ ก็ดีใจครับที่ได้มีโอกาสมาทำงานกับกุลสตรี แล้วก็ตื่นเต้นด้วยครับ อยากจะรู้ว่างานวันนี้จะเป็นยังไง เราจะได้เจออะไรบ้าง แล้วก็ถ่ายแฟชั่นออกมาแล้วจะเป็นแบบไหน ได้เห็นฉบับก่อนๆ มาบ้างจากอินเทอร์เน็ต ก็สวยงามครับผม ทั้งการถ่ายภาพ แฟชั่น อะไรประมาณนี้ครับ

ได้ยินมาว่าก็อตเรียนนิเทศด้วย ทำไมถึงเลือกเรียนนิเทศศาสตร์

ใช่ครับ ตอนนี้ผมเรียนอยู่ที่เอแบค ชั้นปีที่ 4 ครับ จริงๆ ที่เลือกเรียนนิเทศฯ เพราะว่า หนึ่ง ผมมองว่ามันอาจจะได้ใช้ในอนาคต ซึ่งการมาเป็นนักแสดง อันนี้ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะได้มาเป็น นึกออกมั้ยครับ คือการทำงานตรงนี้ เรามาทำงานเพราะว่ามีโอกาส มีผู้ใหญ่ให้โอกาส เราเลยลองมาทำ แต่ว่าที่ไปเรียนนิเทศฯก็เพราะว่าแพลนแรกในชีวิตคือ กะว่าจบมาก็จะไปทำงานด้านอีเวนท์ อะไรประมาณนี้ ผมมองว่ามันน่าสนุกดี การได้เป็นเบื้องหลังที่ทำงานด้านอีเวนท์ มันน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีและสนุก

น่าจะเป็นงานหนักอยู่เหมือนกันนะ

ผมไม่เคยทำไงพี่ แต่ผมเห็นรุ่นพี่ที่รู้จักเค้าเรียนกัน แล้วเค้าบอกว่ามันก็ไม่ได้ยาก แต่ก็ไม่ได้ง่าย และมันก็มีความสนุกอยู่ ก็เลยเข้าไปเรียน ซึ่งตอนนั้นมันเป็นช่วงที่ผมได้เข้ามาทำงานในวงการบันเทิงพอดี เป็นช่วงระหว่างกำลังเลือกวิชาเอก คือมันจะมีวิชาเอกให้เลือกประมาณปี 2 หรือปี 3 นี่แหละ ที่ให้เลือกว่าจะเลือกวิชาเอกอะไร ผมก็เลยเลือกวิชาเอกเป็น PR ครับ ที่ทำงานเกี่ยวกับด้านการประชาสัมพันธ์องค์กรหรืออีเวนท์ เพราะว่าผมว่ามันก็น่าจะลิงก์กับงานของเราได้ เพราะว่าผลงานของเราก็น่าจะออกอีเวนท์บ่อย ผมว่าก็น่าจะช่วยกันได้

ก็อตได้ค้นพบหรือยังว่าวิชาที่เราเรียนมันเป็นประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน

ส่วนใหญ่ผมลิงก์เข้าด้วยกันครับ เพราะว่าเราเองทำงานตรงนี้ใช่มั้ยครับ เราก็จะออกอีเวนท์บ่อย ผมจะเอาประสบการณ์เบื้องหน้ามาใช้กับการเรียนมากกว่า เพราะว่าการเรียนในห้องเรียนมันก็จะเป็นเนื้อหาที่สอนตามสไลด์ให้เราดูมากกว่า ซึ่งก็โอเค เราก็จะได้ความรู้พวกเทคนิคมากกว่า แต่ว่าเราก็จะไม่ได้รู้ว่ามันจะมีเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นมาจริงๆ เราจะไปปรับใช้ได้อย่างไร ซึ่งผมก็เอาประสบการณ์ที่ผมไปทำงานในชีวิตประจำวัน ทั้งออกอีเวนท์ต่างๆ นี่แหละ มาปรับใช้กับสิ่งที่เราเรียน มันเลยพอจะเชื่อมโยงกัน

แต่ถ้าถามว่าการเรียนด้านพีอาร์มีประโยชน์อะไรกับการแสดงบ้างมั้ย มันก็มีบ้างครับ เราก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างว่า อ๋อ สิ่งที่เราเรียนมันคล้ายกับที่เราทำงานเลย เราก็สามารถไปแชร์กับเพื่อนได้ว่า เฮ้ย เวลาเราไปออกอีเวนท์ มันเป็นแบบนี้นะ เวลาเพื่อนงงกับเนื้อหาว่าจะทำอีเวนท์อย่างไร เขาก็จะมาถาม มาปรึกษาเราว่า ถ้าจะจัดอีเวนท์อย่างนี้จะต้องจัดยังไง เพราะว่าที่การเรียนก็จะมีวิชา Workshop ที่จะให้จัดอีเวนท์กันจริงๆ เราก็จะมีบทบาทในส่วนนั้นค่อนข้างเยอะ ได้ไปออกอีเวนท์ของมหาวิทยาลัยด้วย และได้ช่วยเหลือเพื่อนด้วย

ถ้าสมมติว่าไม่ได้ทำงานวงการบันเทิง ก็อตจะเลือกทำงานด้านอีเวนท์หรือพีอาร์ไหม

จริงๆ แล้วตัวผมเองก็ไม่ได้มีแพลนไว้ชัดเจนว่าจบมาจะทำอะไรนะครับ ก็แค่เรียนไปก่อน แล้วก็ได้ความรู้ ได้ปริญญาบัตร เราก็อาจจะสมัครงานบริษัทสักบริษัทหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ได้มีแพลนแน่ชัดว่าผมจะทำอะไรในอนาคต ก็อาจจะเป็นงานบริษัทโฆษณา ทำงานนั่งโต๊ะอะไรแบบนี้ ที่ไม่ได้ต่อต้านการทำงานออฟฟิศ คงเพราะด้วยความที่ว่าที่บ้านไม่ได้กดดันอะไรเราเลย เขาไม่เคยมาพูดว่า จบมาจะต้องเป็นแบบนี้นะ หรือแบบว่า คิดได้แล้วนะว่าโตขึ้นจะทำอะไร ซึ่งพอไม่ได้มีใครมากดดันตรงนี้ แล้วผมเองก็ไม่ได้กดดันตัวเองด้วย ตอนเรียนก็แค่คิดว่าเรียนให้จบ แล้วก็ออกไปหางานออฟฟิศทำ ซักอายุ 30 ก็คงเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งแล้วก็สร้างบ้าน มีครอบครัว อะไรประมาณนี้ เป็นแพทเทิร์นของคนทั่วๆ ไป ผมคิดแค่นั้นเลย ง่ายๆ ไม่ได้ทะเยอทะยานว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

ก็อต อิทธิพัทธ์

ก็อตรักและชอบงานด้านไหนในวงการบันเทิงมากที่สุด

จริงๆ ผมชอบหลายๆ ด้านนะ แต่ว่าด้านที่เราชอบที่สุดก็คือเป็นสิ่งที่เราเริ่มต้นมา เราชอบการถ่ายแบบ การเป็นนายแบบ การเดินแบบ เพราะว่าถ้าถามว่ามันยากมั้ย มันก็มีความยากของมัน แต่ว่ามันสั้น นึกออกมั้ยครับ การเดินแบบหรือการถ่ายแบบมันทำแป๊บเดียวก็จบ ผมเลยรู้สึกว่าตรงนั้นมันถนัดกับตัวเรา แล้วเราก็ไม่ต้องพูดเยอะ หรือว่าต้องใช้พลังเยอะ

ถ้าเทียบกับการแสดง มันยากกว่า ใช้พลังเยอะกว่า แล้วมันมีภาระที่ยิ่งใหญ่กว่าการเดินแบบ เพราะการเดินแบบ เราก็เดินของเราคนเดียว ถ้าจะเดินไม่ตรง เดินลื่นก็เป็นเพราะเราคนเดียว แต่ถ้าเป็นนักแสดง เราเหมือนเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่ง ถ้าเฟืองตัวนั้นเดินไม่ดี  งานของทั้งกองถ่ายก็จะไม่ลื่นไหล ผมก็เลยมองว่าการเดินแบบ ถ่ายแบบง่ายที่สุด ชอบที่สุด

มีอะไรในวงการบันเทิงที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำบ้าง

มีครับ มีหลายอย่าง การแสดงก็ทำแล้ว เดินแบบ ถ่ายแบบก็ทำมาหมดแล้ว ร้องเพลงก็เคยทำมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้ถนัดมาก เต้นก็เคยไปลองแล้ว ก็ไม่เวิร์ค ไม่รอด ไม่ใช่แนวเรา พิธีกรยังไม่เคยทำ ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ น่าจะท้าทาย แต่ไม่ใช่พิธีกรแบบอ่านข่าวนะครับ เป็นพิธีกรรายการวาไรตี้ที่สนุกๆ อะไรแบบนี้ ผมว่าน่าทำ เป็นอะไรที่น่าลอง

ทำไมถึงทำแชนแนลใน “Gxxod Itthipat” YouTube

จุดเริ่มต้นของการทำแชนแนลก็เพราะว่า เราเคยได้ยินแฟนคลับเขาชอบพูดกันว่า เนี่ย อยากเห็นผมในมุมต่างๆ ที่ไม่ใช่แค่มุมหล่อ มุมหล่อเห็นมาเยอะแล้ว ภาพนิ่งหรือละครก็เคยเห็นบ้าง อยากเห็นอะไรที่เป็นตัวตนจริงๆ ผมก็เลยคิดว่า แล้วจะทำอะไรที่จะสามารถแสดงตัวตนของเราออกมาได้ ก็เลยคิดว่าการทำแชนแนลผมว่ามันก็น่าจะทำให้เราสามารถแสดงตัวตนออกมาได้เต็มที่ มันไม่ได้มีแพทเทิร์นเหมือนการเล่นละครที่ว่าต้องเล่นเป็นคาแรกเตอร์แบบนั้น พูดแบบนั้น อันนี้คือมันเป็นตัวเรา มันก็กึ่งๆ ว่าเราเป็นพิธีกร เป็นการฝึกตัวเองด้วย

ยังมีคอนเทนต์อะไรที่อยากทำในแชนแนลของก็อตบ้าง

จริงๆ ก็อยากจะทำคอนเทนต์ให้มันสนุกมากขึ้น ให้มันน่าสนใจมากขึ้น คือทุกวันนี้เราก็มีคอนเทนต์ของเรา แต่ผมรู้สึกว่า มันยังไปได้อีก มันยังสร้างสรรค์และสนุกได้อีก อนาคตข้างหน้าก็คงต้องมานั่งคิดว่าจะทำอะไรกับแชนแนลให้คนมาสนใจมากขึ้น ให้คนสนุกและอินไปกับมัน

ก็อต อิทธิพัทธ์

เท่าที่ทราบมา ก็อตเป็นคนที่มีกระแสข่าวค่อนข้างเยอะเหมือนกัน ก็อตรับมือกับกระแสตรงนั้นยังไงบ้าง

ถ้าพูดถึงกระแสมันก็มีทั้งดีและไม่ดีใช่มั้ยครับ ถ้าพูดถึงกระแสที่ไม่ดี ผมมองว่ามันเป็นเรื่องปกติของวงการบันเทิงที่เรามาอยู่ตรงนี้มากกว่า ยิ่งการที่เราถูกจับจ้อง ถูกพูดถึง เป็นที่สนใจ แน่นอนว่ามันจะมีความคิดมากมายเกิดขึ้นเต็มไปหมด นึกออกมั้ยครับ คนชอบเราก็มี คนไม่ชอบเราก็มี ซึ่งผมมองว่ามันเป็นเรื่องปกติของการอยู่ตรงนี้มากกว่า

แต่ถ้าถามว่าจะรับมือยังไง ก็แค่ปล่อยมันไปครับ ผมข้ามมาตลอดเลย สมมติว่าอะไรที่ไม่ดี หรือทำร้ายจิตใจเรามาก เราก็พยายามคิดในแง่ดี ไม่ไปสนใจตรงนั้น แล้วก็มองข้ามมันไปเลย อะไรอย่างนี้มากกว่าครับ เพราะว่าไอ้พวกนี้มันอยู่ได้ไม่นาน มันก็อยู่ของมันอาทิตย์สองอาทิตย์แล้วมันก็ผ่านไป มีเรื่องใหม่ขึ้นมา มันก็อยู่แค่นี้แล้วก็ผ่านไป ผมว่ามันเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่แค่ผมคนเดียว แต่เกือบทุกคนเจอหมด ก็ข้ามๆ มันไป

ก็อตเคยมีกระแสข่าวหนึ่งที่ตอนนั้นถือว่าแรงมากๆ เหมือนกัน ความรู้สึกแรกของก็อตที่เห็นข่าวในตอนนั้น รู้สึกยังไง

ตอนแรกก็รู้สึกช็อคครับ ก็ตกใจ แล้วก็ช็อค แล้วก็ชา รู้สึกว่า อะไรวะ เกิดอะไรขึ้นกับเรา มันก็เป็นความรู้สึกที่แย่ อยู่ประมาณวันสองวันครับ โชคดีที่ว่าคนรอบตัวเราเขาคิดในแง่ดีกันทุกคนเลย ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ พี่น้อง เพื่อนๆ ทุกคนก็ให้กำลังใจเป็นอย่างดีครับ ผมมองว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำให้คนเดือดร้อน ไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้ทำให้คนตาย ผมว่าแค่นั้นมันก็เพียงพอแล้ว ผมก็มีกำลังใจที่ดีครับ ก็ผ่านมันไปได้แบบชิลๆ

จากเหตุการณ์ตรงนั้น ก็อตได้เรียนรู้อะไรบ้าง

ผมว่ามันก็เหมือนการที่เราไปเรียนหนังสือ แล้วอยู่ดีๆ เราก็ขี้เกียจเรียน ก็เลยโดดเรียน แล้วก็โดนครูฝ่ายปกครองจับได้ มันก็เหมือนการทำผิดอย่างหนึ่ง ซึ่งเราก็ต้องเรียนรู้ว่า พอเราโดนครูเรียกไปตักเตือน เราก็ต้องห้ามโดดเรียน อะไรแบบนี้ มันเป็นบทเรียนที่ทำให้เราต้องระวังเวลาจะทำอะไรในอนาคต ต้องคิดเยอะๆ ก่อนทำ

มีถึงขนาดที่ว่าท้อแท้ อยากจะออกจากวงการไปเลยบ้างไหม

ไม่ถึงขนาดนั้นครับ เพราะว่าผมมองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะว่าผลกระทบที่เกิดขึ้น มันก็เกิดขึ้นกับผมเองคนเดียว นึกออกมั้ยครับ ไม่ได้มีผลกระทบกับคนรอบข้าง ถ้าตัวผมเองรับได้และผ่านมันไปได้ ผมว่ามันก็จบ ไม่ต้องไปคิดถึงมัน อย่างมากก็แค่เซ็ง แบบว่า อะไรวะ ทำไมมันถึงเกิดขึ้น ทำไมเขาถึงต้องทำอย่างนี้กับเรา อะไรแบบนี้ครับ ผมคิดอะไรแบบนี้มากกว่า แต่ไม่ได้ไปคิดในแง่ลบขนาดนั้น ก็แค่ปล่อยข้ามมันไป เราก็ทำงานของเรา ใช้ชีวิตของเรา เรามีเป้าหมายในชีวิตของเราเยอะ เรายังอยากเลี้ยงครอบครัว พ่อแม่ เราก็เลยโฟกัสที่ตรงนั้นมากกว่า

อยากให้พูดถึงการไปแสดงซีรีส์ที่ประเทศจีน (Hi, I’m SAORI) หน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ตอนนั้นก็เป็นช่วงปีที่แล้วเนอะ ผมบอกได้ว่าประสบการณ์ที่ไปอยู่ตรงนั้นมันดีนะ สำหรับคนอื่นยังไงไม่รู้นะ แต่สำหรับผม ผมรู้สึกว่าได้อะไรเยอะมาก หนึ่งคือ เราได้ไปเรียนรู้การทำงานของเขา ซึ่งมันต่างจากที่ไทยเยอะมาก แล้วเราก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆ การวางตัวของเขา ศิลปินที่นั่นวางตัวกันยังไง ไม่เหมือนกับบ้านเรานะครับ ต่างกันหมดเลย แล้วเราก็ได้ไปถ่ายละครที่มีโปรดักชั่นอลังการระดับร้อยล้านพันล้าน ซึ่งสำหรับผม ผมว่ามันสุดยอดแล้ว

ถ้าถามว่าต่างยังไง ก็คงต่างที่ว่าเราต้องบินไปถ่ายใช่มั้ยครับ แล้วเวลามันก็น้อย มันไม่ได้เหมือนกับที่เมืองไทยที่ถ่ายกันเดือนละ 3-4 ครั้ง แล้วแต่นัดแล้วแต่คิว แต่ที่จีนจะถามว่า คุณให้คิวได้เท่าไหร่ คุณล็อกมาเลย สิบวัน ยี่สิบวัน แล้วสิบวันนี้คือต้องถ่ายให้ครบทุกวันเลยนะครับ ไม่มีการพัก ไม่มีหยุดเสาร์อาทิตย์ด้วย การทำงานเขาโหดมาก

คือกองถ่ายเขาจะตั้งเวลาเลยว่า เรื่องนี้จะต้องเสร็จภายใน 4 เดือน ต้องถ่ายให้จบ ก็คือต้องจบจริงๆ ครับ แล้วตลอด 4 เดือนนี้มันก็คือต้องถ่ายทั้งหมด 4 เดือนเลย ผมก็ถามเขาว่า เฮ้ยพี่ เขาไม่ได้หยุดเสาร์อาทิตย์กันเหรอ เขาก็ไม่หยุด พอถ่ายไปเรื่อยๆ จนไปถึงวันแม่ของจีน ผมก็ถามว่า เขาไม่ได้หยุดวันแม่กันเหรอ เขาก็บอกว่าไม่ได้หยุด ไม่มีใครหยุดกันเลยครับ

ทุกคนทำงานกันหนักหน่วงมากๆ นัดกองตีห้า แต่งหน้าทำผม ถ่ายจนไปถึงสี่ทุ่ม บางครั้งถึงตีสี่ แล้วก็ตื่นมาถ่าย อะไรแบบนี้ทุกวันเลย คือผมแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย พอถ่ายเสร็จแล้วกลับมาห้องปุ๊บ ล้างหน้าอาบน้ำ แล้วก็สลบเลย ตื่นมาก็เหมือนเดิม เป็นรูทีนวนไปเรื่อยๆ 2-3 อาทิตย์ ซึ่งมันก็ดีนะครับ มันคือการทำงานที่มันเข้มข้นมาก แล้วก็สนุก และก็เหนื่อยด้วย ถ่ายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสนิทกับคนในกอง แม้ว่าจะพูดกันคนละภาษา พูดไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจกัน แต่เขาก็พยายามเทคแคร์เรา เราก็พยายามจะเข้าใจเขา มันคือความสนุกในการถ่ายทำ แล้วก็ได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของสถานที่นั้นๆ ที่เราไปถ่ายด้วย เช่นโลเคชั่นในที่เก่าๆ เราก็จะได้ถามว่ามันคือสถานที่อะไร ในแต่ละวันมันมีเรื่องราวต่างกันดีมากๆ เลยครับ

ถ้ามีโอกาสให้เลือกไปแสดงซีรีส์ในต่างประเทศ อยากเลือกประเทศไหน

ผมคงไม่คิดถึงขั้นฮอลลีวูดนะครับ ก็คงยังอยู่ที่จีนนี่แหละ พอเราได้ไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ เราถึงรู้ว่าจริงๆ ตลาดหนัง ละครตรงนั้นมันใหญ่มาก เพราะว่าประเทศเขามันใหญ่ ทุกอย่างมันกว้างไปหมด ที่เราไปมันเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งเอง เราเลยอยากไปทำอะไรตรงนั้นเยอะๆ อยากมีละครมีหนังให้เราเล่นเยอะๆ ประเทศอื่นผมรู้สึกว่าก็ไม่ได้ต่างกัน ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ไทยดีกว่า แต่ถ้ามีโอกาสจริงๆ ผมก็คงไปที่จีน เพราะว่ามันน่าสนใจ ประเทศมันใหญ่ ได้มีโอกาสทำอะไรเยอะ

ก็อต อิทธิพัทธ์

ก็อตคิดว่าความรักคืออะไร

ตอบยากนะครับ ยิ่งโตยิ่งตอบยาก (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ เราจะมีความหมายของความรักที่เรียบง่ายมาก รักคือการคิดถึงกัน รักคือการอยู่ด้วยกัน ให้ความรักกัน โน่นนี่นั่น บลาๆๆ แต่พอโตมาผมตอบยากจริงๆ ยิ่งโตยิ่งตอบยาก ผมคงมองว่ามันคือการเข้าใจกัน การให้ความรัก มันคือการเอาใจใส่กัน การเทคแคร์ การให้เกียรติกัน อะไรอย่างนี้มากกว่า

ก็อตเองได้ตั้งความหวังไว้ไหมว่าอยากจะมีความรักแบบไหนในอนาคต

ตอนนี้ไม่ได้ตั้งครับ ตอนนี้เราก็เรียนรู้ชีวิตไปก่อนครับ เรายังรู้สึกว่ามันยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องคิดอะไรแบบนั้น ตอนเด็กๆ สมัย ม.4 ม.5 ในวัยที่เรายังเรียนหนังสืออยู่ ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ยังขอเงินพ่อแม่อยู่ เราก็คิด แต่พอโตมาเรากลับไม่คิด เรารู้สึกว่ายังไม่พร้อมที่จะวางแผนว่า อีก 3 ปี 5 ปีข้างหน้าเราจะต้องมีความรักแบบนี้ เราจะต้องอยู่กับคนแบบนี้ ผมไม่มีความคิดตรงนั้นครับ ที่

ไม่พร้อมเพราะเรายังรู้สึกว่ายังมีพ่อแม่ มีน้อง ที่เรายกให้เป็นสิ่งสำคัญก่อนมากกว่า ความรักมันก็ดีครับ ความรักมันเป็นสิ่งสวยงาม แต่ว่าบางทีถ้าเราไปเจอความรักที่ไม่ดี มันก็เสียเวลา เสียความรู้สึก เราก็เลยไม่ได้คาดหวังว่าเราจะต้องเจอรักที่ดี ผมว่าถ้ามันจะมีเดี๋ยวก็คงมีเองแหละครับ

ในฐานะที่ก็อตเองเคยเล่นซีรีส์แนววาย ก็อตคิดยังไงกับความรักแนววาย

ไม่ว่าจะเป็นชายกับชาย หรือหญิงกับหญิง ผมมองว่าความรักมันเป็นสิ่งสวยงามครับ ผมไมได้แอนตี้หรือมองว่ามันผิดนะ ผมมองว่าความรักจริงๆ แล้วมันเจ๋งน่ะ มันสามารถเกิดขึ้นกับคนได้ทุกแนว อะไรอย่างนี้มากกว่า แล้วยิ่งรอบตัวผมมีพี่ๆ หรือคนรู้จักแนวๆ นี้เยอะมาก สำหรับบางคนเราอิจฉาด้วยซ้ำว่าผู้ชายบางคนเขามีแฟนเป็นผู้ชาย เราก็รู้สึกว่าเขาน่ารัก แล้วทำไมที่เราชอบผู้หญิงเราถึงไม่มีอย่างเขาบ้าง

แล้วก็อตคิดยังไงกับการจิ้นคู่วายในละครให้เป็นคู่กันจริงๆ

ผมคิดว่านักแสดงก็มีหน้าที่สร้างความสนุกสนานให้กับคนดู หรือคนที่ชื่นชอบเรา มันก็คือการสร้างความสุขให้เขา แล้วถ้าเขามีความสุขที่จะเป็นแบบนี้ เราก็ยินดีครับ

กุลสตรีที่ก็อตรักได้โดยไม่มีข้อแม้

โห…(หัวเราะ) ยากอ่ะ ถ้าไม่มีข้อแม้เลยเหรอครับ ก็คงต้องเป็นคนที่เราเห็นแล้วเรารู้สึกว่าอยากถนอมน่ะ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เห็นครั้งแรกแล้วรู้สึกว่า มันทำให้ใจเราสั่น คนที่ทำให้เรารู้สึกว่าอยากค้นหา ทำให้เรารู้สึกว่าน่าทะนุถนอม หรือว่าอาจจะเป็นแม่ของลูก ผมยังอยากเห็น ยังอยากรู้สึกอะไรแบบนี้อยู่

ได้ข่าวว่าชอบผู้หญิงอายุมากกว่า

จริงๆ ไม่ได้ตั้งสเปคหรอกครับว่าชอบผู้หญิงแบบไหน จะอายุมากกว่าหรือน้อยกว่า แต่ส่วนใหญ่คนที่เจอหรือคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจะเป็นคนอายุมากกว่า คงเพราะด้วยเรายังเด็กมั้งครับ แต่ถ้าในอนาคตผมโตขึ้น ผมก็อาจจะไปเจอคนที่เด็กกว่า หรืออายุเท่ากัน มันก็อยู่ที่วัยและเวลามากกว่า

ก็อต อิทธิพัทธ์

ถ้านึกถึงคำว่ากุลสตรี ก็อตจะนึกถึงผู้หญิงแบบไหน

แบบแม่ผม

เป็นยังไง

เรียบร้อย ไม่กลับบ้านดึก ไม่เที่ยว ไม่มีสังคม อยู่แต่กับคุณพ่อ อะไรแบบนี้ มีเพื่อนแต่ก็แทบจะไม่เอาเพื่อนเลย โฟกัสที่ครอบครัวมากกว่า ทำกับข้าวได้ ทำงานบ้านเก่ง ยอมคน มีความอดทนสูง แม่ผมนี่แหละคือกุลสตรีจริงๆ

อยากให้พูดถึงคาแร็คเตอร์ “เหนือเมฆ” ในละครเรื่อง “ซ่อนเงารัก” หน่อย

ในละครเรื่องนี้ผมรับบทเป็น “เหนือเมฆ” ครับ ก็คือเราเป็นพี่ชายคนโตของบ้าน แล้วก็จะมีน้องชายอีกคนหนึ่ง ซึ่งเราเองจะเป็นผู้ชายที่เพอร์เฟกท์มากเลยนะครับ หล่อ หุ่นดี บ้านรวย เป็นที่หมายตาของสาวๆ แต่เรากลับไปหลงรักผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งคาแรกเตอร์ของเราจะเป็นผู้ชายสุขุม แล้วก็ปากไม่ตรงกับใจ รู้สึกยังไงแต่ก็ไม่พูดออกไป

กำลังจะมีผลงานอะไรในอนาคตบ้าง   

ตอนนี้ที่กำลังถ่ายทำและกำลังจะออนแอร์ก็คือละคร “ลิขิตรักข้ามดวงดาว” (My love from another star) เรื่องนี้อยากให้ทุกๆ คนติดตามมากจริงๆ เพราะเป็นผลงานละครยาวเรื่องแรกของผมด้วยกับทางช่อง 3 แล้วก็เป็นอีกหนึ่งโปรเจ็กท์ที่ผมคิดว่ามันเป็นโปรเจ็กท์ที่ใหญ่มากๆ ของปีนี้เลย ซึ่งเราได้เล่นกับนักแสดงซุปเปอร์สตาร์หลายๆ คนมาก อยากให้ทุกคนได้ติดตามเรื่องนี้กัน เป็นผลงานที่ผมตั้งใจมาก แล้วผมก็มั่นใจมากว่า เวอร์ชั่นเกาหลีเป็นยังไง เวอร์ชั่นนี้ของไทยก็ดีไม่แพ้กัน ส่วนซ่อนเงารัก ตอนนี้กำลังถ่ายทำอยู่ครับ ส่วนกำหนดวันออนแอร์หรือปิดกล้องเมื่อไหร่จะมาอัพเดตอีกที

ก็อต อิทธิพัทธ์

คิดว่าก็อตในอีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

ไม่เคยวาดตัวเองในอนาคตเลยครับ แต่ผมมองว่า ด้วยงานของเรา สิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้มันคงขับเคลื่อนให้สิบปีข้างหน้าของเราที่มั่นคง ผมว่ามันต้องมันคงแล้วนะ สิบปีของผม ผมว่ามันต้องมั่นคงแล้ว โอเค อาจจะทำงานตรงนี้อยู่ หรืออาจจะเลิกทำไปแล้วก็ได้ อันนี้ไม่รู้เลย แต่ว่าก็คงเป็นตัวเราแบบนี้แหละครับ ทำงานไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีแพลนว่า สิบปีเราจะต้องดังเปรี้ยง โน่นนี่นั่น ไม่เคยคิดเลยครับ ให้มันเป็นของมันไปเรื่อยๆ มากกว่า

ความรู้สึกรักระหว่าง ก็อต อิทธิพัทธ์ กับ #ชาวพาวเวอร์แบงค์

สำหรับผมนะ เราไม่รู้หรอกว่าเขารู้สึกยังไงกับเรา เรารู้สึกว่าเขารักเรา เขาชื่นชอบในตัวเรา เขาอยากจะซัพพอร์ตเรา แต่สำหรับผม ผมรู้สึกว่า เขาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเรามากกว่า เปรียบตัวเราเป็นเหมือนรถคันหนึ่งก็ได้ แฟนคลับก็เป็นเหมือนมอเตอร์หรืออะไรสักอย่างที่ช่วยขับเคลื่อนศิลปินคนหนึ่งให้ไปถึงฝัน แล้วก็เป็นเพื่อนคลายเหงาด้วย เวลาอยากเจอเขาเราก็มานั่งเล่นโซเชียล เขาก็มาคอยตอบเรา มาคอยให้กำลังใจเรา เวลาเรามีปัญหา เขาก็มาคอยให้คำปรึกษา คอยช่วยแก้ปัญหา

ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างแอคเคาท์ทวิตเตอร์อันเก่าของผมมันเข้าไม่ได้ ทำยังไงก็เข้าไม่ได้ ก็เลยลง Story ใน Instagram ถาม เขาก็มาให้คำตอบเราเต็มเลย ก็เลยเป็นกำลังใจด้วย ให้คำปรึกษา ช่วยขับเคลื่อนเรา ช่วยซัพพอร์ตเรา เป็นเพื่อนเรา บางคนก็เหมือนเป็นพี่เรา เป็นแม่เรา คอยดูแลเรา เวลาเราไปออกอีเวนท์ ซื้อน้ำซื้อข้าวมาให้ เป็นหลายๆ อย่างให้กับศิลปินครับ

จริงๆ ศิลปินก็เปรียบได้หลายอย่าง อย่างเราก็เปรียบเสมือนโทรศัพท์ แล้วตอนนั้นผมก็เปรียบแฟนคลับเหมือนเป็นพาวเวอร์แบงค์ ถ้าโทรศัพท์เราแบตฯ หมด เราก็จะต้องมีแบตเตอรี่เสริมขึ้นมาเพื่อคอยชาร์จให้ใช้งานได้ ในวันที่เรามีปัญหาหรือวันที่เราท้อแท้อะไรก็แล้วแต่ เมื่อกำลังใจจากคุณพ่อคุณแม่ยังไม่มากพอ ก็ยังมีคนรอบข้าง  ก็คือแฟนคลับที่คอยให้กำลังใจเรา แคร์เราว่าจะเป็นอย่างไร เขาก็เลยถามว่า อยากจะตั้งชื่อด้อม (กลุ่มแฟนคลับ) จะให้ชื่อว่าอะไร เราก็นึกไม่ออก เราก็นึกว่า ก็เปรียบเหมือนพาวเวอร์แบงค์ก็ดีนะ ก็ดูมีความหมายน่ารักดี

คำถามสุดท้าย มีอะไรอยากฝากถึง #ชาวพาวเวอร์แบงค์ ที่รักเรามาโดยตลอดบ้าง

จริงๆ แล้วผมก็มักจะพูดถึงสิ่งเหล่านี้เสมอนะครับ เวลาไปทำงานหรือไปถ่ายโน่นนี่นั่น ก็อยากจะบอกสิ่งเดิมๆ แหละครับ สิ่งที่เราพูดมาตั้งแต่เรารู้จักกันมาเมื่อสองปีที่แล้ว ที่เรามีชื่อเสียงมาตั้งแต่ตอนนั้น ก็ยังจะพูดเหมือนเดิมครับว่า อยากจะขอบคุณทุกคนที่ไม่ทิ้งกันไปไหน ที่ยังรัก ยังห่วง ยังแคร์ ยังคอยสนับสนุนทุกผลงาน ไม่ว่าจะเป็นผลงานไทยและต่างประเทศ แต่แต่ผลงานเล็กๆ ช่วงสั้นๆ ที่เราได้ทำขึ้นมา เขาก็ยังให้การสนับสนุนเรา ซัพพอร์ตเรา ก็เลยอยากจะขอบคุณ

แล้วก็อยากจะบอกว่าตัวเราเองเราก็รับรู้หมดถึงความรัก ความห่วงใยต่างๆ ที่แฟนคลับส่งมาให้เรา ไม่ว่าจะเป็นในทางโซเชียลก็ดี หรือช่องทางทั้งหลายแหล่ของเรา ก็รับรู้หมด ก็อยากจะบอกว่าอยากจะให้อยู่กันไปเรื่อยๆ นานๆ เราเองก็ยังไม่ทิ้งตรงนี้ไปไหน ทำงานตรงนี้ไปเรื่อยๆ ห้าปีสิบปี ก็อยากจะให้เขาอยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ จนโน่นเลยครับ สิบปี มองดูตัวผมเองว่าสิบปีข้างหน้าจะเป็นยังไง ก็อยากจะมีพวกเขาอยู่ข้างๆ กัน

 

เป็นยังไงบ้างคะ กับ ก็อต อิทธิพัทธ์ สัมภาษณ์ กุลสตรี น่าจะจุใจแฟนๆ กันมากทีเดียว แต่ถ้ายังไม่หนำใจ ลองมาดูคลิปพิเศษทาง YouTube ของเราได้เลยค่ะ

พบกับบทสัมภาษณ์สุด Exclusive ของ ก็อต อิทธิพัทธ์ ใน YouTube คลิก

[Sassy_Social_Share]
155