คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ในซีรีส์ ขายบริการ เป็นงานหรือเปล่า?

ตอนก่อนหน้า ได้ที่นี่ >>> 


SWING บ้านทางใจของคนขายร่างกาย

คนที่เขามาปรึกษาก็มีเกือบทุกเรื่องค่ะ แบบอยากจะออกจากอาชีพนี้แล้ว อยากไปทำธุรกิจ ทำสิ่งโน้นสิ่งนี้ ถูกทำร้าย กลั่นแกล้งมา ขอความช่วยเหลือ พาไปแจ้งความ ต่างๆ นาๆ คือน้องๆ จะรู้ว่าสวิงคือบ้านหลังที่สองของพวกเขา เพราะงั้นเวลาเข้ามาหลายคนก็ไม่ได้มีปัญหา ที่เข้ามาเพราะอยากเข้ามา ตรงนี้เป็นที่ของเขา บางทีตกงานมา ไม่รู้จะไปไหน ไม่มีข้าวกิน เขาก็มาที่นี่ ไม่ได้มาทุกวัน แต่เขาก็มา อย่างน้อยตรงนี้มันก็เป็นที่ที่หนึ่งที่เขาสามารถพูด สามารถบอกอะไรได้

ตอนนี้เรามีน้องๆ ที่เป็นคนขายบริการ และเป็นเกย์ที่เข้ามารับบริการกับเราแล้วติดเชื้อ HIV อยู่เกือบพันคน ซึ่งในจำนวนนั้นเราตามดูแลทั้งหมด ญาติก็ไม่ใช่ แต่ทำยิ่งกว่าญาติ หกโมงเช้าไปต่อคิวให้ที่โรงพยาบาลแล้ว น้องทุกคนที่เข้ามารับบริการที่นี่เมื่อตรวจแล้วผลเลือดออกมาเป็นบวก ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขารู้ว่าเขาติดเชื้อ จะมี Staff ของเราดูแล ส่วนใหญ่กว่า 90% เป็นเด็กต่างจังหวัดที่มาทำงานที่กรุงเทพและพัทยา สิ่งแรกที่พี่เขาจะเตรียมการคือเตรียมการเรื่องย้ายสิทธิ์การรักษา

ไม่มีใครหรอกที่ติดเชื้อ HIV แล้วอยากกลับไปรักษาที่บ้านเกิดของตัวเอง เพราะว่ามันมีการรังเกียจ มีตราบาปอยู่สองชั้น เป็นคนขายบริการแล้วยังจะติดเชื้ออีก สิ่งที่พี่ๆ จะทำการเป็นอย่างแรกคือการไปย้ายสิทธิ์ พาไปหาหมอ เวลาไปหาหมอเราจะกล้าบอกว่าปวดนู่นนี่นั่น แต่ถ้าเรามีเชื้อ HIV เราไม่กล้าบอกใคร ไม่กล้าจะพูดแม้แต่กับหมอ ไม่ว่าหมอจะถามอะไร พูดไม่ออก เสียงมันไม่ออก แล้วเราก็เป็นคนขายบริการอีก มันยิ่งพูดไม่ออก

พี่ๆ เหล่านี้ก็จะทำหน้าที่เป็นด่านแรกที่จะพูดกับหมอ คุยกับหมอ บางทีหมอพูดมาน้อง น้องก็ไม่เข้าใจ สมองน้องไม่รับรู้ พี่นี่แหละที่จะเป็นคนฟังข้อมูลจากหมอและเป็นคนดูแลน้อง แล้วก็ดูแลจนกระทั่งน้องได้กินยา ดูแลจนกว่าน้องจะสามารถดูแลตัวเองได้ หลังจากนั้นระยะในการติดตามก็จะลดน้อยลงไป

ความเจ็บปวด และความตายของคนขายบริการ

เคสนี้ไม่เคยลืม คือว่าน้องคนหนึ่งติดเชื้อ HIV ป่วยหนักมาก เราเลยพาน้องไปโรงพยาบาล และด้วยความไม่เพียงพอของห้องพักผู้ป่วย เลยทำให้น้องต้องนอนรอการรักษาอยู่ในห้องที่มีสภาพคล้ายกับห้องเก็บของ พอเราไปเยี่ยมแล้วเจอแบบนั้นเรารับไม่ได้ ก็เลยจัดการจนน้องได้ที่ที่มันโอเค แล้วทีนี้ก็คุยกัน น้องก็บอกว่าอยากกลับบ้าน แต่ว่าพ่อแม่ไม่รู้ว่าน้องเป็นอะไร เราเลยทำหน้าที่ประสานกับครอบครัวน้อง โทรไปหาแม่น้อง แนะนำตัวเองว่าเรามาจากโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ ไม่ได้บอกว่าน้องทำงานบาร์ เสร็จแล้วแม่ก็มา ตอนที่มาแม่ก็บอกว่าไม่มีค่าใช้จ่ายนะ เราก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวออกค่ารถให้

พอแม่เขามาเยี่ยม แม่เขาก็อยู่สักอาทิตย์สองอาทิตย์เขาก็เลยมีกำลังใจ พอมีกำลังใจแล้วก็กลับบ้านได้ แต่ตอนนั้นแม่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรนะ แล้วน้องก็บอกเราเองว่าน้องเลือกที่จะคุยกับแม่เองโดยไม่ให้พี่ๆ บอก เราก็โอเค ทีนี้น้องก็กลับบ้านไปกับแม่ อาทิตย์เดียวแม่โทรกลับมา แม่บอกว่า ส่งอะไรกลับมาให้เขา ให้เอากลับไป เราก็เลยเอาน้องกลับ น้องอยู่กับเราอาทิตย์เดียวก็เสียชีวิต เราต้องเป็นคนจัดงานศพให้ เคสนี้ไม่เคยลืมเลย ไม่ได้ว่าพ่อแม่หรือว่าครอบครัวหรอกนะ แต่เวลาที่น้องยังทำงานมีรายได้ น้องจะเป็นลูกรักมาก แต่ว่าวันหนึ่งที่น้องป่วยกลับไป น้องกลายไปเป็นอะไรก็ไม่รู้

แล้วก็อีกเคสหนึ่งที่ไม่เคยลืม ตั้งแต่ป่วยอยู่โรงพยาบาล น้องก็บอกกับเราว่าอยากกลับไปหาครอบครัว เราก็โทรหาครอบครัว ครอบครัวบอกไม่มีเงินค่ารถก็ไม่เป็นไร เราส่งเงินไปให้  พอน้องเสียชีวิต ทางมูลนิธิก็จัดการงานศพให้ วันงาน Staff บางคนทนไม่ไหว ทะเลาะกับญาติน้อง แบบแย่มาก แย่จริงๆ เวลาคนให้ซองมา ก็จะเอาซองไป คือเราไม่ได้กะว่าจะเอาซองนะ

ทีนี้พอจัดการงานศพให้ ก็คิดว่าเดี๋ยวครอบครัวคงจะเอากระดูกน้องกลับบ้าน แต่เปล่าค่ะ กลับไปแต่ตัว กระดูกใส่โกฏิวางไว้ ไม่เอากลับ ก็ไม่เป็นไร เราเอากระดูกน้องไปลอยอังคารก็ได้

น้องที่แฮปปี้กับครอบครัว ครอบครัวรับได้ มีความสุขก็มี แต่ว่าไอ้ที่ครอบครัวไม่รับเลยก็เยอะ ส่วนหนึ่งเรารู้เราก็ช่วยเหลือ แต่ว่าส่วนหนึ่งเราก็ไม่รู้ คือน้องต้องอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวด เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่เขากังวลมากตอนติดเชื้อคือเขาจะไม่มีรายได้ พอไม่มีรายได้ความสำคัญ ความเป็นลูก ความเป็นคนสำคัญในครอบครัวมันหายไป เขาก็จะอยู่อย่างต้องสู้ทั้งโรค ต่อสู้ทั้งกำลังใจตัวเอง เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องดูแลเขาตั้งแต่รู้ว่าผลเลือดเขาเป็นยังไง ดูแลจนมั่นใจว่าน้องอยู่กับตัวเองได้แล้ว

ขายบริการ เป็นงานหรือเปล่า

คนขายบริการ = รักสบาย+ไม่อยากทำงานลำบาก+อยากรวยเร็ว+อยากมีเงินเยอะๆ

ถ้าถามคำถามนี้เป็นแต่ก่อนก็คงรู้สึกว่าโกรธ แต่ ณ ตอนนี้ก็คิดว่าเราเข้าใจคนส่วนหนึ่งในสังคมที่คิดแบบนี้นะ เนื่องจากว่าข้อมูลที่ออกมาอยู่ตลอดก็มองคนกลุ่มนี้ที่มันเป็นด้านลบทั้งนั้นเลย ดังนั้นมันไม่แปลก เพราะนึกย้อนไปตัวเองเมื่อก่อนเราก็เคยมองแบบนี้

แต่ว่าสิ่งที่เราอยากจะบอกก็คือว่า คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน ถามว่าเขาอยากรวย อยากสบาย เราก็อยากรวยก็อยากสบาย เราเรียนจบปริญญาตรีแล้วกระเสือกกระสนเรียนปริญญาโทเพื่ออยากได้งานที่ดีกว่า จบปริญญาโทก็กระเสือกกระสนเรียนปริญญาเอก เหมือนกัน เพียงแต่ว่าเขาไม่มีโอกาสเหมือนที่เราหรือใครหลายๆ คนมีโอกาส ฉะนั้น อะไรที่มันอยู่ข้างหน้า อะไรที่ทำให้เขามีรายได้ เขาก็ทำ ถึงแม้เขารู้ว่าสิ่งนั้นมันลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีในตัวเขา เขาก็เลือกที่จะทำ เพราะว่ามันทำให้เขามีรายได้ ไม่ใช่ว่ามีแค่เขาคนเดียว เขาต้องเลี้ยงคนที่อยู่ข้างหลังเขาสี่ห้าชีวิต เราเองด้วยซ้ำเวลาเราทำงานเราเลี้ยงตัวเราเอง ไม่ได้เลี้ยงใคร

ข้อมูลเหล่านี้มันไปไม่ถึงคนในสังคม คนส่วนหนึ่งก็รู้ คนส่วนหนึ่งก็เข้าใจ แต่ว่าคนส่วนหนึ่งก็ไม่รู้ ก็เห็นภาพด้านเดียว คือภาพที่ฉายออกย้ำๆ มันเป็นภาพเชิงลบเสียมากกว่า ภาพเชิงบวกมันไปไม่ถึง ไม่แปลกที่คนเขาจะเข้าใจแบบนั้น ถ้าถามพี่พี่ก็มองอย่างเข้าใจนะ ว่าข้อมูลข่าวสาร Massage ในสังคมมันเป็นแบบนั้นค่ะ

มีน้องคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ทุกวันที่เดินออกจากบ้าน คนก็จะซุบซิบนินทากันว่า “นั่นไง น้ำหอมกลิ่นกะหรี่มาแล้ว” คือมันต้องเริ่มจากเราด้วย อย่าไปตีตราเขา อย่าไปพยายามจ้องมองคนอื่นในแง่ร้าย ถ้าเกิดว่าเราไม่ทำอย่างนี้ เขาก็สามารถที่จะทำงานได้ และอยู่ตรงนั้นได้อย่างมีความสุข การไปจ้องมองหรือว่าจ้องนินทาเขา มันไม่ได้ทำให้เขาหยุดจากการทำงานได้ เพียงแต่ว่ามันช่วยเขาในเรื่องจิตใจ เหมือนกับว่ามันโดนกดดันมากเข้าๆ มันก็จะมีเรื่องยาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง เหมือนกับต้องดิ้นรนหาทางออกให้กับตัวเอง

ความฝันที่แท้จริงของคนขายบริการ

ทุกคนอยากมีชีวิตที่ดี ไม่ใช่แค่ตัวเองนะ ทุกคนอยากให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดี อยากให้ลูกได้เรียนหนังสือแบบที่ลูกคนอื่นได้เรียน อยากให้พ่อแม่มีบ้านแบบที่คนอื่นได้มี อยากมีเหมือนคนอื่น แต่ว่าต้นทุนของเขามีน้อย เส้นทางที่จะทำให้เขาได้สิ่งนั้นได้เร็วคือทำอาชีพนี้ เผื่อโชคดีได้ฝรั่งมาเลี้ยง มันจะทำให้เขาไปถึงความฝันของเขาได้เร็ว

แต่ถ้าถามว่าภายใต้ทางลัดมันจะทำให้เขามีความสุข ทำให้เขาภูมิใจในการเป็นคนขายบริการไหม มันไม่ใช่ อย่างที่บอกค่ะว่ามันไม่ง่าย นอนกับใครก็ไม่รู้ เขาจะเอาเราไปปาดคอหรือเปล่าก็ไม่รู้

สังคมไทย กับความเข้าใจเข้าใจในอาชีพคนขายบริการ

พี่คิดว่า เรายอมรับความเป็นจริงที่มันอยู่ข้างหน้าเถอะ ว่ามันมีอาชีพนี้อยู่ มีคนตรงนี้อยู่ มันมี Demand มี Supply เมื่อมันมีอยู่เราจะทำอย่างไร เราจะมองเขา เราจะจัดการกับเขาเป็นเหมือนใบไม้ เป็นเหมือนขยะ หรือจะเราจะจัดการเขา มองเขาเป็นเหมือนคน ถ้าเรามองเขาเป็นคน สิ่งที่เราจัดการกับเขาก็เหมือนจัดการกับตัวเราเพราะเราก็เป็นคน

ฉะนั้น การจัดการมันก็ไม่แตกต่างกัน สวัสดิการคุณต้องมีให้เขา การคุ้มครองคุณต้องมีให้เขา เหมือนที่เราพยายามเรียกร้องให้มีคนคุ้มครองเรา สิทธิเขาควรจะได้รับเหมือนที่เราพยายามเรียกร้องสิทธิ เขาควรจะได้ทุกอย่างเหมือนที่เราได้

ไม่ต้องทำอะไรให้เขาพิเศษกว่าคนอื่น แค่ทำให้เขาเหมือนกับคนอื่น พี่คิดว่าหลักการมีแค่นี้เอง แล้วมันไม่ต้องใช้เม็ดเงินมโหฬาร เพียงแค่เราเปิดใจและเข้าใจ มันก็ช่วยอะไรได้เยอะมากเลยนะ

ขายบริการ เป็นงานหรือเปล่า

ผู้หญิงขายบริการ – ผู้หญิงตัวแสบ

หนึ่งสิ่งที่ต้องทำหนักๆ เลย ก็คือบอกกับน้องๆ ก่อนว่า ต้องลบล้างความเชื่อเดิมว่าเราไม่ดี เป็นผู้หญิงตัวแสบ พี่ว่าที่เขารู้สึกกันแบบนี้เพราะถูกข้างนอก สังคม มองเขา พูดกับเขาแบบนี้ จนเขาสะกดจิตตัวเองว่าเขาเป็นแบบนี้ เป็นผู้หญิงตัวแสบ จนเขาเชื่อไปเอง มันก็เลยทำให้บางคนก้าวข้ามออกมาไม่ได้ เพราะมันเชื่อจนฝังเข้าไปในตัวเองแล้ว

ฉะนั้นสิ่งที่ SWING ทำก็คือบอกให้เขาเคารพในสิ่งที่เขากำลังทำ แล้วก็รักตัวเอง ไม่ว่าตัวเอง ไม่รู้สึกว่าตัวเองไม่ดี ต้องไม่รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันผิดกฎหมาย อย่างเนี่ยคือมันต้องปลดตรงนี้ให้ได้ แต่ว่าก็ต้องใช้เวลาพอสมควร มันต้องทำเป็นภาพใหญ่ตั้งแต่ระบบการศึกษาในโรงเรียนเลยนะ เวลาสอนเด็ก เราไม่ได้บอกให้เด็กทุกคนทำอาชีพนี้ แต่สิ่งที่พวกเราพยายามทำก็คือดึงพลังหรือภาพด้านบวกของน้องๆออกมา เพื่อที่จะทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า และลบภาพด้านลบที่กดทับตัวพวกเขาออกไป

ขายบริการ เป็นงานหรือเปล่า

ก้าวต่อไปของ SWING

ที่สำคัญมากๆ คือสาขาจิตวิทยา ไม่นานนี้ยังคุยอยู่เลยว่าถ้ามีเงินต้องหาจ้างจิตแพทย์มาอยู่กับเราสักหน่อย เพราะว่าพี่คิดว่าเรื่องกายภาพมันมองเห็นแล้วก็เยียวยากันได้ แต่ว่าเรื่องทางจิตมันยาก แล้วก็ไม่ค่อยมีใครคิดถึงเรื่องทางจิตวิทยา รวมทั้งตัวน้องๆ เองก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังมีปัญหา หรือเจ็บป่วยทางจิต มีความเครียดกับครอบครัว กลัวลูกค้าจะทำร้าย จะฆ่าบ้าง กลัวติดเชื้อ

การเจ็บป่วยทางจิตมันรุนแรงมากๆ ค่ะ ฉะนั้นจึงจำเป็นมาก เพราะฉะนั้นวิธีการที่สวิงทำเนี่ย เนื่องจากว่าน้องๆ ส่วนใหญ่รวมถึงตัวเองไม่ได้เป็นนักจิตวิทยา รูปแบบกิจกรรมของเราคือ จะทำกิจกรรมที่เน้นให้เขามีความสุขและสนุก อย่างน้อยเราเชื่อว่าในช่วงเวลาที่เขามาร่วมกิจกรรมกับเรา อย่างน้อยเขาก็มีความสุขในช่วงสั้นๆ ช่วยลบความเครียด ความทุกข์ การเกลียดตัวเอง หรือการดูถูกตัวเองลงไปได้

ส่วนเป้าหมายสูงสุดของกลุ่มสวิง ก็คือทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อน ไม่ได้บอกว่าจะแก้ไขกฎหมายให้ถูกต้องเพราะมันคงไม่มีทาง เราจึงทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้สังคมมองคนกลุ่มนี้เป็นคน ให้คนกลุ่มนี้ได้รับโอกาส ได้รับสิทธิเหมือนคนอื่นๆ อันนี้เป็นหน้าที่หลักของเราเลย ทำให้น้องๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดี คงไม่ได้มีเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่ได้รับการศึกษา การมีสุขภาพที่ดี นี่คือหนึ่งในสิ่งที่เขาควรต้องได้ในการเป็นมนุษย์

จาก Sex worker สู่ Sex workers   

สิ่งที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งที่สวิงทำ คือตอนนี้ Staff ทั้งในกรุงเทพฯ และพัทยารวมทั้งหมด 40 กว่าคน ในจำนวนนั้น 70% เป็น Sex worker มาก่อนทั้งนั้นเลย พวกเขาเหล่านี้เมื่อก่อนก็เคยเป็นสมาชิก เคยเข้ามาร่วมกิจกรรม แล้วหลังจากนั้นก็รับพวกเขาเข้ามาเป็นอาสาสมัคร ค่อยๆ พัฒนาพวกเขาจนพวกเขาลุกขึ้นมาทำงานให้กับองค์กรด้วยตัวเอง เป็นผู้จัดการด้วยตัวเอง ทำงานระบบการบริหารจัดการข้อมูลได้ด้วยตัวเอง เป็นเจ้าหน้าที่ให้ปรึกษาได้ด้วยตัวเอง สามารถฝึกเจาะเลือดได้ด้วยตัวเองร่วมกับเจ้าหน้าที่วิชาชีพ

อันนี้มันเป็นอันหนึ่งที่อยากให้สังคมเห็นว่า พวกเขาก็มีศักยภาพและมีความสามารถ เพียงแต่ว่าเขาไม่มีโอกาส ตรงนี้พยายามจะเป็นเหมือนห้องทดลองที่จะทำให้เห็นว่า พวกเขาว่ามีศักยภาพและความสามารถจริงๆ

ไม่นานมานี้ เขาไปทำหน้าที่เป็นวิทยากรให้ความรู้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำบางละมุง พัทยา ซึ่งพวกเขาเองที่ผ่านมาก็เป็น Sex worker มาก่อน แต่ว่าหลังจากที่เขาได้ทำอะไรอย่างนี้ เขาก็สามารถที่จะไปทำงานช่วยคนอื่นต่อได้อีก เป็นสิ่งที่เราอยากจะให้รัฐได้เห็นว่าพวกเขามีความสำคัญ พวกเขามีความสามารถ เพราะฉะนั้นจึงต้องสนับสนุน จะต้องดูแลพวกเขาอย่างไร เพื่อที่จะให้เขาเองสามารถจะเป็นหน่วยที่จะไปช่วยแก้ปัญหาให้กับประเทศ ให้กับสังคมของเราต่อไป

งานขายบริการ คืองานอย่างหนึ่ง

Sex work มันก็มีมาตั้งนานแล้วเนอะ (หัวเราะ) จริงๆ แล้วสิ่งที่เขาทำเนี่ย เขาก็ทำอยู่บนเนื้อตัวร่างกายของเขา เขาไม่ได้ไปจี้ ปล้น ฆ่า เขาไม่ได้เอาปืนไปจ่อแล้วพูดว่าเธอต้องมีเซ็กส์กับฉัน เธอต้องจ่ายเงิน เขาก็ทำบนเนื้อตัวร่างกายของเขา แล้วเขาก็ทำในเส้นทางที่สุจริต เราเองหรือสังคมเองหรือเปล่าที่ไปเอาเขามาเป็นจำเลย ว่าเขาทำผิด เขาเป็นอาชญากร

พี่ต้องย้อนกลับไปอีกว่า ถ้าเรามองอย่างเปิดใจ เขาก็ไม่ต่างจากพนักงานขายทั่วไป เพียงแต่ว่าสิ่งที่เขาขายเป็นเครื่องดื่ม เป็นบริการ เป็นนั่งคุย ก็เหมือนกับพนักงานคนอื่นๆ ปัญหาใหญ่คือเรามองเขาแบบปิดใจ ถ้าเรามองแบบเปิดใจ เขาไม่ได้มายืนขายกันกลางถนน หรือนอนมีเซ็กซ์กันกลางถนน เขาก็มีห้องหับของเขา ก็เหมือนเราเวลามีเซ็กซ์ เราก็อยู่ในห้องหับ ในพื้นที่ส่วนตัว มันไม่ได้แตกต่างกันเลย การมีเซ็กซ์ของเขาก็ไม่ได้แปลกประหลาดไปจากที่มนุษย์ทั่วไปมี มันอยู่ที่การมองอย่างเปิดใจเท่านั้นเอง

คลิกอ่านตอนต่อไป ได้ที่นี่ >>> ขายบริการ เป็นงานหรือเปล่า? (4) เรื่องไม่ปะติดปะต่อของ “แม่กล้วย” อดีตคนขายบริการย่านพัฒน์พงศ์

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของมูลนิธิ SWING ได้ที่ Fanpage SWING Thailand


คลิกเพื่ออ่านทุกตอนของซีรีส์ ขายบริการ เป็นงานหรือเปล่า? ได้ที่นี่ >>>

[Sassy_Social_Share]
126