แม้ว่า จักรกฤต โยมพยอม หรือที่เรารู้จักกันในนาม ” ครูทอม คำไทย ” จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทยและวรรณคดีไทย แต่หลายๆ ครั้งเรามักจะเห็นครูทอมไปทำงานอื่นๆ มากมายหลายชนิด ตั้งแต่เป็นพิธีกร วิทยากร นักแสดง นักเขียน คอลัมนิสต์ พิสูจน์อักษร ยูทูบเบอร์ นักแสดงทอล์คโชว์ ฯลฯ (น่าจะเหลือแต่นักร้องกับดีเจที่เขายังไม่เคยทำ)

ในเมื่อเขาทำงานหลากหลายขนาดนี้ และด้วยความที่คนส่วนใหญ่ต่างก็เรียกเขาว่า ครูทอม คำไทย ก่อนเริ่มสนทนา เราจึงถามเขาตรงๆ ว่า คุณคิดว่าตัวเองมีอาชีพอะไรกันแน่ เมื่อเขาตอบอะไรบางอย่างออกมา เราเองก็ได้แต่นั่งคิดและสงสัยตามเขาไปด้วย

เพราะเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจำกัดความอาชีพของตัวเองยังไงดี

แต่เนื่องด้วยว่าเราชวนเขามานั่งคุยกันเกี่ยวกับการพูดและการเล่าเรื่อง เราเลยถามเขาเรื่องของการพูดและการเล่าเรื่องที่วนเวียน เป็นส่วนหนึ่งในอาชีพ และเป็นสิ่งที่เขาน่าจะทำได้ดีที่สุด อย่างน้อยก็ในตอนนี้ที่เขายังคงประกอบอาชีพด้านการพูดและการเล่าเรื่องอยู่อย่างสม่ำเสมอ เราเลยถือวิสาสะเรียกสรุปอาชีพของเขาว่า “นักเล่าเรื่อง” ไปพลางๆ ก่อน ตามทักษะอาชีพที่เขาทำที่มักใช้การพูดและเล่าเรื่องเป็นส่วนใหญ่

พร้อมที่จะฟังครูทอมเล่าเรื่องอาชีพนักเล่าเรื่องแล้วใช่ไหม

หากาแฟที่ชอบ นั่งบนเก้าอี้สบายๆ แล้วฟังครูทอมเล่าเรื่องกัน

หมายเหตุ – เนื่องจากเราอยากให้ได้บรรยากาศเหมือนได้นั่งจิบกาแฟ ฟัง ครูทอม คำไทย เล่าเรื่องเกี่ยวกับการพูดและการเล่าเรื่อของเขาเอง บทสัมภาษณ์นี้จึงออกมาในรูปแบบวีดิโอแกลลอรี่ ที่มีวีดิโอสัมภาษณ์แยกออกเป็น 3 ชิ้น และมีบทสัมภาษณ์ให้อ่านด้วย อยากดูครูทอมพูด ก็คลิกดูที่วิดิโอ ถ้าอยากอ่านเฉยๆ ก็อ่านบทสัมภาษณ์ หรือถ้าทั้งอยากฟังและดูไปพร้อมๆ กัน เราก็ไม่หวงห้าม!


เล่าจุดแรกของการพูดของคุณให้เราฟังหน่อย ตั้งแต่ที่คุณเป็นสุดยอดแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่

มันเริ่มจากการเห็นโพสต์ประกาศรับสมัครในรายการแฟนพันธุ์แท้ครับ แล้วก็รู้จักกับน้องที่คณะที่เป็นสุดยอแฟนพันธุ์แท้คนรักวัง สมัยนานนมมาแล้วตั้งแต่คุณปัญญาเป็นพิธีกร เขามาโพสต์ในกรุ๊ปของภาควิชาภาษาไทยว่ารายการแฟนพันธุ์แท้เปิดรับสมัครแข่งขันแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่ แล้วไอ้เราก็รู้สึกว่ารู้เรื่องของสุนทรภู่ ทั้งผลงานทั้งประวัติพอสมควร ก็เลยสมัครไป แล้วเขาก็เรียกไปออดิชั่น สอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์ จนได้เป็น 5 คนสุดท้ายแล้วก็ได้ชนะเลิศมา

เท่าที่เราเห็นคุณในตอนนั้น สังเกตว่าคาแร็คเตอร์ของคุณในตอนนั้นคือดูเป็นคนที่ Alert แล้วก็พูดเก่งๆ

คือมันดีหรือไม่ดีครับ (หัวเราะ)

มีคนเคยบอกไหมว่าคุณเป็นคนที่พูดเก่ง

เยอะ หลายคนก็บอกว่าเราเป็นคนพูดเก่ง แล้วหลายคนก็จะบอกว่าเรามีบุคลิกแบบนั้น จริงๆ แล้วมันก็เป็นสิ่งที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่ว่าเราเป็นเด็กกิจกรรม ชอบทำกิจกรรม ตั้งแต่อยู่โรงเรียนก็เป็นพิธีกรในงานต่างๆ พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ไปทำค่าย เป็นพิธีกรในงานมหาวิทยาลัย ไปค่ายสอนแนะแนวการศึกษา ทำโน่นทำนี่มากมายครับ มันก็เลยค่อยๆ หล่อหลอมและพัฒนาทักษะด้านการพูด ทักษะต่อหน้าผู้คนมากมาย ทำให้เราไม่ค่อยจะเขินอายเท่าไรนัก

ครูทอมคำไทย

แล้วตัวคุณเองจริงๆ เป็นคนชอบพูดไหม

(เน้นเสียง) ชอบครับ ชอบๆๆๆ ชอบพูด รู้สึกสนุกจังเลยเวลาที่เราได้พูด เวลาที่เราได้เล่า เวลาที่เราได้ถ่ายทอด เรารู้สึกชอบการใช้เสียงของตัวเอง เวลาใครให้เราไปพูดอะไร แล้วการพูดของเรามันเกิดประโยชน์ต่อคนอื่นด้วย อาจจะไม่ใช่ในเชิงสาระความรู้ แต่เวลาเราพูดอะไรที่ตลก สนุกสนาน เรารู้สึกว่ามันบันเทิง เราก็รู้สึกว่ามันเป็นประโยชน์อย่างหนึ่ง ที่เรารู้สึกว่ายินดีที่เราเป็นคนหนึ่งที่สร้างประโยชน์ให้กับเขาไม่ว่าจะแง่ใดก็ตาม

ครูทอมคำไทย

หลังจากแฟนพันธุ์แท้ งานแรกของคุณคืออะไร เกี่ยวกับการพูดเลยไหม

คือหลังจากได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ ตอนนั้นออกอากาศเดือนมิถุนายน 2012 แล้วช่วงปลายปีนั้น ประมาณเดือนกันยายน ทางบริษัททีวีบูรพาก็ติดต่อมา บอกว่าจะทำรายการเกมโชว์การตอบปัญหาภาษาไทย ชื่อว่า “เกมเด็ดเจ็ดกระดาน” เขาก็ติดต่อมาให้เราไปลองแคสต์เป็นพิธีกร ก็ปรากฏว่าได้ ก็เลยได้ทำรายการนี้ เป็นพิธีกรรายการแรกอย่างเต็มตัว

แล้วหลังจากนั้นรายการที่สอง คือแม้ว่าผมเองจะชอบภาษาไทย แต่เรามองว่ามิติของภาษามันมีหลากหลาย คำสแลง คำคะนองต่างๆ ใช้ได้ไม่มีปัญหา แต่ในขณะที่บางคนจะมองว่าเป็นภาษาวิบัติ ตอนนั้นคำว่า “บ่องตง” ฮิตมาก เราชอบมากเลย มันเท่มาก ผมเล่นทวิตเตอร์กับน้องโดม เดอะสตาร์ (จารุวัฒน์ เชี่ยวอร่าม) ก็ใช้คำนี้เหมือนกัน ก็เลยทวิตโต้ตอบกันไปมา ใช้คำว่าบ่องตงทุกทวิตเลย ปรากฏว่ามีสำนักข่าวหนี่งแคปเจอร์ทวิตบทสนทนานั้นไปลงข่าวว่าเป็นคำฮิต แม้แต่ครูทอมคำไทยก็ยังใช้เลย คนก็เลยรุมด่าหาว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาษาวิบัติ ซึ่งเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงทางภาษาอย่างหนึ่ง

แล้วพี่หนุ่ย (พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์) ก็เห็นตรงนี้ ก็เลยโทรมาบอกว่าชอบที่เราอธิบายเรื่องของมิติทางภาษา เรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางภาษาในโลกออนไลน์ ซึ่งพี่หนุ่ยบอกว่าชอบประเด็นเรื่องของภาษาในโลกออนไลน์ ประกอบกับว่ากำลังทำรายการใหม่ชื่อว่า “แบไต๋ไอที” แล้วก็ตั้งใจว่าจะให้มีช่วงหนึ่งที่ชื่อว่า “คำไทยในเน็ต” มาวิเคราะห์ว่าศัพท์แปลกๆ ใหม่ๆ ในเน็ตมีที่มาจากไหน เราก็มาอธิบายความรู้ต่างๆ ก็เลยกลายมาเป็นรายการที่สองที่ได้เป็นพิธีกรอย่างเป็นทางการ


คุณรู้สึกยังไงที่การพูดของคุณสามารถเอาไปใช้ทำมาหากินได้

อืม…รู้สึกดีสิครับ (หัวเราะ) รู้สึกดีมากที่สิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เราชอบมันสามารถทำรายได้ให้กับตัวเองได้ แต่มันไม่ใช่แค่หารายได้เท่านั้น คือสิ่งที่เราพูดไปมันไปทำประโยชน์ให้กับคนอื่น ให้กับสังคมได้ด้วย

คือจริงๆ แล้วถ้าพูดเรื่องอาชีพนะครับ ตั้งแต่ตอนเด็กๆ ไม่เคยคิดว่าอยากจะเป็นอะไร ด้วยความที่เราเป็นคนเรียนเก่ง พ่อแม่ คนรอบข้างก็จะยัดแนวคิดมาให้ว่า เรียนเก่งแบบนี้ต้องเป็นหมอ เราก็โอเค อยากเป็นหมอ แต่พอขึ้นมัธยมมา ได้เรียนอะไรที่ยากขึ้น เราก็รู้สึกว่าวิทย์กับคณิตมันไม่ใช่ทางเลย แต่ว่าพวกภาษา ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษเราทำได้ค่อนข้างดีมาก เกรดสวยมากเลย เราก็เลยเลือกแผนตอน ม.ปลาย เป็นศิลป์-ภาษาฝรั่งเศส แล้วช่วงนั้นก็ได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันหลายอย่างมาก ทั้งการแต่งคำขวัญ แต่งกลอน แต่งคำขวัญ มันยิ่งตอกย้ำให้เรารู้สึกว่าเราชอบภาษาไทย ไม่ได้คิดว่าอยากจะทำอะไร รู้แต่ว่าถ้าเราเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เราก็จะเรียนเกี่ยวกับภาษาไทย เพราะมันเป็นสิ่งที่ชอบและถนัด

ตอนปีแรกๆ ก็ยังไม่ชัด แต่พอขึ้นปี 3 ปี 4 ถึงรู้ว่าเราชอบการพูด ชอบการสอนหนังสือ เราเลยรู้สึกว่าถ้าได้เป็นพิธีกรรายการสอนภาษาไทย เราจะมีความสุขมากๆ

ครูทอมคำไทย

น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า งานส่วนใหญ่ที่คุณทำมักจะเป็นงานที่เกี่ยวกับการพูด การเล่าเรื่อง

ต้องรู้สึกยังไงดี (หัวเราะ) อย่างแรกคือรู้สึกสนุก การพูดเป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว เราสนุกที่ได้พูด เราสนุกที่ได้เห็นคนที่ได้อะไรจากการพูดของเรา ดังนั้นถ้าได้พูด ได้ทำในสิ่งที่ชอบ นอกจากจะเป็นประโยชน์แล้วมันยังสร้างรายได้ให้เราได้ด้วย ทำให้เรารู้สึกสนุกในการได้ไปพูดที่ไหนก็ตามแต่

คุณทำอะไรหลายอย่างมากๆ ซะจนเราเองยอมรับว่าไม่รู้จะจำกัดความคุณว่าเป็นคนทำอะไรกันแน่

เนี่ยครับ ทำมาหลายอย่างซะจนไม่รู้ว่าตัวเองมีอาชีพอะไร แต่เราก็คิดว่า เอ๊ะ จำเป็นไหมที่จะต้องนิยามว่าคนๆ หนึ่งจะต้องทำอาชีพอะไร เพราะว่าเราสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกันได้ เราสามารถที่จะสวมบทบาทหลายๆ อย่างได้ ตอนนี้อาจจะเป็นครู ตอนนั้นอาจจะเป็นพิธีกร อีกตอนเป็นนักเขียน เป็นพิสูจน์อักษร เป็นนักแสดง คือมันมีความลื่นไหลเข้าหากันได้หมดเลย ก็เลยคิดว่าจำเป็นไหมที่จะต้องมานิยามว่าประกอบอาชีพอะไรบ้าง หรือจะบอกไปเลยว่าประกอบอาชีพอะไรบ้างโดยที่ไม่ต้องตั้งชื่อ

หรือถ้าเราบอกตัวเองว่าเป็น Freelancer ทำอาชีพอิสระ ก็ต้องมานั่งอธิบายว่าทำอะไร เพราะฉะนั้นเวลาคนมาถามว่าอาชีพอะไร ก็จะบอกไปเลยว่า งานไหนทำแล้วได้เงินงานนั้นแหละคืออาชีพหลัก แค่นั้นเอง

คุณชอบงานด้านการพูดด้านไหนที่คุณเคยทำมากที่สุด

อย่างที่ผมบอกว่าสิ่งที่ค้นพบว่าชอบตอนที่เรียนปี 3 คือการสอนหนังสือ มันจะดีมากเลยถ้าเราได้เป็นพิธีกรรายการด้านการสอนหนังสือ อันนี้ก็เลยเป็นสิ่งที่รู้สึกว่าชอบที่สุดแล้ว เวลาทำงานใดๆ ที่ได้สอนหนังสือไปด้วย อาจจะไม่ใช่รายการสอนแบบเพียวๆ แต่เป็นรายการอะไรก็ได้ที่เราได้สอดแทรกความรู้ เกร็ดเกี่ยวกับภาษาไทย เกร็ดเกี่ยวกับวรรณคดีไทยลงไปด้วย ทำให้เรารู้สึกสนุกกับมันมากๆ

จากตรงนั้นก็เลยทำให้คุณเป็นที่รู้จักว่าเป็นคนที่เชี่ยวชาญด้านภาษาไทย

ใช่ๆๆๆ คนจะรู้สึกว่าเราเป็นคนที่เชี่ยวชาญด้านภาษาไทย วรรณคดีไทย แต่ว่าจริงๆ แล้วอะไรที่มันลึกๆ เราเองก็ไม่ได้รู้มาก ก็ยังต้องศึกษา ต้องอ่านหนังสือเพิ่มเติมเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ เพราะว่ายังมีความรู้อีกมากมายที่เรายังไม่รู้ พอมันกลายมาเป็นภาพจำ และมันเป็นสิ่งที่เราชอบ ดังนั้นถ้ามีโอกาสใดๆ ที่เราจะถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ได้ เราก็จะพยายามทำ

ครูทอมคำไทย

คุณเองก็เคยมีงานเกี่ยวกับการเล่าเรื่องอีกอย่างหนึ่งคือการทำทอล์คโชว์ “ทอมขึ้นคูล” เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งหลายๆ คนที่เคยทำทอล์คโชว์มาก่อน ก็จะบอกกันว่ามันยากมาก หลายคนเลิกทำไปแล้วด้วยซ้ำ ทำไมคุณถึงอยากทำ

ตอนนั้นที่ทำเพราะว่าอยากจะลอง อยากลองทำ แล้วก็รู้สึกว่าเราก็น่าจะทำได้ไม่แย่ จากการที่เราได้ไปสอน เป็นวิทยากรตามที่ต่างๆ หรือว่าขึ้นเวทีเล็กๆ บ้าง เวลาเราเล่าเรื่องแล้วเขาตลก มีอารมณ์ร่วม เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ก็เลยรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เราก็น่าจะทำได้ดีเหมือนกัน ก็เลยคิดอยากลองทำโชว์ขึ้นมา แล้วก็สอดแทรกเกร็ดเกี่ยวกับภาษาไทย วรรณคดีไทยลงไปด้วย

แล้วพอลองทำก็รู้สึกว่ามันก็เวิร์ค ตรงที่ว่าเรามีโอกาสได้ลองพูดต่อหน้าผู้คนมากมาย แล้วเรารู้ว่าเล่าอย่างไรถึงจะเวิร์ค เรียงลำดับการเล่ายังไง เล่าอย่างไรถึงจะ Built อารมณ์คนดูให้ไปถึงจุดสำคัญของเรื่อง พอเรามีข้อมูลแล้วก็เอามาคุยกับทีมว่าจะใส่อะไรลงไปในโชว์บ้าง หลายอย่างก็เป็นการสนองความต้องการของตัวเอง ถ้าเราอยากร้องเพลง เสียงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็ไปเรียนร้องเพลง ฝึกการออกเสียง ตัวผมเองมีโอกาสได้ไปพากษ์รายการเจ้าขุนทองอยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะเลิกไป แล้วเรารู้สึกคิดถึง อยากทำอีก ก็เลยชวนพี่ๆ เจ้าขุนทองมาขึ้นเวทีด้วยกัน แล้วก็จัดโต้วาที มีอาจารย์แอ้ (กรรณิการ์ ธรรมเกษร) เจ้าของรายการ “โต้คารมมัธยมศึกษา” มาเป็นพิธีกร แล้วก็แทรกมุขตลก แทรกเกร็ดความรู้ต่างๆ ลงไปด้วยครับ

พอทำทอล์คโชว์แล้ว ในความคิดคุณรู้สึกว่ามันเวิร์คไหม

โดยส่วนตัวรู้สึกว่ามันเวิร์คมาก เพราะหลายๆ อย่างเราได้มีโอกาสลองเล่น ได้ลองเล่ามาแล้ว พอมีโอกาสมาทำโชว์ก็ต้องช่วยคิดกับทีมงานว่า เราจะใส่อะไรลงไปในโชว์บ้าง จะลำดับเรื่องอย่างไร ที่ไม่ใช่แค่การออกมาเล่าเรื่องเฉยๆ เพื่อให้เรื่องมันออกมาไหลลื่นมากขึ้น

เพราะเรารู้สึกว่า การที่เราจะเล่าเรื่องใดๆ ก็ตาม บางทีแค่การมีเรื่องที่จะเล่าอยู่ในหัวมันไม่พอ เราควรจะรู้ด้วยว่าจะเรียงลำดับอย่างไรให้เหมาะสม ถูกที่ ถูกเวลา ถูกกาลเทศะ

ครูทอมคำไทย

คุณอยากเล่าเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษาไทยบ้างไหม

(เน้นเสียง) อยากมาก อยากมากๆ ถึงแม้ว่าเราจะชอบภาษาไทย ชอบวรรณคดีไทย แต่เราไม่ได้ชอบภาษาไทยอย่างเดียว คือผมรู้สึกว่าความชอบของคนเรามันมีได้หลายอย่าง อย่างเรื่องภาษา ผมเป็นคนที่ชอบเรียนภาษามาก ชอบการเดินทาง ชอบไปเที่ยวต่างประเทศ ชอบไปศึกษาศิลปะวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ แล้วเรารู้สึกว่าเราได้ไปเห็นมาหลายๆ ประเทศ ก็เลยอยากจะเล่า ตอนนี้ก็พยายามจะเขียนพ็อกเก็ตบุ๊คอยู่เล่มหนึ่ง เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางที่ตัวเองได้ไปเจอมา


แน่นอนว่าการที่คุณเล่าเรื่องภาษาไทยและวรรณคดีไทย ก็มักจะมีคนออกมาบอกว่า คุณเอาวัฒนธรรมไทยอันดีงามลงมาแปดเปื้อน เอาลงมาเล่นได้อย่างไร

เนี่ย หงุดหงิดกับอะไรแบบนี้มากเลย เอาจริงๆ เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ เลยนะว่า ผู้ใหญ่บางคนจะชอบพูดว่าต้องสืบสานภาษาไทยวรรณคดีไทย เพราะว่าวรรณคดีไทยเป็นมรดกของชาติ เป็นของสูงค่า แต่ผมเองจะรู้สึกว่า ยิ่งเราไปย้ำว่าภาษาไทย วรรณคดีไทยเป็นมรดกของชาติปุ๊บ เราจะรู้สึก

ไม่อยากจะไปแตะต้องมัน แล้วพอเราไม่ไปแตะต้องมัน มันอยู่ตรงนั้นที่เดิม ไม่ได้มีการพัฒนา ไม่ได้มีความก้าวหน้าเลย อย่างที่เราเห็นว่าในโลกปัจจุบันจะพบว่า อะไรที่เอามาดัดแปลงทำนั่นทำนี่ มันทำให้มีคนรู้จักอยู่เรื่อยๆ

ผมเองรู้จักกับพี่ที่เป็นผู้กำกับ มาปรึกษาว่าเขากำลังจะทำโฆษณา แล้วก็หยิบเอาตัวละครไทยมาเล่น มาใส่ในโฆษณา จำไม่ได้แล้วว่าเรื่องเป็นยังไง แต่ผมชอบมากเลย ผมชอบการเอาวรรณคดีมาทำเป็นสื่อสมัยใหม่ ปรากฏว่าพอไปเสนอกับหน่วยงานราชการ ผู้ใหญ่ก็ไม่ชอบ เขาบอกว่าเอาวรรณคดีไทยมาเล่น ผมก็เลยรู้สึกว่า เฮ้ย เขาทำวรรณคดีขึ้นมาเพื่อความบันเทิง! จะเอาไปทำโฆษณา การ์ตูน ไปทำอะไรตลกโปกฮาก็เอาไปทำสิ ขนาดขายหัวเราะยังเอาพระอภัยมณีมาเล่นตั้งนานเป็นสิบๆ ปีแล้ว

การเอาวรรณคดีไทยมาเล่นแบบนี้นี่แหละที่ผมรู้สึกว่ามันทำให้วรรณคดีไทยไม่มีวันตาย มันเป็นการต่อลมหายใจให้กับสิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่ไปยุ่ง ไม่ไปสนใจ ไม่ไปทำอะไรเลย ปล่อยไว้อย่างนั้น สุดท้ายมันก็จะเลือนหายไปจากความทรงจำของคนไทย

ถามตรงๆ ว่า มีจุดที่คุณรู้สึกเบื่อ ไม่อยากเล่าเรื่องภาษาไทยแล้วบ้างไหม

ถ้าถามว่าเบื่อไหม ไม่เบื่อ มีความสุขมากกับการเล่าเรื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุขมาก เราไม่เบื่อกับการเล่าเรื่องภาษาไทย แต่มีความรู้สึกว่า เราไม่ได้ชอบแต่ภาษาไทยอย่างเดียว เราก็อยากจะทำอย่างอื่นเหมือนกัน อยากจะให้คนเห็นเราเห็นในอีกมุมหนึ่งว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาไทยหรือวรรณคดีไทยอย่างเดียว แต่สามารถเล่าเรื่องอื่นๆ ได้เหมือนกัน เช่นเรื่องตลก เรื่องการเดินทาง การท่องเที่ยว ในแง่มุมต่างๆ  อะไรแบบนี้

เคยมีคนให้คุณไปเล่าเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องภาษาไทยบ้างไหม

มีครับ มี อย่างเช่นเรื่องของการใชโซเชียลมีเดีย เพราะว่าเราอยู่ในโซเชียลเยอะมาก เล่นโซเชียล เขียนบทความออนไลน์ ก็จะได้เห็นอะไรมาเยอะมากทั้งเรื่องดีและไม่ดี เรามีวิธีที่จะรู้เท่าทันสื่ออย่างไรก็สามารถเอามาเล่าได้ หรือเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม ล่าสุดก็มีคนติดต่อมาให้ไปพูดเรื่องคุณธรรม จริยธรรมให้กับเด็กประถม มัธยม เราก็อยากให้เด็กคิดวิเคราะห์มากขึ้น ก็วางเนื้อหาเลย หยิบเพลงหน้าที่เด็กมา เนื้อเพลงก็คือ เด็กเอ๋ยเด็กดีต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน หนึ่งนับถือศาสนา ให้เด็กถกเถียงกันเลยว่าถ้าไม่นับถือศาสนาแล้วถือว่าเป็นคนดีมั้ย ถ้าเราไม่นับถือศาสนาทำไมเราจะเป็นคนดีไม่ได้ แล้วก็เล่าเรื่องว่า ถ้านาย A เป็นพระสงฆ์ แน่นอนว่าต้องนับถือศาสนา แต่เกิดไปทำร้ายคน กับอีกคนหนึ่งคือนาย B ไม่นับถือศาสนา แต่ช่วยเหลือสังคม แล้วตกลงใครเป็นคนดี แสดงว่าการเป็นคนดีหรือไม่ดีไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาแล้ว เราจะพยายามเล่าเรื่องด้วยการให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง มันก็ทำให้สนุกไปอีกแบบหนึ่ง

คนชอบเล่าเรื่องอย่างคุณมีเรื่องอะไรที่อยากเล่ามากๆ แต่รู้สึกว่าเล่าไม่ได้บ้างไหม

มีๆๆ มีจริงๆ (เน้นเสียง) คือภาวะนี้มันเกิดขึ้นตอนช่วงที่ทำทอล์คโชว์นี่แหละครับ สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่ามันไม่ได้จริงๆ คือการเล่าเรื่องบทบาทสมมติ  คือต้องสมมติตัวเองเป็นตัวละครบทบาทต่างๆ อาจจะเพราะว่าการพูดที่เราพูดอยู่บ่อยๆ คือการสอนหนังสือให้นักเรียนนักศึกษาฟัง แต่พอมาทำทอล์คโชว์มันก็ต้องมีอะไรที่มากขึ้น ต้องมาสมมติเป็นตัวละคร ต้องดัดเสียงไปมาโน่นนั่นนี่ เราก็รู้สึกว่ามันยากจังเลย ไม่อิน ก็ต้องไปเรียนการแสดงเพิ่มเติม 

คุณมีอาชีพการเล่าเรื่องอันไหนที่อยากทำ แต่ยังไม่ได้ทำบ้างไหม

เช่นอะไรบ้าง (หัวเราะดัง) ยกตัวอย่างได้มั้ยครับ

ภาพยนตร์

ถ้าพูดถึงการเล่นหนังก็เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยทำเลย ชอบดูหนัง อยากลองเล่นหนังมาก ละครทีวีก็เล่นแล้ว ละครเวทีก็เล่นแล้ว แต่หนังยังไม่เคยไปเล่นแบบจริงจัง เคยแต่เป็นเอ็กซ์ตร้าออกมาเศษเสี้ยววินาทีสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แล้วเราก็ได้ไปออกในรายการรีวิวหนังอยู่เรื่อยๆ ก็เลยอยากไปเห็นกองถ่าย อยากรู้ว่ากองถ่ายหนังเขาทำงานกันอย่างไร เวลาเราเล่าเรื่องจะได้มีประสบการณ์จริงๆ ไปเล่าว่ากองถ่ายหนังมันเป็นอย่างไร

เออ! เพิ่งนึกออกอีกอย่างว่าอยากเป็นดีเจ! ตั้งแต่เด็กๆ ชอบฟังวิทยุ ชอบฟังเพลงเหมือนกัน ตอนประถมก็จะจำได้ว่าชอบโทรเข้าไปในรายการวิทยุ โทรเข้าไปคุยกับพี่ดีเจ ตอบคำถาม ขอเพลง ก็อยากเป็นดีเจเหมือนกัน แต่ยังไม่เคยได้ทำจริงๆ จังๆ เลย

จริงๆ ผมเป็นคนที่ชอบทำงานวงการบันเทิงครับ เพราะว่าชอบดูหนังฟังเพลง ทั้งไทยและต่างประเทศ ก็เลยอยากลองทำงานหลายๆ อย่าง

ครูทอมคำไทย

คุณจำกัดความระหว่างการพูดกับการเล่าเรื่องอย่างไร

ส่วนตัวมองว่าการเล่าเรื่องคือการถ่ายทอดสิ่งที่อยากจะบอกให้คนอื่นได้รู้ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน การผลิตสื่อใดๆ ก็ตาม การพูดเป็นสับเซ็ตของการเล่าเรื่อง ก็ต้องมาดูว่าการพูดเนี่ย จะพูดอย่างไรบ้างเพื่อที่จะทำให้สัมฤทธิ์ผล

 หลายคนจะรู้สึกว่าคนที่พูดเก่งกับคนที่พูดมากมันมีความคล้ายคลึงกัน คุณคิดว่าเส้นแบ่งของคนที่พูดเก่ง กับคนที่พูดมากคืออะไร

อืม…คิดว่าเส้นแบ่งน่าจะอยู่ที่ว่า ถ้าพูดเก่ง คำว่าเก่งมันเป็นคำด้านบวก นั่นก็แปลว่า การพูดเก่งคือ การพูดของเรามันเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นด้วยในด้านใดด้านหนึ่ง แต่การพูดมากมันเหมือนเป็นการเน้นปริมาณ พูดมากคือการพูดเยอะ  ดีหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ถ้าพูดเก่ง มันต้องดี มันเป็นเรื่องของคุณภาพ ซึ่งคำว่าดีเนี่ย มันก็ต้องมาตีความกันอีกทีว่าดีแบบไหน ให้ความรู้ ให้สาระ หรือให้ความบันเทิง อันนี้เรียกว่าการพูดเก่ง

 ถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุประหลาดขึ้นมา ทำให้คนลืมไปแล้วว่าครูทอมคือคนที่เชี่ยวชาญด้านภาษาไทย คุณคิดว่าตัวคุณเองอยากจะทำอะไร

อยากเล่นตลก (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ เวลาดูตลกคาเฟ่ หรือตลกในทีวี เราจะรู้สึกชอบ เราจะรู้สึกว่ามุขตลกหลายๆ มุขต้องมีความรู้ด้านภาษาไทยถึงจะเล่นได้ เช่นพวกคำผวน คำคล้องจอง คำคล้าย คำพลิกแพลงต่างๆ นานา เรารู้สึกว่าอาชีพตลกเป็นอาชีพที่ต้องมีความรู้ด้านภาษาไทยประมาณหนึ่งเลยแหละ ถึงจะเล่นได้ดี

ถ้าเกิดว่าคนลืมไปแล้วว่าเป็นครูทอม ขอเล่นตลกในแบบที่ไม่ต้องเอาความเป็นครูมาครอบใส่ ผมเองเคยเป็นพระเอกช่อง 3 คือไปเล่นรายการก่อนบ่ายคลายเครียด (หัวเราะ) ก็ยังต้องเล่นเป็นครูสอนภาษาไทยเลย เราก็เลยรู้สึกว่า ขอเล่นตลกอย่างเดียวได้ไหม ไม่ต้องสอนภาษาไทยบ้างก็ได้

คนที่ทำอาชีพตลกก็เป็นอาชีพที่ต้องเล่าเรื่อง แสดงว่าคุณเองก็ชอบการเล่าเรื่องด้วยหรือเปล่า

ชอบครับ ชอบการเล่าเรื่อง คือไม่ว่าเราจะสื่อสารเรื่องใดก็แล้วแต่ จะต้องแทรกทักษะด้านการสื่อสารอยู่แล้ว การสื่อสารคือการส่งสารไปยังผู้รับสาร เพราะฉะนั้นถ้ากลวิธีการนำเสนอ กลวิธีการเล่าเรื่องไม่ดี มันก็ยากที่จะได้รับสารได้ตรงตามที่ผู้ส่งสารนำเสนอ ถ้าเรารู้ว่าเราจะเล่าเรื่องแบบไหน มันก็จะทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ

ครูทอมคำไทย

คุณคิดว่าอะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเล่าเรื่องให้ใครสักคนฟัง

จริงๆ มันมีองค์ประกอบหลายอย่างมากเลยนะ อย่างน้อยสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นจริงๆ ก็คือความตั้งใจของผู้ส่งสาร มันต้องชัดก่อนว่าเราอยากจะบอกเล่าอะไร ถ้าตรงนี้มันชัดแล้ว มันก็จะทำให้เราที่เป็นผู้ส่งสารสามารถได้คิดต่อไปว่า ต้องทำยังไงถึงจะทำให้ผู้รับสารเข้าใจในสิ่งที่เราส่งสาร แล้วมันก็จะตามมาอีกหลายอย่าง เช่นเรื่องของการวิเคราะห์ผู้ฟังว่า ผู้ฟังเป็นใคร อายุเท่าไหร่ อาชีพอะไร ผ่านประสบการณ์อะไรมาบ้าง แล้วเราค่อยมาวิเคราะห์ว่าจะใช้วิธีไหนเพื่อให้เหมาะกับผู้รับสารแต่ละคน ถ้าเรามีใจที่จะเล่าแล้ว เราก็ย่อมจะมีใจที่อยากจะวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ออกมาได้

อะไรคือข้อดีเมื่อเรากลายเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี

ข้อดีของการเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีคือสามารถสื่อสารได้ตรงจุด สื่อสารได้ตรงประเด็น หลายครั้งเราจะพบว่าคนที่มีความรู้มากๆ แต่ไม่สามารถจะถ่ายทอดได้ ความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญอยู่แล้ว แต่เวลาเราเจอครูที่เก่งมากๆ แต่ถ่ายทอดออกมาไมได้เราก็จะแอบเสียดายนิดหนึ่ง เขาน่าจะถ่ายทอดความรู้เพื่อเอาไปต่อยอดหรือสานต่อให้เกิดประโยชน์ได้

ทุกคนสามารถฝึกการเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีได้ แต่ต้องเปิดใจให้กว้าง รับฟังคอมเมนต์ คำวิจารณ์ต่างๆ การเล่าเรื่องคือการทำงานศิลปะอย่างหนึ่ง ในเมื่อเราทำงานศิลปะ ก็ย่อมมีคนวิจารณ์อยู่แล้ว คำวิจารณ์ไหนที่เอามาปรับใช้ได้ก็ควรจะรับฟัง ไม่ใช่ปิดกั้นทุกอย่าง แต่ก็ต้องแยกแยะด้วยว่าอันไหนเป็นคำวิจารณ์ อันไหนเกิดจากความอคติ

ครูทอมคำไทย

ถ้ามีคนมาบอกว่า อยากเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีเหมือนครูทอม คุณจะแนะนำเขาอย่างไรบ้าง

ผมรู้สึกว่า ถ้าเราอยากจะเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี เราต้องเป็นนักเสพเรื่องเล่าที่ดีก่อน ต้องฟัง ต้องอ่านเยอะๆ ก่อน เพื่อจะได้เห็นแบบอย่างว่าอันไหนดี อันไหนไม่ดี เราต้องคิดวิเคราะห์ตรงนี้ให้ได้ก่อน เมื่อรู้แล้วว่าอันไหนดี เราก็เอาตรงนั้นมาเป็นแนวเทียบ เพื่อที่จะทำให้เราสร้างสรรค์ผลงานในทางของตัวเอง เวลาเรามองว่าใครเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี ต้องรู้จักที่จะเลือกรับปรับใช้ ไม่ใช่เอาอย่างเขาทั้งหมด คือผมเชื่อว่าแต่ละคนก็ต้องมีแนวทางเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ถ้าเราทำอะไรซ้ำกับคนอื่นมันก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ถ้าเราก็อปปี้ทางของคนอื่น เราก็จะไม่ได้พัฒนาตัวเองมากนัก

คำถามสุดท้าย- ครูทอม คำไทย ในวันที่ไม่ต้องเล่าเรื่องเป็นแบบไหน

ถ้าตอนไหนว่างๆ ที่ไม่ต้องเล่าเรื่อง เราก็จะเสพเรื่องที่คนอื่นเล่า หรือถ้าไม่ได้เสพเรื่องที่คนอื่นเล่า อืม…อันที่จริงผมรู้สึกว่า ต่อให้เราไม่ได้เล่าเรื่อง เราก็มักจะเป็นคนที่เสพเรื่องเล่าใดๆ อยู่แล้ว การที่เราไปเที่ยว ไปเห็นสิ่งต่างๆ นั่นก็คือการที่เรากำลังเสพการเล่าเรื่องจากสิ่งแวดล้อม คือสิ่งแวดล้อมอาจจะไม่ได้กำลังตั้งใจเล่าเรื่องให้เราฟัง แต่เมื่อเราได้เห็น ได้สัมผัส นั่นคือเรากำลังเสพเรื่องเล่าต่างๆ โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว การที่เราอยู่เฉยๆ ยังไงซะในหัวเรามันก็ต้องมีเรื่องให้คิดอะไรสักอย่าง ซึ่งมันก็คือการที่เราเสพเรื่องเล่าที่อยู่ในหัวของเรา กำลังรังสรรค์เรื่องเล่าต่างๆ ขึ้นมาเอง ผมเลยคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะไม่ได้อยู่กับเรื่องเล่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เราเล่าเองหรือคนอื่นเล่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ตั้งใจเล่าหรือไม่ก็ตาม


ขอบคุณสถานที่ Sho coffee สุขุมวิท 63    

[Sassy_Social_Share]
20