ก่อนที่ “น้องแพรพาเพลิน” จะมาเป็นเมคอัพอาร์ติสที่น่าจะอายุน้อยที่สุดในไทย เธอต้องผ่านอะไรมามากมายราวกับเป็นผู้ใหญ่ เพียงแต่ว่าเธอเริ่มต้นความฝันเล็กๆ ของตัวเองตั้งแต่ 3 ขวบ 

สามขวบ เด็กหญิงแพรหยิบเครื่องสำอางชิ้นแรกขึ้นมาระบายบนใบหน้าของตัวเอง เล่นเสมือนว่าตัวเองกำลังเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ และถ่ายคลิปเก็บไว้ แม้ว่าแม่ของเด็กหญิงจะรู้สึกไม่ค่อยพึงใจที่ลูกสาวทำอะไรแบบนี้ แต่สุดท้ายเธอก็นำมันอัพโหลดขึ้นไปไว้บนอินเทอร์เน็ต

เจ็ดขวบ เด็กหญิงแพรผู้เป็นเจ้าของคลิป “น้องแพรพาเพลิน” ค้นพบพรสวรรค์ของตัวเองว่า อยากเป็นเมคอัพอาร์ติสท์ และกำลังนำพาพรแสวงเพื่อนำพาตัวเองไปสู่ความฝัน แต่แล้วก็มีแต่ความเจ็บปวดเข้ามาแทนที่ เพราะคอมเมนต์ในวีดิโอของเธอมีแต่กระแสแง่ลบ มีแต่คอมเมนต์ต่อว่าเธอทำสิ่งที่ไม่เหมาะกับวัย เธอเกือบที่จะหยุดความฝันของตัวเองลง

สิบเอ็ดขวบ น้องแพรพาเพลิน กลายมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ขวัญใจ ที่มีแฟนคลับมากมาย อีกทั้งเธอยังได้รับโอกาสก้อนใหญ่ ในการไปแต่งหน้า ในงาน   และหลังจากนั้น เธอก็กลายเป็นเมคอัพอาร์ติสท์ดาวรุ่งที่น่าจะอายุน้อยที่สุดในไทย ที่มีทั้งงานแต่งหน้า พรีเซนเตอร์สินค้าต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับความงาม และถ้าใครเห็นข่าวเล็กๆ เกี่ยวกับน้องแพร คงทราบว่าเธอสามารถหาเงินซื้อรถหรูให้กับครอบครัวได้แล้ว

ณ ตอนนี้ เธออายุสิบสองขวบ และเธอกำลังพาความฝันที่เธอมุ่งมั่น และรู้สึกว่าชัดเจนและแข็งแรงให้ไปไกลกว่าเดิม

อย่างเพลินๆ


จุดเริ่มต้นที่ทำให้น้องแพรชอบแต่งหน้าคืออะไร

เริ่มแรกเลยคือแค่รู้สึกว่าอยากทำตามเฉยๆ ค่ะ แต่ว่าพอทำตามไปเรื่อยๆ แต่งบ่อยๆ แล้วเรารู้สึกชอบ แล้วพอไปเรียน มันก็เลยกลายมาเป็นความฝันค่ะ เริ่มแรกคือเล่นเกมแต่งหน้าค่ะ แล้วก็ไปดูคลิปแต่งหน้าของ YouTube ดูของพี่โมเม พี่แพรี่พาย อะไรอย่างนี้ค่ะ

โมเมนท์แรกที่เกิดความรู้สึกอยากแต่งหน้าคือ รู้สึกว่ามันสนุก ทำแล้วไม่รู้สึกเบื่อ รู้สึกว่ามันเอ็นจอยไปด้วย อะไรอย่างนี้ค่ะ แล้วมันจะมีเครื่องสำอางที่แม่ซื้อมาไว้แต่งหน้าให้แพร ก็เลยลองแต่งหน้าดู จนรู้ว่าแต่ละอย่างเอาไว้ใช้ทำอะไร ตอนนั้นก็ยังแต่งไปแบบมั่วๆ มันก็เลยเกิดความชอบไปเองค่ะ

การแต่งหน้าสำหรับผู้หญิงมันสำคัญอย่างไร

ผู้หญิงกับเครื่องสำอางมันเกิดมาคู่กันเลย จริงๆ ผู้หญิงจะไม่แต่งหน้าก็ได้ แต่ว่ามันเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับแต่ละคนได้ อย่างเช่นบางคนคิ้วไม่เท่ากัน บางคนคิ้วน้อย คิ้วอ่อน ก็ใช้การแต่งหน้ามาช่วยตรงนี้ได้ค่ะ หรือว่าถ้าบางคนไปออกงานอะไรแบบนี้ จะไปแบบหน้าสดเลยเหรอ

ทำไมต้องแต่งหน้าพ่อ

คือตอนแรกจะแต่งให้แม่ค่ะ แต่ว่าตอนนั้นแม่ยังไม่ได้ชอบแต่งหน้า ยังไม่รู้จักการแต่งหน้า ก็เลยไม่รู้ว่าจะเอาใคร ก็เลยแกล้งพ่อ พอตอนพ่อหลับ ก็เลยเอาเครื่องสำอาง ไม่ได้เอาไปแต่งอ่ะ เหมือนเอาไปวาดหน้าแกล้งพ่อมากกว่า (หัวเราะ)

แล้วตอนหลังที่แต่งหน้าให้พ่อในสไตล์ Drag Queen ล่ะ เป็นมายังไง

คือตอนนั้นกำลังเรียนคลาส Advanced Beauty ค่ะ คือจะต้องแต่งหน้าเป็น Drag Queen แล้วต้องหาแบบแต่งหน้าที่เป็นผู้ชายหรือ LGBT อะไรแบบนี้ค่ะ แพรก็ไม่รู้ว่าจะหาใคร ก็เลยลองแกล้งแซวๆ พ่อ บอกว่า มาเป็นแบบ Drag Queen ให้หน่อย ตอนแรกแพรไม่คิดว่าพ่อเขาจะยอมมาเป็นแบบ เพราะว่าตอนเด็กๆ เขาก็ไม่ยอมให้แต่งอยู่แล้ว ออกแนวแกล้งเขาซะมากกว่า (หัวเราะ) แต่ว่าเขาก็ยอมโกนหนวด ยอมให้แต่งหน้าเลยค่ะ ถือว่าโชคดี

แรงบันดาลใจในการทำแชนแนล “น้องแพรพาเพลิน”

แรงบันดาลใจก็คือพี่โมเม พี่แพรี่พาย นี่แหละค่ะ เห็นว่าคนดูเขาค่อนข้างเยอะ แต่ว่าที่แพรทำตอนแรก ก็ไม่ได้คิดว่าจะให้มีคนมาดูเยอะ ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะเอาลงด้วย คิดแค่ว่าอยากทำเอาสนุกๆ แม่ก็เลยเอาลงยูทูปให้

ตอนที่แต่งหน้าตอนแรก แต่งหน้าตัวเองก่อนค่ะ ก็คือลุคตาสีฟ้าที่อยู่ในคลิปอันนั้นนั่นแหละค่ะ (หัวเราะ) แล้วก็กรีดอายไลน์เนอร์ใหญ่ๆ อะไรแบบนี้ แล้วก็ลองขอพ่อแต่งหน้าดู แกล้งพ่อ แล้วก็มาลองแต่งหน้าพี่สาวที่อยู่ในคลิปอะไรแบบนี้ค่ะ

ทำไมต้องใช้ชื่อว่า “น้องแพรพาเพลิน”

แม่ตั้งให้ค่ะ แล้วแพรก็ชอบดู “โมเมพาเพลิน” ค่ะ ก็เลยเอาชื่อนี้ค่ะ

มีสไตล์การแต่งหน้าของตัวเองที่ชอบบ้างไหม

จริงๆ แพรชอบหมดเลย ชอบหมดเลยค่ะ แบบสวยๆ หวานๆ ก็ได้ เปรี้ยวๆ แน่นๆ ก็ได้ เบาๆ ก็ได้ แต่ว่าแบบที่แพรถนัดที่สุดก็น่าจะเป็นแนวแบบไม่หวานมาก จะออกลุคเปรี้ยวๆ แน่นๆ นิดนึงค่ะ

น้องแพรพาเพลิน

ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการแต่งหน้าจากที่ไหนบ้าง

ถ้าตอนเด็กๆ ก็ดู YouTube อย่างเดียวเลยค่ะ พอถึงอายุ 7 ขวบ แม่ก็พาไปเข้าโรงเรียนสอนแต่งหน้าค่ะ ช่วงปิดเทอมก็ขึ้นมากรุงเทพฯ เพื่อมาเรียนแต่งหน้าค่ะ ตอนที่อยู่ที่บ้านก็ดู YouTube เอาค่ะ

แล้วเพื่อนๆ ที่โรงเรียนรู้บ้างไหมว่าเราเป็นเมคอัพอาร์ติสท์

รู้ค่ะ แต่ว่าก็ไม่ได้อะไรมากนะคะ แต่ก็จะมีแซวๆ กันนิดหน่อย

มีคนรอบข้างมาว่าบ้างไหมว่า เป็นเด็กแล้วทำไมมาแต่งหน้า มันไม่ค่อยจะเหมาะกับเด็กหรือเปล่า

จริงๆ แล้วที่บ้านไม่ค่อยอยากให้แต่งค่ะ เพราะว่ากลัวว่าจะแพ้ แต่ไม่ได้ว่าอะไรแรงขนาดนั้น จะมาแรงตอนที่ลงคลิปไปแล้วก็มีกระแสคอมเมนต์ มีกระแสดราม่า

ตอนที่น้องแพรเจอกระแสในทางลบ โมเมนต์แรกรู้สึกยังไง

ตอนที่เริ่มเข้าใจก็ประมาณ 7 ขวบค่ะ พอเราเริ่มย้อนกลับมาอ่านอีกที มันก็ทำให้รู้สึกเฟลมาก จากที่ตอนแรกอยากให้คนเข้ามาดูเรา อยากให้คนมาคอมเมนต์เยอะๆ มีกระแสตอบรับในทางที่ดี มันก็เฟล แล้วก็เลยทำให้รู้สึกว่า ไม่อยากแต่งแล้ว ทำไปมันก็ไม่มีคนดู ไม่มีคนชมอยู่ดี

ถึงขั้นท้อแท้ไหม

คือตอนนั้นแพรโดนกระแสลบเยอะ แพรก็เลยไปเลื่อนลงไปดูคอมเมนต์คลิปของตัวเองใน YouTube ตอนนั้นเลื่อนอ่านไปก็ร้องไห้ไป รู้สึกว่าไม่อยากทำแล้ว

แล้วอะไรที่ทำให้แพรตัดสินใจว่าจะยังคงทำต่อไป

แม่ค่ะ แม่เป็นคนมาบอกว่า ไม่ต้องไปเก็บคำพูดของเขามาบั่นทอนจิตใจตัวเอง แล้วก็แม่ถามว่ายังอยากแต่งหน้าอยู่ไหม คือใจแพรเองอยากแต่งอยู่แล้ว แต่ว่าพอเจออย่างนี้แล้วก็ไม่อยากทำ

ทุกวันนี้ยังเจอกระแสด้านลบอยู่ไหม

ไม่ค่อยเจอแล้วค่ะ ส่วนใหญ่เป็นบวกหมดเลย มันจะมีคนที่คอมเมนต์บอกว่า “ไหน คนที่เคยว่าน้อง ไหนออกมาหน่อยสิ” อะไรประมาณนี้ (หัวเราะ) ไม่ค่อยมีด้านลบแล้วค่ะ

น้องแพรพาเพลิน

การที่น้องแพรค้นพบว่าตัวเองมีความสามารถด้านนี้ และทำมันได้ด้วย น้องแพรคิดว่ามันเป็นพรสวรรค์หรือพรแสวงมากกว่ากัน

คิดว่าทั้งคู่ค่ะ มีพรสวรรค์มาด้วย แล้วก็มีพรแสวง คือต้องเรียนรู้อยู่ตลอดค่ะ แต่ถ้าให้เลือก แพรคิดว่าพรแสวงสำคัญกว่าค่ะ ถ้าเรามีพรสวรรค์อย่างเดียว ถ้าไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติม มันก็จะมีอยู่แค่นั้นค่ะ

ชอบแต่งหน้าให้ตัวเองหรือคนอื่นมากกว่ากัน

จริงๆ ชอบแต่งหน้าตัวเองมากกว่าค่ะ แต่ว่าก็ชอบแต่งหน้ารับงานแต่งหน้าให้คนอื่นด้วย จริงๆ การแต่งหน้าให้คนอื่นมันก็สนุกไปอีกแบบ คือเราไม่เคยแต่งหน้าเขา แต่เราต้องทำอย่างไรให้เขาออกมาสวย ที่ชอบแต่งหน้าตัวเองเพราะว่าถนัดแล้วค่ะ รู้โครงหน้าของตัวเองแล้ว เวลาจะเปลี่ยนลุคมันก็จะทำได้ง่าย เพราะว่าเรารู้ว่าจะต้องเปลี่ยนอะไรอย่างไรบ้าง

มีความฝันบ้างไหมว่าอยากแต่งหน้าให้ใครมากที่สุด

อยากแต่งหน้าให้พี่คิมเบอร์ลี่ค่ะ ถ้าเป็นชาวต่างชาติก็อยากแต่งหน้าให้จีจี้ ฮาดิด (Gigi Hadid) ค่ะ

บอกเลยก็ได้ว่า บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ได้ลงในกุลสตรี ฉบับหน้าปก “คิมเบอร์ลี่” นะ

(อึ้ง-หัวเราะ)

นิตยสารกุลสตรี ฉบับที่ 1130 (หน้าปกคิมเบอร์ลี่)

ที่บทสัมภาษณ์ของน้องแพรได้ลงในคอลัมน์ Special Scoop

แล้วถ้านิตยสารกุลสตรีจะจ้างมาเป็นเมคอัพอาร์ติสท์ สอนแต่งหน้า หรือว่าแต่งหน้าเซ็ทแฟชั่นอะไรแบบนี้ จะโอเคมั้ย

(อึ้ง) ค่ะ…(หัวเราะ) ได้ค่ะ แพรไปหมดค่ะ (หัวเราะ)

อยากให้เล่าที่มาและบรรยากาศตอนที่ได้ไปแต่งหน้าที่ London Fashion Week หน่อย ที่มาที่ไปเป็นยังไงบ้าง

คือแพรได้ไปเรียนแต่งหน้าที่อังกฤษค่ะ แล้วเรียนไปได้ประมาณ 2 วัน Teacher เขาก็มาคุยกับเรา มาชวนไปแต่งหน้าในงาน เพราะว่า Teacher เองก็จะพาทีมงานไปแต่งหน้าในงานอยู่แล้ว ปีนี้เขาก็เลยชวนเราไปร่วมทีมกับเขา

ความรู้สึกเป็นยังไงบ้าง

ตอนแรกตื่นเต้นมาก แล้วก็แอบกลัวๆ เรื่องภาษาด้วยค่ะ กลัวว่าเขาจะใช้ศัพท์ที่เราไม่รู้จัก อะไรแบบนี้ เพราะว่าเขาเป็นชาวต่างชาติ เขาอาจจะไม่ได้ใช้ศัพท์ง่ายๆ แบบที่ใช้ในโรงเรียน ก็ตื่นเต้นมาก แล้วก็แอบเกร็งๆ นิดหนึ่งค่ะ เพราะว่าต้องไปทำงานกับคนที่เป็นฝรั่งหมดเลย พอไปถึงที่งาน Teacher ก็แนะนำแพรให้รู้จักกับทุกคน ก็เลยทำให้รู้สึกชิลขึ้น แล้วก็เริ่มสนุกขึ้นค่ะ

คนในนั้นเขาพูดถึงหรือถามถึงแพรบ้างไหม มีคนสงสัยบ้างไหมว่าทำไมถึงเด็กจัง

ตอนที่เข้าไปตอนแรกๆ เขาก็มองแบบงงๆ กันค่ะว่าเราเป็นใคร แต่พอเขาเข้าใจ เขาก็ไม่ได้อะไร คือเขาสุภาพมากๆ ค่ะ ไม่ได้ว่าอะไรเลย ถ้าแต่งหน้าได้ก็แต่งเลย

ตอนนั้นมีการบรีฟให้น้องแพรแต่งหน้าลุคแบบไหนบ้าง

ก็จะมี 2 ลุคค่ะ ลุคแรกคือเป็นแฟชั่นปกติ เป็นโทนน้ำตาล แน่นๆ หน่อย แล้วก็จะมีอีกลุคคือจะเป็นการแต่งหน้าให้เด็ก ก็จะต้องแต่งหน้าแบบเบามากๆ เป็นแบบ Makeup No Makeup ไปเลยค่ะ

น้องแพรพาเพลิน

หลังจากกลับมา ดูเหมือนว่าจะมีกระแสตอบรับที่ดีขึ้น ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วย

ก็ไม่ได้คิดว่าจะมีกระแสตอบรับดีขนาดนี้ค่ะ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องขึ้นเวทีด้วย ทางงานให้เกียรติช่างแต่งหน้ามากๆ เป็นปีแรกที่เชิญช่างแต่งหน้าขึ้นเวทีด้วย ก็ไม่ได้คิดว่าจะได้ขึ้นแล้วได้กระแสตอบรับมากขนาดนี้ ทั้งดีใจและก็ภูมิใจด้วยค่ะ แล้วพอกลับมาก็ไม่คิดว่าจะมีงานเข้ามาเยอะขนาดนี้

ตอนนี้ตารางงานของน้องแพรเป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าพูดถึงในช่วงเปิดเทอม วันจันทร์ถึงศุกร์แพรก็จะเรียน วันเสาร์อาทิตย์ถ้าทำงานหรือทำการบ้านเสร็จแล้ว แพรก็จะเข้าไปแต่งหน้าในห้องแต่งหน้าของแพรเอง แต่ถ้าเป็นช่วงปิดเทอม นอกจากทำงานแล้ว แพรก็แต่งหน้าล้วนๆ เลยค่ะ อย่างปิดเทอมที่ผ่านมา ถ้ามีงานหรือเวทีไหนก็ไปหมดค่ะ ไปกับคุณครูนี่แหละค่ะ

การที่มีงานเยอะขนาดนี้ น้องแพรคิดว่ามันเหนื่อยเกินไปสำหรับเด็กไหม

จริงๆ ตอนแรกแพรก็เหนื่อยค่ะ เพราะว่าหลังจากกลับมาที่ London Fashion Week ก็ต้องขึ้นมาอยู่กรุงเทพฯ ก็คืออยู่กรุงเทพฯ ยาวเลย แล้วทุกๆ อาทิตย์ก็ต้องขึ้นมากรุงเทพฯ พอถึงวันศุกร์ก็เรียนครึ่งวัน แล้วก็ต้องตื่นเช้า ขึ้นมาเรียนแต่งหน้าอีกแล้ว แล้วกว่าจะได้นอน แล้วก็ต้องตื่นเช้าอีก ก็เหนื่อยค่ะ

ก็คิดเหมือนกันว่าทำไมจะต้องมาทำอะไรแบบนี้ทุกวัน จะตื่นเช้าไปเพื่ออะไร แต่ว่าพอเราทำไปเรื่อยๆ มันก็สนุกดีนะ วิ่งงานไปเรื่อยๆ แล้วก็หารายได้ให้ตัวเองได้ด้วย ก็เลยไม่ได้เหนื่อยอะไรมาก

มีแอบอิจฉาเพื่อนๆ บ้างไหม ที่เสาร์-อาทิตย์ตื่นสายได้ แต่เรากลับต้องตื่นเช้า

จริงๆ ก็ไม่ได้ถึงกับอิจฉา แต่ว่าก็คิดเหมือนกันว่าทำไมเราไม่ได้นอนตื่นสายบ้าง เพื่อนก็มีชวนไปเที่ยวบ้าง แต่ว่าก็ไม่ได้ไป เพราะว่าอาทิตย์นี้ต้องขึ้นมากรุงเทพฯ นะ เพื่อนก็ถามว่าต้องขึ้นไปอีกแล้วเหรอ อะไรแบบนี้ค่ะ

แต่ว่าพอทำไปเรื่อยๆ มันก็จะมีบางอาทิตย์ที่ได้หยุดเองค่ะ ก็ถือว่าโอเคที่ยังได้มีเวลาพักบ้าง

คิดว่าจุดสูงสุดในอาชีพเมคอัพอาร์ติสท์ของน้องแพรคืออะไร

อยากไปทำงานต่างประเทศค่ะ ไปแต่งหน้าที่ฮอลลีวูด หรือเมืองคานส์ อะไรแบบนี้ค่ะ เพราะว่าที่เมืองไทยเราก็ทำมาเยอะแล้ว อย่างเช่นล่าสุดที่ไปแต่งหน้าในงานประกวดมิสแกรนด์ฯ (มิสแกรนด์สมุทรสาคร) หรืองานอื่นๆ ก็เลยอยากไปทำงานต่างประเทศในระดับ Worldwide ค่ะ

อยากทำอะไรที่ต่อยอดงานด้านเมคอัพอาร์ติสท์หรือการเป็น YouTuber บ้างไหม

จริงๆ แพรก็อยากทำอยู่ในสายนี้แหละค่ะ แต่ว่าตอนนี้แพรอาจจะทำได้แค่ด้านบิวตี้ แล้วก็แต่งหน้าเอฟเฟคได้บ้างนิดหน่อย ที่แพรเพิ่งจะไปเรียนมาก็คือทำเอฟเฟคหัวโล้น ก็เลยอยากจะเรียนการแต่งหน้าเป็นคนแก่ แต่งหนวด เรียนด้านแอร์บรัชเพิ่ม คือนอกจากด้านบิวตี้ มันก็ยังมีด้านอื่นๆ ให้เรียนอีก แล้วช่วงเวลาปิดเทอม ก็วางแผนว่าจะไปฝึกงานที่โรงเรียนสอนแต่งหน้า เป็นผู้ช่วยสอนแต่งหน้า อะไรแบบนี้ค่ะ

มีความคิดอยากจะเลิกทำบ้างไหม

ก็มีอยู่ครั้งเดียวเลยค่ะ ก็คือตอนแรกๆ ที่มีกระแสดราม่า

น้องแพรคิดว่าความสวยความงาม ควรเป็นของคนทุกคน หรือได้แค่เฉพาะในบางคนในบางวัย บางเพศ หรือบางอาชีพ

แพรว่าควรจะทำได้หมด เพราะว่าทำแล้วมันไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อน มันทำแล้วเรามีความสุข ก็ทำไปเถอะค่ะ ไม่ได้เดือดร้อนตัวเอง ไม่ได้เดือดร้อนใคร แพรคิดว่าทำได้หมดเลย

แต่มันก็จะมีคนออกมาบอกว่า การแต่งหน้าไม่เหมาะสำหรับเด็ก

ก็เราชอบ (หัวเราะ) แพรก็คิดตลอดเวลามีคำพูดพวกนี้เข้ามา แต่แพรคิดว่า ที่เราอยากทำเพราะว่าเราชอบ เราทำแล้วไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เราก็ไม่ได้เดือดร้อนตัวเองด้วยที่มานั่งทำอะไรแบบนี้ เราทำเพราะว่าเราอยากทำ

อีกอย่างคือ คนจะบอกว่าสิ่งที่แพรทำ มันไม่สมกับวัย

ในมุมของแพร แพรว่ามันปกติค่ะ ปี 2019 แล้ว มันควรที่จะเปิดมากกว่านี้ ซึ่งตอนนี้คนก็เริ่มที่จะเปิดมากขึ้นแล้ว

ถ้าให้น้องแพรมีเครื่องสำอางได้เพียงชิ้นเดียวในชีวิต อยากเลือกอะไร

โห…(นิ่งคิด) อืม…ยากมากเลยค่ะ (หัวเราะ) ถ้าเป็นเครื่องสำอางที่แพรชอบ แพรจะชอบอายชาโดว์ที่เป็นกลิตเตอร์มากเลยค่ะ แต่ถ้าให้เลือกใช้อย่างเดียว แพรคงเลือกดินสอเขียนคิ้วค่ะ เพราะว่าแพรเป็นคนที่ไม่มีคิ้วค่ะ คิ้วบางมาก แล้วดินสอเขียนคิ้วก็สามารถใช้แทนอายไลน์เนอร์ได้ด้วยค่ะ

น้องแพรคิดว่าความสวยงามของผู้หญิงคืออะไร

ก็คือการเป็นตัวของตัวเองค่ะ ทุกคนก็มีความสวย แล้วความสวยของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ทุกคนก็มีความสวยจากภายในเป็นของตัวเอง ไม่ได้ต้องการที่จะเป็นเหมือนคนอื่น

แล้วความสวยของผู้หญิงมันเกิดขึ้นได้จากอะไรบ้าง

จิตใจล้วนๆ เลยค่ะ การที่เราเป็นคนที่มีจิตใจที่ดี มันก็ทำให้เราดูสวยขึ้นแล้วค่ะ

ถ้าเกิดมีเด็กๆ รุ่นน้องเดินเข้ามาหาพี่แพร แล้วบอกว่าอยากจะแต่งหน้าเหมือนพี่แพร พี่แพรจะบอกกับน้องๆ เหล่านั้นยังไง

ทำเลยค่ะ ลงมือทำเลย ไม่ต้องรอว่ามันจะเด็กไป หรือเหมาะสมหรือเปล่าที่จะทำ เพราะว่าทำในสิ่งที่ไม่เดือดร้อนใคร แล้วก็ไม่เดือดร้อนตัวเอง ถ้าเราลงมือทำแล้วมันก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆ ค่ะ

คำถามสุดท้าย-แล้วน้องแพรคิดว่าตัวเองจะแต่งหน้าไปถึงเมื่อไหร่

Forever คำเดียวเลยค่ะ (ยิ้ม)


นอกเรื่องพาเพลิน

น้องแพรพาเพลิน

น้องแพรคิดว่าคนที่จะเป็นตัวอย่างให้แก่สังคมได้ ควรจะมีคุณสมบัติอย่างไร

ในมุมของแพรคือ ต้องทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้ แล้วก็ทำงานหาเงินให้ตัวเอง ให้ครอบครัว ช่วยแบ่งเบาภาระให้ครอบครัวได้

คิดว่าอะไรที่ทำให้น้องแพรประสบความสำเร็จได้ในทุกวันนี้

หนึ่งคือ แพรคิดว่าแพรรักการแต่งหน้าจริงๆ ค่ะ แล้วความที่แพรไม่ท้อ คือถ้าเรารักมันจริงๆ เราก็จะทำได้ค่ะ แต่ถ้าเราไม่ได้รักที่จะทำจริงๆ สุดท้ายมันก็จะเหนื่อยอยู่ดี แต่แพรรักมัน แพรยืนแต่งหน้านานๆ ไม่เคยรู้สึกเหนื่อยเลย ทำแล้วรู้สึกสนุก อยากทำอีกทุกวัน แล้วก็ต้องหาความรู้ตลอด ต้องมีความอดทน แล้วก็เชื่อว่าเราทำได้

กุลสตรีที่เป็นไอคอนของน้องแพร

(หันไปถามแม่) แพรตอบว่าแม่ได้มั้ย…(หัวเราะ) ก็ตอบว่าแม่นี่แหละค่ะ เพราะว่าด้วยความที่แม่เป็นคนที่คิดบวกมากๆ เลยค่ะ เขาจะให้กำลังใจเราตลอด ความคิดของแม่คือความคิดที่แพรอยากมี เป็นความคิดที่ทำให้เราได้ทำในสิ่งที่รักต่อไป ถ้าไม่มีคำพูดของคุณแม่ แพรคงไม่ได้ทำแล้ว

น้องแพรในอายุ 49 ปี น่าจะกำลังทำอะไรอยู่ และดำเนินชีวิตอย่างไร

แพรก็ยังคิดว่าตัวเองก็ยังแต่งหน้าอยู่นะคะ เพราะว่าอาชีพเดียวที่แพรอยากเป็นคือเมคอัพอาร์ติสท์ ถ้าไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง แพรก็คิดว่าก็จะยังแต่งหน้าต่อไปนี่แหละค่ะ ตอนนั้นแพรอาจจะมีร้านเสริมสวย หรือโรงเรียนสอนแต่งหน้า มีแบรนด์เครื่องสำอาง อะไรประมาณนี้ค่ะ

3 ไอเท็มแต่งหน้าสุดโปรดของ “น้องแพรพาเพลิน”

ดินสอเขียนคิ้ว ลิปสติก มาสคาร่าค่ะ


คุยกับ “เบื้องหลังความพาเพลิน” ของน้องแพร

ณัชชา สนุ่นรัตน์ (คุณแม่น้องแพร)

น้องแพรพาเพลิน

โมเมนท์แรกที่รู้ว่าน้องแพรชอบแต่งหน้า คุณแม่รู้สึกอย่างไรบ้าง

โมเมนต์แรกก็กลัวว่าหน้าเขาจะเสีย หลักๆ ก็ห่วงเรื่องเดียวนะคะ เรื่องอื่นๆ ไมได้ห่วงอะไร

คุณแม่มีความคิดบ้างไหมว่าลูกทำอะไรไม่สมวัยเลย

ไม่มีค่ะ ก็แปลกนะที่ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย รู้สึกแค่ว่า ถ้าเขาชอบ เขาขอแต่ง เราก็ให้แต่ง แต่ว่าแม่ต้องเป็นคนล้างเครื่องสำอางให้ คิดแค่ว่าห่วงหน้าลูก พอทำความสะอาดเสร็จก็จบ คิดแค่นั้นค่ะ

คุณแม่มีส่วนในการสนับสนุนความฝันของน้องแพรอย่างไรบ้าง

ตอนแรกเลยก็ยังไม่ได้สนับสนุนน้องแพรอย่างจริงจัง เพราะว่าเครื่องสำอางที่ซื้อมาตอนแรกเพื่อที่กะว่าจะให้น้องแพรใช้แต่งหน้าออกงานที่โรงเรียน แล้วน้องก็เลยเริ่มแต่งหน้าอย่างที่เห็นในคลิป มาสนับสนุนจริงๆ ก็คือตอนหลังที่ช่วยเขาดูมุมกล้อง ดูรายละเอียดต่างๆ เวลาเขาไปไหน หรืออยากได้เครื่องสำอางก็ซื้อเพิ่ม เขาจะไม่ยอมซื้อของเล่นเลย แม่ก็เห็นว่าเขาไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง ไม่หยุดทำเลยมาตลอดสองปี แม่ก็เลยถามว่า อยากไปเรียนไหม เขาก็เรียน ก็เลยส่งเขามาเรียนที่กรุงเทพฯ

ทำไมคุณแม่ถึงตัดสินใจเอาคลิปแต่งหน้าของน้องแพรอัพโหลดขึ้น YouTube

จริงๆ ที่แม่เห็นเขาอัดคลิปแต่งหน้าก็โกรธเขา เพราะว่าเขาแอบแต่งหน้าเอง แม่กลัวว่าหน้าเขาจะเสีย ก็โกรธเขา ดุเขา แล้วก็เก็บเครื่องสำอางออกไป พอตอนกลางคืนลูกหลับเราก็มาแอบนั่งดู แล้วพอดูก็รู้สึกว่าสนุกดีค่ะ ตลกดี ก็เลยเอาลง YouTube เผื่อว่าจะมีคนชอบ แล้วก็ตั้งชื่อตามพี่โมเมไป เผื่อว่ามีคนเสิร์ชหาคำว่า “พาเพลิน” แล้วจะเจอคลิปของน้องแพร ตอนนั้นฟีดแบ็คก็ไม่ค่อยจะดี คอมเมนต์ส่วนมากจะไปในทางลบหมดเลย

ตอนนี้น้องแพรเหมือนกลายเป็นไอคอนในโลกออนไลน์ไปแล้ว คุณแม่ได้สอนน้องแพรรับมือกับการบุลลี่ หรือดราม่าต่างอย่างไรบ้าง

หลักๆ แม่จะสอนให้เขารักตัวเองค่ะ ให้เขารักและภูมิใจในตัวเอง ในสิ่งที่เขาทำ เพราะว่ามันมีไม่กี่คนในวัยเดียวกันที่จะทำได้แบบนี้ คนที่รักและชอบและทำมันได้ดี ก็เลยไม่อยากให้สนใจกระแสด้านลบ เพราะว่าถ้าไปสนใจมากๆ จิตเราก็ตก แล้วมันก็ทำให้เราไม่ได้พัฒนาตัวเองต่อ แล้วมันก็ทำให้ท้อด้วย มันไม่ดีหลายๆ อย่างเลย แม่ก็เลยบอกว่า อย่าไปสนใจดีกว่า ตัดมันออกไปเลย เลิกอ่าน เลิกรับรู้ เพราะว่าการที่จะมีคนรัก คนชอบ คนเกลียด มันเป็นเรื่องธรรมดา

ในฐานะที่น้องแพรเองก็เคยเจอประสบการณ์ Cyber Bullying ด้วย คุณแม่สอนน้องแพรรับมืออย่างไรบ้าง

ก็สอนให้เขาเข้มแข็ง ให้มองข้ามไป แม่จะบอกว่า อะไรที่เขาว่าแล้วมันจริง เราก็ยอมรับในความเป็นจริง แล้วก็แก้ไขปรับปรุง แต่ถ้าอะไรที่เขาว่าแล้วมันไม่จริง เราก็ไม่ต้องไปใส่ใจ เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง

ต้องยอมรับว่า ตอนนี้น้องแพรเองก็เป็นคนมีชื่อเสียงแล้ว ไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไป มันมักจะมีปัญหาของคนที่มีชื่อเสียงว่า คนที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์บางคน รักษาชื่อเสียงเอาไว้ไม่ได้ สุดท้ายเขาก็จะหายไปจากกระแส คุณแม่บอกให้น้องแพรรับมือกับตรงนี้ไว้บ้างไหม

จริงๆ เรื่องที่แม่สอนเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ อย่าลืมตัวค่ะ วันก่อนก็เพิ่งจะสอนเขาบอกว่า น้องแพร ถ้าอีกซักสิบปีหนูก็ต้องอย่าลืมนะ เจอใครก็ต้องไหว้ เจอพี่ๆ พนักงานเสิร์ฟที่เขาเป็นแฟนคลับ ช่างภาพ ช่างไฟ หรือเจอใครก็แล้วแต่ หนูก็ต้องยกมือไหว้พี่เขา อ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนเดิม สำคัญที่สุดคืออย่าลืมตัว

คุณแม่คิดว่า ทำไมคนเป็นพ่อแม่ จึงต้องสนับสนุนความฝันของลูก

ง่ายๆ เลย ก็เพื่อความสุขของลูกนี่แหละค่ะ ตัวแม่เองไม่ได้มีอะไรมาก พูดไปพูดมาก็จะมาจบที่ความสุขของลูกอย่างเดียว ลูกมีความสุขที่ได้ทำ มีความสุขที่เราไม่ต้องไปอะไรกับเขา เขาจะมีความสุขของเขาเอง แล้วก็จะได้พัฒนาตัวเองได้อย่างดีด้วย เราไม่ต้องไปเหนื่อย ไม่ต้องไปอะไรกับเขาเลย แล้วเราก็คอยเป็นแรงผลักดัน เป็นแรงหนุน เป็นกำลังใจให้เขา คอยซัพพอร์ตเขาอยู่ข้างๆ ให้เขารู้สึกว่ายังมีเราอยู่นะ อย่างที่เขาเจอเรื่องของการบุลลี่เนี่ย ถ้าไม่ได้ครอบครัวเขาก็แย่ เพราะว่าจริงๆ เขาโดนมาตั้งแต่คลิปเริ่มดังใหม่ๆ ตอน 4-5 ขวบ จนถึง 7 ขวบ ก็ยังไม่จบ มันใช้ระยะเวลานานมาก อย่างแม่เองรับรู้มาเรื่อยๆ แต่อย่างน้องเริ่มมาอ่านเองได้ตอนเจ็ดขวบ ถ้าไม่ได้ครอบครัว คนรอบข้างหรือแฟนคลับก็อยู่ไมได้

สนับสนุนแล้ว มีข้อห้ามหรือข้อจำกัดอะไรไหม

จริงๆ ก็ไม่มีค่ะ เพราะว่าตัวเขาเองเขารู้ว่าอะไรควรไม่ควร เขาจะแต่งหน้าเฉพาะเวลาที่ไปงาน แต่ว่าถ้าไม่ได้ไปงาน อยู่บ้าน หรือไปโรงเรียนเขาก็ไม่ได้แต่ง แต่ว่าก็เน้นเรื่องเรียน อยากให้เขาตั้งใจเรียนเหมือนเดิม ไม่อยากให้เสียการเรียน

คำถามสุดท้าย – คุณแม่หวังอยากให้น้องแพรโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่แบบไหน

จริงๆ แม่จะบอกกับเขาเสมอตั้งแต่เด็ก เหมือนกับขอพรว่า อยากให้เขาเป็นคนดี เป็นคนดีของครอบครัว เป็นคนดีของสังคม แล้วก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับใครหลายๆ คน ก็อยากให้เขาภูมิใจในสิ่งที่เขาทำ เพราะว่าเขาสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ใครได้เยอะมากโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว บางคนได้เจอกับเขาก็ดีใจหน้าแดง บางคนก็เข้ามาบอกว่า คุณแม่ขอบคุณมาก น้องเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกของเขา มันก็เป็นความสุขในใจที่ไม่ต้องลงทุน แค่เราเลี้ยงลูกให้ดีก็สามารถสานฝันให้คนอื่นได้เยอะแยะเลย แค่นี้เราก็มีความสุขแล้ว

[Sassy_Social_Share]
21