ยอมรับว่าตัวผู้สัมภาษณ์เองไม่ได้มีความใกล้ชิดกับกีฬาลานน้ำแข็งมากนัก อาจเป็นเพราะว่าไม่ได้เป็นกีฬาที่คุ้นเคยสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ เพราะด้วยความที่ต้องมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องมีสถานที่ในการเล่นและฝึกซ้อม อีกทั้งยังต้องการการฝึกฝนที่จริงจัง เนื่องจากเป็นกีฬาที่ค่อนข้างจะเสี่ยงอันตราย

คนไทยหลายๆ คน (และตัวผู้สัมภาษณ์เอง) จึงคุ้นเคยกับกีฬา “ไอซ์ฮอกกี้” แค่ในช่วงข่าวกีฬามันมัน ที่พอมีภาพกีฬาฮอกกี้ทีไร มักจะมีภาพประมาณว่า นักกีฬาฮอกกี้ไถสเก็ต ปรี่เข้าไปรุมชกต่อยฝั่งตรงข้ามอย่างดุเดือด แค่นั้นจริงๆ

คนดูน่ะดูแล้วมัน แต่คนในสนามนี่เลือดสาดเต็มพื้น


ด้วยสมญานาม “เจ้าหญิงน้ำแข็ง” ของ น้ำตาล-วิลาสินี รัตนนัย จึงทำให้เราเลือกที่อยากจะคุยกับหญิงสาววัย 23 คนนี้ นอกจากเราอยากจะรู้เรื่องราวที่ผูกพันกันระหว่างหญิงสาว กับกีฬาที่เร็วที่สุด ดุเดือดที่สุดอย่างไอซ์ฮอกกี้แล้ว เราทราบว่า ชีวิตของเธอเองก็น่าสนใจไม่แพ้กัน จากความสูญเสียพ่อที่กลายเป็นจุดเปลี่ยน
และการย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิดที่พะเยาเพื่อมาดูแลตัวเองที่กรุงเทพฯ ทำงานส่งเสียตัวเองเรียน จนกระทั่งมาพบกับกีฬาสปีดสเก็ต การก้าวเข้ามาเป็นโค้ชไอซ์ฮอกกี้
และการไต่บันไดสู่การเป็นนักกีฬาไอซ์ฮอกกี้ทีมชาติที่มีผลงานการันตีมากมาย

คงไม่เกินเลย หากจะบอกว่า ชีวิตของเธอนั้นดุเดือดและใช้พลังต่อสู้พอๆ (หรือยิ่งกว่า) เกมไอซ์ฮอกกี้ ซึ่งถ้าได้อ่านบทสัมภาษณ์นี้ เชื่อได้เลยว่า กีฬาที่เธอเล่น
และชีวิตของเธอนั้นน่าสนใจมากกว่าหน้าตา หรือฉายาเจ้าหญิง หรือนางฟ้าเสียอีก

เรียกได้ว่า ถ้าอ่านจบแล้ว ไม่อบอุ่นด้วยแรงบันดาลใจจนดุเดือด ก็อาจจะหนาวเย็นยะเยือกกับความจริงจังของเธอกันไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว!

ชีวิตวัยเด็กของน้ำตาลเป็นอย่างไรบ้าง สนใจเรื่องกีฬาบ้างไหม
“จริงๆ แล้วตอนเด็กๆ น้ำตาลเล่นกีฬาไม่เป็นเลยค่ะ ส่วนมากตอนเด็กๆ จะรำไทย โดดหนังยางกับเพื่อนตามประสาเด็กเลยตอนนั้น ไม่คิดว่าตัวเองจะเล่นกีฬาได้เลย”

ตอนเด็กๆ รู้จักหรือเคยเห็นกีฬาบนลานน้ำแข็งบ้างไหม
“ไม่รู้จักเลยค่ะ ด้วยความที่เราอยู่ต่างจังหวัดใช่มั้ยคะ น้ำตาลก็ใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วๆ ไป อย่างน้ำตาลก็จะเป็นเด็กกิจกรรม ชอบทำกิจกรรม ก็จะชอบรำไทย
อะไรอย่างนี้ค่ะ แต่ว่าไม่ค่อยมีโอกาสได้เล่นกีฬา จริงๆ โรงเรียนก็มีกีฬาสีนะ แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสเล่นกีฬาเท่าไหร่”

พอได้รู้จักกับกีฬาบนลานน้ำแข็งแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง
“ครั้งแรกที่รู้จักคือรู้จักจากเพื่อนว่ามันมีกีฬาแบบนี้ ก็รู้สึกว่ามันแปลกดี ที่ว่าเมืองไทยมีด้วยเหรอ เพราะว่าเราเห็นแต่ในทีวี หรือไม่ก็เห็นแต่ในอินเทอร์เน็ต
พอเพื่อนชวนเราก็เลยโอเค ลองมาเล่นดู”

อยากให้เล่าถึงชีวิตช่วงที่เล่นสปีดสเก็ตหน่อย ได้ข่าวว่าชีวิตช่วงนั้นลำบากสุดๆ
“ชีวิตของน้ำตาลเองเริ่มลำบากตอนที่พ่อของน้ำตาลเสีย ตอนอายุ 15 คือเริ่มลำบากก่อนจะเล่นกีฬาน่ะค่ะ ก็ลำบากมาก เพราะว่าช่วงนั้นต้องอยู่เดียว ต้องดูแลตัวเอง พอพ่อเสีย แม่ก็อาจจะไม่ได้มาดูแลมาก ส่วนพี่ชายก็มีครอบครัว ซึ่งตัวน้ำตาลเองก็ไม่อยากทำให้ใครเดือดร้อน ก็เลยคิดว่าจะต้องดูแลตัวเองให้ได้ ก็เลยออกมาใช้ชีวิตกับพี่สาวที่สนิทกันอยู่สักพักหนึ่ง เพราะว่าตอนนั้นก็เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ แล้ว ก็เลยอาศัยอยู่กับเขาช่วงหนึ่ง พอเราตั้งหลักได้เราก็ออกมา”

ทำไมถึงเลือกที่จะลาออกจากโรงเรียน แล้วเข้ามากรุงเทพ
“คือตอนนั้นปัญหาครอบครัวเยอะมากค่ะ น้ำตาลเลยตัดสินใจว่า โอเค น้ำตาลดูแลตัวเองก็แล้วกัน ลองดู”

ต้องทำงานส่งเสียตัวเองเรียนด้วย?
“แรกๆ ที่มาอยู่กรุงเทพฯ ก็ต้องทำงานทุกอย่างเลยค่ะ ใครจ้างไปทำอะไรที่สุจริตและปลอดภัย เราก็ทำหมดเลย ช่วงนั้นทำงานหนักมาก เพราะว่าเราอยากจะไปเรียน ตอนแรกเราก็อยากเข้าโรงเรียนธรรมดาเหมือนเด็กทั่วๆ ไป แต่สุดท้ายแล้วเราก็ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เราก็เลยเลือกเรียนวันอาทิตย์วันเดียวในสายอาชีวะ”


แบ่งเวลาไปซ้อม ไปทำงาน ไปเรียนอย่างไรบ้าง
“คือตอนนั้นยังไม่ได้เริ่มเล่นกีฬาเลยค่ะ ตอนนั้นใช้ชีวิตทำงาน แล้วก็แบ่งเวลาไปเรียนวันอาทิตย์ ทำงานหนักมาก เพื่อจะได้มีต้นทุนเพื่อเอาไปต่อยอดอะไรหลายๆ อย่าง ตอนนั้นทำงานทุกอย่างเลย ใครใช้ให้ทำอะไรก็ทำหมด ตอนนั้นยังไม่รู้จักกีฬาน้ำแข็ง ที่มาเริ่มรู้จักก็คือจากการที่เพื่อนชวนนี่แหละค่ะ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้รู้จักกีฬาชนิดนี้”

ได้ยินว่าตอนแรกไม่ชอบด้วยซ้ำ
“ใช่ ไม่ชอบเลย เพราะรู้สึกว่ามันยาก และอีกอย่างคือ เราคิดว่ากีฬาพวกนี้มันแพงมาก ตอนนั้นเราก็คิดแค่ว่า หัดเล่นให้เป็นแล้วก็เลิกเล่นไปเลยก็ได้ เพราะว่ากีฬานี้มันแพง เราคงไม่มีโอกาส แต่เหมือนว่าน้ำตาลโชคดีที่เจอพี่คนหนึ่งที่เขาเป็นเจ้าหน้าที่ที่สนิทกัน ก็เลยทำให้มีโอกาสได้เล่นฟรีตลอดเลย น้ำตาลก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี
พอเล่นฟรีปุ๊บ น้ำตาลก็ไปเล่นทุกวันเลย ถึงไม่มีเพื่อนไปด้วยน้ำตาลก็จะไปทุกวัน จนรู้สึกว่าชอบไปเองโดยไม่รู้ตัว”

ตอนที่เริ่มต้นแรกๆ เริ่มเล่นกีฬาสปีดสเก็ต มันมีเสน่ห์หรือมีความพิเศษยังไงบ้าง
“กีฬาสปีดสเก็ตนี่คือเราต้องก้าวข้ามจุดสูงสุดของตัวเองให้ได้อยู่ตลอด อย่างเช่นสมมติว่า เราเคยทำได้ในเวลาเท่านี้ เราต้องพยายามเอาชนะเวลาที่เราเคยทำไว้ให้ได้ และมันก็จะท้าทายตรงที่มันเหนื่อยมาก (หัวเราะ) ถ้าเรายิ่งเหนื่อย เรายิ่งทำเยอะ ก็จะยิ่งได้ผลเยอะ”

อยากให้เล่าถึงการเปลี่ยนผ่านจากสปีดสเก็ตมาเป็นไอซ์ฮอกกี้
“ที่เปลี่ยนเพราะว่าน้ำตาลป่วยเป็นไทรอยด์เป็นพิษค่ะ ซึ่งมันเหนื่อยมาก คุณหมอก็เลยให้เลิกเล่น เพราะว่าเรามีค่าไทรอยด์ที่สูงมากเกินจนอันตรายมากๆ ก็เลยต้องหยุดเล่น ตอนแรกไม่รู้ตัวก็ยังใช้ชีวิตปกติทุกอย่าง น้ำตาลคิดว่ามันอาจจะเกิดจากการที่เราทำงานหนักแล้วก็เครียด ก็เลยต้องหยุดเล่นไป”


ระหว่างกีฬาสปีดสเก็ตกับไอซ์ฮอกกี้ มีความเหมือนและต่างกันอย่างไรบ้าง
“สปีดสเก็ตจะเป็นกีฬาที่เล่นคนเดียว ส่วนไอซ์ฮอกกี้จะเล่นเป็นทีมเหมือนฟุตบอล”

ถ้าดูจากภายนอก กีฬาไอซ์ฮอกกี้น่าจะหนักกว่าหรือเปล่า
“น้ำตาลคิดว่าสปีดสเก็ตหนักกว่า เพราะว่าด้วยความที่ต้องเล่นคนเดียว ต้องเล่นกับตัวเอง แต่ว่าไอซ์ฮอกกี้ต้องเล่นเป็นทีม ต้องช่วยกัน น้ำตาลคิดว่าสปีดสเก็ตมัน
กดดันมากกว่า น้ำตาลคิดแบบนั้นนะ”

อยากให้แนะนำให้คนภายนอกรู้จักหน่อยว่ากีฬาไอซ์ฮอกกี้คืออะไร
“จริงๆ กีฬาไอซ์ฮอกกี้มันก็คล้ายๆ ฟุตบอลค่ะ แต่มีการปะทะมากกว่า มีการเล่นหลังโกลได้ด้วย เป็นกีฬาที่เล่นกันค่อนข้างเร็ว น่าจะเป็นกีฬาที่เร็วที่สุดในโลกแล้ว
ซึ่งมันก็จะสนุกไปอีกแบบ ก็เลยอยากให้ลองเข้ามาเล่นกันดู”

เท่าที่เคยดูการแข่งขันในต่างประเทศ มักจะมีการชกต่อยกันในระหว่างเกมด้วย
“ใช่ แต่ว่าถ้าเป็นในประเทศไทย ถ้าเป็นผู้ชายก็มีบ้าง แต่ถ้าเป็นผู้หญิงนี่แทบจะไม่มีเลย”


เคยหัวร้อนจนเกิดเหตุการณ์อะไรทำนองนี้บ้างไหม
“อ๋อ มีค่ะ เพราะว่าตัวน้ำตาลเองเป็นคนที่ ถ้าเวลาแข่งขันอยู่ในสนาม น้ำตาลจะจริงจังมาก ด้วยความที่ชีวิตเราลำบาก อะไรแบบนี้ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราทำอะไร
ก็ต้องทำให้เต็มที่ใช่มั้ยคะ พอลงไปแข่งในสนาม บางทีเราเห็นเพื่อนโดนชนบ้าง มีเล่นแรงกลับบ้าง เพราะว่ากีฬาชนิดนี้มันมีการปะทะรุนแรง แล้วก็มีวันหนึ่ง
น้ำตาลจำได้ว่า โกลของทีมน้ำตาลล้มลงไปแล้ว กรรมการก็เป่านกหวีดแล้ว แต่ฝ่ายตรงข้ามก็เข้าไปเหยียบหัวเพื่อน เราก็โมโห ไม่ไหวแล้ว ก็เลยวิ่งเข้าไปชาร์จทีนึง
ก็เลยรู้สึกว่า ว้า ทำไมเป็นคนแบบนี้น้า (หัวเราะ) เราก็เห็นนะว่าเพื่อนเราล้มแล้วโดนเหยียบหัว เราก็รู้สึกขึ้นนิดนึง มันเป็นอารมณ์วัยรุ่น แล้วพออยู่ในเกมมันรู้สึกเครียดน่ะค่ะ ก็เลยเข้าไปชาร์จ”

อะไรคือสิ่งที่ยากและท้าทายที่สุดของกีฬาไอซ์ฮอกกี้
“ยากที่สุดสำหรับทีมคือการแก้เกม เพราะว่าหลายๆ ทีมมาจากโค้ชที่ต่างกัน ก็จะยากกันตรงที่การแก้เกมว่า เราจะแก้ไขเกมยังไง อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับเทคนิคของโค้ชว่าจะแนะนำแบบไหน แต่ถ้าความยากที่สุดสำหรับน้ำตาลก็คือ น้ำตาลเป็นคนวิ่งเร็วมาก บางจังหวะที่เราเร็วมากๆ แล้วเรากำลังเลี้ยงลูก (Puck) ไปด้วยใช่มั้ยคะ
ซึ่งถ้าลูกหลุดไปนิดเดียวก็จะพลาดเลย”

คิดว่ากีฬาไอซ์ฮอกกี้มันมีเสน่ห์อย่างไร
“เสน่ห์ของมันคือความท้าทาย มีการปะทะกัน กีฬานี้มันมีอะไรเยอะมาก ซึ่งก็อธิบายไม่หมด ต้องลองมาเล่นเอง (หัวเราะ) เพราะว่ามันมีเสน่ห์เยอะมาก”

ไอซ์ฮอกกี้มักจะเป็นกีฬาที่ค่อนข้างอันตราย มีการปะทะ ชกต่อยกัน ทำไมถึงยังอยากเล่นอยู่
“เพราะว่าเอาจริงๆ มันเหมือนว่าน้ำตาลเลือกเดินมาทางนี้แล้ว แล้วมันก็ชอบไปแล้ว แล้วพอยิ่งเรามาเป็นโค้ชแล้วด้วย มันก็เลยยิ่งชอบไปเรื่อยๆ”

เคยประสบอุบัติเหตุจากไอซ์ฮอกกี้บ้างไหม
“เคยค่ะ ก็มีล้ม หัวเข่าบาดเจ็บ ข้อเท้าพลิก อะไรอย่างนี้ เพราะว่าพอน้ำตาลอยู่ในสนามก็จะเล่นแรงเหมือนกัน”

โมเมนต์ที่ดีที่สุด และแย่ที่สุดในฐานะนักกีฬาไอซ์ฮอกกี้ทีมชาติคืออะไร
“โมเมนต์ที่ดีที่สุดคงเป็นตอนที่น้ำตาลแข่งกับทีมญี่ปุ่น จริงๆ แล้วตอนแข่ง เราสู้เขาไม่ได้เลย แต่ว่าเขาให้เกียรติเรามากค่ะ ทำให้น้ำตาลรู้สึกว่าสู้ไม่หยุด สู้แบบไม่ถอย คือรู้อยู่แล้วว่าเราแพ้ แต่ว่าเราอยากเล่นให้เต็มที่ แค่เราสามารถเอาลูกไปฝั่งตรงข้ามได้นิดหนึ่งก็ดีใจแล้ว แมตช์นั้นคือเราทำเต็มที่แบบไม่เสียดายเลย แล้วมันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ ค่ะ”

“ส่วนเรื่องที่แย่ๆ น้ำตาลจะไม่ได้มองว่ามันแย่หรืออะไร น้ำตาลจะมองว่ามันเป็นประสบการณ์หมดเลย สำหรับชีวิตนักกีฬา น้ำตาลว่าสิ่งที่แย่ที่สุดก็คือสุขภาพไม่ดี
แค่นั้นเองค่ะ”


รู้สึกอย่างไรกับฉายา เจ้าหญิงน้ำแข็ง นางฟ้าไอซ์ฮอกกี้
(หัวเราะ) “จริงๆ ไม่อยากให้มองว่าเป็นนางฟ้าหรือเจ้าหญิง อยากให้มาดูการเล่นดีกว่า อยากให้โฟกัสว่าเราทำอะไรได้บ้าง น้ำตาลมีความสามารถอะไรบ้าง แล้วน้ำตาลคิดว่าเรื่องราวชีวิตของน้ำตาลสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนต่อสู้ได้”

ถ้าให้คิดฉายาเป็นของตัวเองจะใช้ฉายาว่าอะไร
(หัวเราะ) “นึกไม่ออกเลยอ่ะ ต้องให้คนอื่นตั้งให้ ไม่กล้าตั้งให้ตัวเอง” (ยิ้ม)

ถ้าสมมติว่าไม่เคยมีกีฬาไอซ์ฮอกกี้ในโลกนี้ อยากเปลี่ยนไปเล่นกีฬาอะไร
“โห…ยากเลย ตอนเด็กๆ ก็โดดแต่หนังยางด้วย (หัวเราะ) ถ้าให้เลือกเหรอคะ… จริงๆ น้ำตาลเล่นกีฬาหลายอย่างด้วยนะ น้ำตาลเล่นกีฬา Wall run กระโดดปีนกำแพงด้วย แล้วก็มีเล่นเซิร์ฟบ้าง แต่จริงๆ ถ้าให้เลือกว่าต้องเล่นกีฬาอะไร…น้ำตาลนึกไม่ออกเลยว่าถ้าไม่มีกีฬาสองชนิดนี้ น้ำตาลไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เล่นกีฬาไหม…เลือกไม่ได้จริงๆ ว่ายน้ำก็ไม่เป็นค่ะ” (หัวเราะ)

“อ๋อ มีอีกกีฬาหนึ่งที่เล่นคือโกคาร์ท ก็คือขับรถ ถ้าน้ำตาลไม่ได้เล่นกีฬานี้ก็คงจะขับโกคาร์ทนี่แหละ”


ถ้าไม่ได้จับไม้ฮอกกี้ วันว่างของน้ำตาลทำอะไรบ้าง
“ก็จะมีอ่านหนังสือ ประเภทที่สร้างความคิดบวกให้กับเรา มีไปฟิตเนสบ้าง ไปเรียนหนังสือบ้าง อ่านหนังสือสอบ อะไรอย่างนี้ค่ะ แล้วก็ใช้ชีวิตทั่วๆ ไปค่ะ วันหยุดเราก็หาอะไรทำเพื่อตัวเองบ้าง”

รู้สึกเบื่อหรือท้อบ้างไหม
“ในช่วงก่อนหน้านี้ที่น้ำตาลต้องดูแลตัวเอง น้ำตาลก็ท้อทุกวันอยู่แล้วล่ะค่ะ เข้าใจใช่ไหมว่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่คนเดียว ออกมาจากบ้านคนเดียว ต้องดูแลตัวเองทุกอย่าง พอออกมาเจอโลกกว้างแล้วก็เจอหลายสิ่งหลายอย่าง มันก็ทำให้ท้อและเหนื่อยอยู่ทุกวันอยู่แล้ว แต่ว่าน้ำตาลเองก็พยายามสู้ไม่ถอย น้ำตาลคิดว่าเราต้องได้ดี ถึงแม้ว่าเราเกิดมาต้นทุนไม่เหมือนคนอื่น เลือกเกิดไม่ได้ ก็นั่นแหละค่ะ เราก็ต้องเลือกที่จะต้องทำตัวเองให้ดีให้ได้”

เป้าหมายสูงสุดในการเป็นนักกีฬาไอซ์ฮอกกี้ทีมชาติของน้ำตาลคืออะไร
“คือตอนนี้น้ำตาลไม่ได้โฟกัสว่าน้ำตาลต้องไปให้ถึงจุดไหน ตอนนี้เป้าหมายสั้นๆ ของน้ำตาลคืออยากไปซีเกมส์ อยากได้เหรียญทอง ก็กำลังรอให้มีการบรรจุกีฬานี้ในซีเกมส์”

ความต้องการสูงสุดในชีวิตของน้ำตาลคืออะไร
“น้ำตาลอยากให้เรื่องราวช่วงที่น้ำตาลกำลังลำบากทุกช่วงของน้ำตาลเป็นแรงบันดาลใจให้คนหลายๆ คนที่รู้สึกว่าชีวิตมันแย่ น้ำตาลอยากจะบอกกับหลายๆ คนว่า ไม่มีใครที่ไม่เจอกับเรื่องแย่ๆ อยากให้คิดว่าคนที่แย่กว่าเราก็มีตั้งเยอะ อยากส่งกำลังใจไปให้หลายๆ คนที่กำลังท้อ”


ถ้าวันหนึ่งรีไทร์จากการเป็นนักกีฬาไปแล้ว อยากจะไปทำอะไรต่อ
“จริงๆ ตอนนี้น้ำตาลก็เริ่มทำธุรกิจเล็กๆ กับเพื่อน เริ่มศึกษาการลงทุนบ้างนิดหน่อย เริ่มหาอะไรที่มั่นคงกับชีวิตเรามากขึ้น”

คิดว่าเพราะอะไรที่ทำให้น้ำตาลมาได้ไกลขนาดนี้
“เพราะว่าความรักดีของน้ำตาลนั่นแหละค่ะ น้ำตาลคิดแต่ว่าเราต้องได้ดีน่ะค่ะ ที่อยู่ได้ทุกวันนี้เพราะว่าน้ำตาลพยายาม อดทน น้ำตาลเชื่อมั่นในตัวเองว่า เรามีโอกาสได้ดีได้แน่ๆ ไม่เสียคนแน่ๆ ถ้าเรารักดี”

ถ้าสมมติว่าเกิดมีอีกคนที่มีชีวิตเหมือนกับชีวิตของเราเป๊ะๆ เลย จะบอกอะไรกับเขาบ้าง
“น้ำตาลเพิ่งนึกคำหนึ่งได้ว่า ถ้าวันนี้เราเจอเรื่องแย่ที่สุด อนาคตเราจะขอบคุณเรื่องที่เราผ่านมา ถ้าเราผ่านมันไปได้”

จุดเริ่มต้นของการมาเป็นโค้ชสอนไอซ์ฮอกกี้
“เริ่มต้นจากช่วงที่น้ำตาลเริ่มเล่นสปีดสเก็ตไปสักพักนึง ไปทำงานหลายอย่างเหมือนกัน แล้วก็มีรุ่นพี่โทรมาบอกว่า ตอนนี้มีลานสเก็ตเปิดที่บางแค เขากำลังรับสมัครโค้ชนะ น้ำตาลก็ไปสมัครเลย โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะรับหรือเปล่า แต่น้ำตาลก็ลงไปสอนเด็ก 3-4 คนให้เต็มที่ที่สุด ให้เขาเห็นว่าเราทำได้นะ เราตั้งใจมาก หลังจากนั้นก็ได้มาเป็นโค้ชเลยค่ะ”


ในการเป็นโค้ช ต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน แล้วในการเป็นโค้ช ต้องพบเจออุปสรรคอะไรบ้าง
“ในหนึ่งวัน น้ำตาลก็จะต้องจดว่าวันนี้น้ำตาลจะต้องสอนอะไร จดว่าเด็กคนนี้มีปัญหาอะไร ต้องแก้ไขอะไรบ้าง ประมาณนี้ ส่วนอุปสรรคที่เจอคือตอนช่วงแรกๆ มันก็จะยากนิดหนึ่งเพราะว่าเรายังอายุค่อนข้างน้อย เราก็พยายามศึกษาว่าเราจะต้องสอนเขาอย่างไร ช่วงแรกๆ มันก็จะมีอุปสรรค เพราะว่าตอนนั้นประสบการณ์เรายังน้อย แต่พอผ่านมาได้แล้ว เราก็เริ่มเรียนรู้ พยายามกับมันมากขึ้น พยายามศึกษาจากรุ่นพี่บ้าง จากโค้ชคนอื่นๆ บ้าง อะไรอย่างนี้”

ถ้ามีผู้หญิงสักคนที่อยากเล่นกีฬาสปีดสเก็ตหรือไอซ์ฮอกกี้ ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
“แนะนำว่าให้มาลองเล่นสเก็ตก่อน ยังไม่ต้องเรียนก็ได้ค่ะ เข้ามาเล่นให้ตัวเองรู้สึกว่าชอบกับมันจริงๆ น้ำตาลว่าถ้าเราทำสิ่งที่เราชอบ มันจะทำออกมาได้ดี ลองมาเล่นสเก็ตดูก่อนว่าเราชอบจริงๆ หรือเปล่า”

ถ้าไม่ได้มาเจอสปีดสเก็ต หรือไอซ์ฮอกกี้ คิดว่าน้ำตาลในตอนนี้ น่าจะกำลังทำอะไรอยู่
“ตอนนี้เหรอ…น้ำตาลก็คงกำลังจะคิดหาช่องทางทำมาหากิน ส่งตัวเองเรียนเหมือนปกติน่ะค่ะ”

คำถามสุดท้าย มีอะไรอยากฝากถึงผู้หญิงหรือคนรุ่นใหม่ที่อยากจะมาลองหัดเล่นไอซ์ฮอกกี้ดูบ้าง
“อยากให้มาเลย ไม่ต้องคิด (หัวเราะ) ให้มาลองเล่นเลย ถ้าเรายิ่งค้นพบตัวเองเร็ว เราก็จะมีโอกาสทำอะไรได้อีกเยอะ ลองเข้ามาเล่นดู ถ้าลองได้เล่นดูแล้วจะพบว่ามันมีเสน่ห์อะไรเยอะกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่สุขภาพดีอย่างเดียว แต่จะได้ในเรื่องของความคิดด้วย การทำงานเป็นทีม เวลาอยู่ร่วมกับทีมเราจะต้องทำอย่างไร อะไรอย่างนี้ค่ะ”

เอื้อเฟื้อสถานที่ – The Rink Ice Arena (ชั้น 7 เซ็นทรัลพระราม 9)

[Sassy_Social_Share]
570