ทันทีที่ได้ฟังเพลงทั้งหมดที่บรรจุในอัลบั้ม “โลกที่ 3” ของวงดนตรีแนว Theatrical rock ของวงดนตรีที่มีชื่อวงตามชื่อจริงของนักร้องนำ “ชนุดม สุขสถิตย์” อย่าง Chanudom เรารู้สึกว่า ถ้าจะพูดถึงความเป็นตัวแม่ทั้งที ถ้าเราไม่ชวนเธอมาพูดคุย ก็คงขัดใจอยู่ไม่น้อย

ไม่ใช่เป็นเพราว่าเธอดูมีความเป็นตัวแม่ หรือเคยรับบท “แม่บุญธรรม” ในละครเวที La cage aux folles (Restage)  (อ่านรีวิวได้ที่นี่) แต่เพียงอย่างเดียวหรอก เพราะเรารู้สึกว่า เธอคือคนที่เชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง และเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เธอทำและพยายามจะทำนั้นจะต้องได้รับการยอมรับจากสังคมต่างหาก

ทุกครั้งที่เรานั่งคุย เราแอบมองสายตาของพี่พัดอยู่เป็นระยะ และพบว่าสายตานั้น ในขณะที่กำลังเล่าเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องตัวตนของเธอเอง สายตาของเธอนั้นเต็มไปด้วยพลัง และประกอบกับความคุยเก่งและความมีอารมณ์ขันเล็กๆ น้อยๆ ทำให้การสนทนายาวนับชั่วโมงเกี่ยวกับเธอ ความฝัน ตัวตนของเธอ และวง Chanudom นั้นแสนสั้นเหลือเกิน

เรายอมรับว่าเราแอบหลงเสน่ห์อะไรบางอย่างในตัวเธอ และไม่แปลกใจว่าทำไมวงการเพลงอินดี้ไทยถึงเปิดต้อนรับวงนี้และตัวเธอเองอย่างอบอุ่นจนกลายเป็นกระแสที่พูดถึงกันอย่างมากมายเหลือเกิน

เพราะเธอทำสิ่งที่รักทุกสิ่งด้วยความรัก และพลังที่อยากจะส่งต่อความรักนั้นสู่ทุกๆ คนที่ฟัง

รวมถึงเราด้วย


ก่อนจะมาเป็นวง Chanudom คุณเคยทำอะไรมาก่อนบ้าง พอจะทราบมาว่าคุณมีประสบการณ์ด้านละครเวทีมาก่อน

ใช่ค่ะ ก่อนหน้านี้ก็เรียนด้านการละครมา เป็นละครเวที แล้วก็ได้เล่นละครเวทีเรื่องหนึ่ง ชื่อ Hedwig and the angry inch ซึ่งละครเรื่องนี้เป็นร็อคมิวสิคัล ก็เลยต้องมีวงแบ็คอัพ แล้ววงแบ็คอัพนั้นก็เลยต่อยอดมาเป็น Chanudom ค่ะ เพราะว่าตอนนั้นเราเล่นด้วยกันแล้วรู้สึกผูกพัน รู้สึกสนุก ก็เลยคุยกันว่ามาทำวงด้วยกันไหม

ก็เลยชวนพี่แพท (สถาปัตย์ แสงสุวรรณ) มือกีตาร์ กับพี่ต๊อบ (ธัชพล ชีวะปริยางบูรณ์) มือกลองมาทำวงร็อคกัน แล้วเราก็อยากให้รู้สึกว่าเวลาเราทำโชว์ขึ้นมา มันมีสิ่งที่เราคุ้นเคยก็คือละครเวที มี Movement มีเรื่องราวต่างๆ อย่างเวลาที่ร้องเพลงหนึ่งเสร็จแล้วต้องพักพูดใช่มั้ยคะ ก็จะมีเสียงกีตาร์ขึ้นมา แล้วก็ร้องเป็นเพลง ทำให้มันมีความเป็นละครเวทีนิดหนึ่ง ก็เลยเป็นที่มาของ Theatrical rock ของวง Chanudom ค่ะ

 ทำไมคุณถึงสนใจศาสตร์ด้านละครเวที

พอพูดถึงคำว่า “ศาสตร์ละครเวที” เราจะรู้สึกว่า โห…ฉันดูเข้าถึงชีวิตเธอยากจัง จริงๆ พัดเป็นคนชอบร้อง ชอบเต้นมาตั้งแต่เด็ก แล้วการแสดงละคร ยิ่งถ้าเป็นละครเวที ละครเพลงด้วย ก็ยิ่งได้ใช้สิ่งนี้ มันเป็นความบันเทิงของเราจริงๆ ตั้งแต่เด็กพ่อแม่จะซัพพอร์ตเรา เวลาเราขึ้นเวทีไปเต้นหรือร้องเพลง เอ็นเตอร์เทนคน การที่ได้เห็นคนแฮปปี้ เปิดเพลงมาก็ร้อง ก็เต้น ก็เลยรู้สึกหลงใหลมาตั้งแต่เด็กๆ รวมถึงเรื่องเพศด้วยค่ะ (หัวเราะ)

ถ้าอย่างนั้นพ่อแม่หรือคนรอบข้างคิดอย่างไรกับเพศสภาพของคุณในตอนนั้นบ้าง

ตัวพัดเองค่อนข้างแตกต่างจาก LGBT คนอื่นๆ ที่ถูกกดดัน ถูกบุลลี่ แต่ว่าพัดเองตั้งแต่เด็กเต็มไปด้วยความรักจริงๆ ค่ะ พ่อแม่จะเป็นสายปาร์ตี้ ก็จะแบบว่า แก ขึ้นไปเต้น ขึ้นไปร้อง แล้วแม่ก็จะชอบให้ทิป พอเพื่อนๆ แม่เห็นเขาก็จะให้ตาม เขาก็เลยรู้ว่าเราชอบแบบไหน และอยากเป็นอะไร หมายถึงว่ารู้ว่าเราเป็นตุ๊ดด้วย เพราะตอนแรกเราไม่รู้หรอกค่ะว่าอยากเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ว่าแค่ได้ทำแล้วเห็นเรามีจริตจะก้านอ้อนแอ้น เขาก็จะเอ็นจอย แล้วก็ซัพพอร์ตเรา

อย่างแม่ ตอนวันเกิดประมาณ 5-6 ขวบก็ซื้อชุดผู้หญิงให้ เป็นชุดระบายฟูๆ ก็เลยเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูแบบนี้มาโดยตลอด เราอยากเรียนอะไรเขาก็ซัพพอร์ต ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัด อยู่จังหวัดตราด เราก็จะชอบเล่นอะไรที่เป็นผู้ชาย ปีนต้นไม้ จับปลา คงเพราะว่าเรามีฮอร์โมนเพศชายมาตั้งแต่แรก ก็จะชอบอะไรที่เป็นผู้ชายๆ เราเลยมีเพื่อนที่เป็นผู้ชายก็ได้ เพื่อนผู้หญิง เพื่อนตุ๊ดก็ได้

คนรอบข้างพูดถึงคุณบ้างไหม อย่างไร

ด้วยความที่คนรอบข้างส่วนใหญ่จะไม่ได้พูดอะไร เรารู้สึกว่าเราเติบโตมาด้วยความเป็นธรรมชาติ ที่ทำให้คนอื่นมีความสุขมาตั้งแต่แรก เพราะตอนเด็กๆ เราชอบร้อง ชอบเต้น พอไปโรงเรียนเราก็ทำกิจกรรม เป็นหัวหน้าร้อง เต้น คนรอบข้างหรือครูก็จะบอกว่าหนูเป็นคนที่ทำอะไรแบบนี้ได้สนุกจัง เขาก็เอ็นจอย ปรบมือให้เรา พี่ป้าน้าอา ก็คอยซัพพอร์ตเรา แม้กระทั่งพี่เลี้ยงก็จะชอบบอกว่าอีพัดมันชอบเต้นชอบร้อง มันเลยกลายเป็นว่าเราเป็นตุ๊ดที่ไม่ได้ถูกบุลลี่แบบว่า แกเป็นตุ๊ด ฉันจะไม่คบแก แต่ว่าการเป็นตุ๊ดของเราทำให้คนอยากรู้จักเรา อยากคุยกับเรามากขึ้น แย่หน่อยนะคะที่ไม่ค่อยมีเรื่องดราม่า (หัวเราะ)

พัด-ชนุดม

การที่คนรอบข้างสนับสนุนคุณขนาดนี้ ทำให้คุณเรียนรู้อะไรจากตรงนั้นบ้าง

สิ่งที่เราได้มาอย่างหนึ่งคือเราได้รับความรัก แต่อีกสิ่งหนี่งที่เรามีมากขึ้นคือ คุณภาพของการที่จะเป็นคนคนหนึ่งได้ จะต้องมากขึ้นกว่าเดิม พอเราเป็นตุ๊ด เรารู้สึกว่าเราต้องเก่ง เพี่อนจะได้ยอมรับ คือเพื่อนก็ยอมรับแหละ เรารู้สึกว่าเราได้รับการซัพพอร์ตจากพ่อแม่ให้เราเป็นตุ๊ดแล้ว ไม่เหมือนคนอื่นที่ต้องต่อสู้ ฉะนั้นในระหว่างทางที่เราเดินคือ เราได้รับการซัพพอร์ตแล้ว เราจะต้องเก่งให้ได้ เราจะต้องเป็นตุ๊ดที่มีคุณภาพ ต้องเก่งทั้งกีฬา ทั้งเรียนด้วย

เราชอบความครีเอทีฟของตัวเองที่สามารถคิดอะไรใหม่ๆ ได้ สิ่งนี้มันทำให้ลบการมองต่างระหว่างเพศได้ ทำให้คนสนใจผลงานและคุณภาพของเรา คนก็จะติดตามเราว่าเรามีไอเดีย มีสมอง คนไม่ได้ติดตามที่เพศสภาพหรือการแต่งตัวประหลาดๆ ของเรา ให้คนที่ติดตามรู้สึกว่า เฮ้ย ไอ้เด็กคนนี้มันมีอะไร นี่คือสิ่งที่เราได้มา

แต่พอคุณมีชื่อเสียงออกไปสู่วงกว้าง ที่สุดแล้วมีกระแสแง่ลบขึ้นมาบ้างไหม

ไม่ดังเท่าไหร่ พอมีคนรู้จักค่ะ (หัวเราะ) จริงๆ ก็มีเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ สิ่งที่เราแก้ได้คือ มันเป็นสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว อย่างเช่นเวลาเราต้องทำงานกับวงแบ็คอัพที่นอกเหนือจากพี่แพทกับพี่ต็อบ อย่างคนอื่นๆ เช่นน้องๆ เครื่องเป่า หรือมือเบส มือคีย์บอร์ดที่เป็นผู้ชาย จะรู้สึกว่าต้องมาตามเราในฐานะที่เราเป็นตุ๊ด เขาก็อาจจะคิดว่าคนดูที่ดูเรา เห็นนักร้องนำเป็นตุ๊ด แล้วคนอื่นๆ จะเป็นตุ๊ดหรือเปล่า ซึ่งมันเป็นคำถามที่อยู่ในใจพวกเขา และมันเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่เราเป็น Main Frontman สิ่งที่เราจัดการได้คือ เขาจะไม่อายแน่นอนเมื่อมาเป็นแบ็คอัพให้เรา เขาจะต้องรู้สึกว่า เชี่ย ภูมิใจว่ะที่ได้มาเป็นแบ็คอัพให้ศิลปินคนนี้

ที่สุดแล้วคนดูจะต้องรู้สึกมองข้ามความเป็นตุ๊ดน่ะ ต้องรู้สึกว่าคนนี้มีอะไร เราอยากให้คนมาดูเราและให้เกียรติเรามากกว่านั้น เราใช้ความสามารถแก้ไขเล็กๆ น้อยๆ ไป เรารู้สึกว่าคนเราจะเป็นชาย เป็นหญิง เป็นบ้าเป็นบออะไรก็ได้ แต่คุณภาพของมนุษย์ต้องมี สิ่งที่จะทำให้เราไม่บุลลี่กันคือคุณภาพของคนแต่ละคน

คุณรู้สึกว่ายังต้องพิสูจน์ตัวเองไหม

เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำคือการพิสูจน์ตัวเองมาโดยตลอด เราไม่ได้พิสูจน์ให้คนอื่น เราพิสูจน์ให้ตัวเองจริงๆ เรารู้สึกเกลียดตัวเองตอนที่รู้สึกว่าไม่มีค่า เรากลัวตัวเองมาก เราพยายามพิสูจน์ว่า อายุเท่านี้เรายังไปได้อีก อีกห้าปีเราก็ยังไปได้อีก นี่คือสิ่งที่เราพิสูจน์กับตัวเอง สำหรับคนอื่นๆ สำหรับเราเหมือนเป็นแรงที่เราใช้ในการเดินทาง บางครั้งอาจจะเป็นกำลังใจหรือเป็นสิ่งที่เราต้องพัฒนา เรารู้สึกว่าถ้าเราต้องไปพิสูจน์กับคนอื่น เราโคตรเหนื่อยเลยว่ะ เพราะเราเป็นคนที่เอาใจใครไม่ได้เลยนะ บางทีเราทำเพลงแนวนี้ คนกลุ่มนี้ชอบ แต่คนกลุ่มนั้นไม่ชอบ เราไม่เอา เราบอกกับตัวเองว่า เฮ้ย เราทำเพลงร็อคได้ว่ะ หรือทำเพลงฮิปฮอป หรือแจ๊สได้ว่ะ หรือว่าอยากทำโชว์แนวอื่น หรือทำเบื้องหลังบ้างแล้วว่ะ อันนี้มากกว่าที่เราจะพิสูจน์กับตัวเอง

คุณเคยเกิดความรู้สึกเบื่อที่จะต้องอธิบายกับสังคมเกี่ยวกับตัวตนของคุณบ้างไหม

เคย เราเคยรู้สึกว่าเบื่อจังเลยที่จะต้องพูดเรื่องเพศสภาพไปเรื่อยๆ แต่บางทีเราก็ลืมไปว่ายังมีหลายๆ คนที่ต้องการแรงบันดาลใจ ที่ต้องการให้ใครมาย้ำหลายๆ ครั้งว่าคุณโคตรสำคัญเลยนะ โคตรมีตัวตนเลยนะ คุณมีความพิเศษในแบบฉบับของคุณ เรารู้สึกว่าบางทีเราก็เบื่อเรื่องนี้เร็วเกินไป เราอยู่ตรงนี้ เรามีกระบอกเสียงที่จะบอกกับหลายๆ คน

ใช่ค่ะ เราเคยเบื่อ แต่เราใช้วิธีคิดอีกแบบหนึ่ง ก็ในเมื่อเราก้าวมาอยู่ตรงนี้ มาทำเพลง ทำงานศิลปะ เบื้องหน้าเบื้องหลังก็ต้องเป็นกระบอกเสียง เราก็เลยคิดว่าคงจะต้องทำไปเรื่อยๆ แล้วเราก็เริ่มแฮปปี้ที่จะได้พูดในสิ่งที่เราภูมิใจที่ได้ผ่านมันมา

เล่าถึงจุดกำเนิดหน่อยว่าทำไมถึงต้องมาทำวง Chanudom

อย่างที่เล่าไปตอนแรกว่าพอหลังจากทำละครเวทีที่เป็นเพลงร็อค เราก็ยังหลงใหลกับมัน เพราะว่าเรารู้สึกชอบอยู่กับคนที่ตรงไปตรงมา เราชอบทำงานกับผู้ชาย การทำงานกับผู้ชายมันง่าย ชอบก็บอกชอบ ไม่ชอบก็บอกให้แก้ไข ซึ่งความตรงไปตรงมามันเป็นสารเดียวกันกับเพลงร็อค ถ้าฉันเกรี้ยวกราดฉันก็จะแหกปาก ถ้าฉันอยากอยู่นิ่งๆ ฉันก็จะเงียบๆ กับเพลงของฉัน เพลงร็อคเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกค้นพบตัวเองเยอะเหมือนกัน เจอความเป็น Masculine ในตัวเองเยอะขึ้น เพราะว่าเวลาเราเป็นตุ๊ดเราจะรู้สึกแบบว่า ชั้นตัวเล็ก อะไรแบบนี้ แต่พอเราได้เป็นนักร้อง ร้องเพลงร็อค ได้เล่าเรื่องบางอย่างที่เจ็บปวด เรารู้สึกว่าความเป็น Masculine ออกมาเยอะมาก รู้สึกอิน รู้สึกสะใจมาก

พัด-ชนุดม

ทำไมถึงต้องใช้ชื่อจริงของคุณเองมาตั้งชื่อวง

คือพี่ตุล (ตุล ไวฑูรเกียรติ-นักร้องนำวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า) เขาไปดูละครเวทีเรื่องนี้แหละค่ะ แล้วพี่ตุลก็บอกว่า แก ทำเพลงกันสิ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการทำเพลงเหมือนกันค่ะ ตอนนั้นพี่ตุลก็ถามว่าแกชื่อจริงชื่ออะไร เราก็บอกว่าชื่อชนุดม ทุกคนก็เออออกันด้วย อันนี้พูดด้วยความใสซื่อเลยว่าเราไม่อยากได้ชื่อเราเอง (หัวเราะ) เพราะว่าเราเองก็กระอักกระอ่วน สุดท้ายทุกคนก็บอกว่าชื่อนี้แหละ Unique แล้ว เป็นชื่อไทยด้วย มีความแบบว่า ชื่อวงอะไรวะ ชนุดม แล้วก็รู้สึกว่ามันใช่

คุณรู้สึกอย่างไรที่คนส่วนใหญ่เวลานึกถึงภาพของดนตรีร็อค ก็มักจะอยู่คู่กับผู้ชายเสมอ

นี่ก็เป็นอีกอย่างที่เราพิสูจน์ว่า เราไม่เชื่อหรอกว่าตุ๊ดจะต้องอยู่แต่กับฮิปฮอปหรืออาร์แอนด์บีแบบ บียอนเซ่!…(โปรเจ็กท์เสียง) ตอนแรกเรารู้สึกว่า ตอนที่เราเล่นละครเวทีเราไม่ได้มีภาพอยู่ในหัวเลย เพราะเราเกลียดเพลงร็อคมาก แล้วก็จะ ไม่เอา…ไม่เล่นเพลงนั้น แต่สุดท้ายเราก็รู้สึกว่าอยากก้าวผ่านข้ามมัน เราอยากพิสูจน์ว่าเราทำมันได้ดี แล้วในที่สุดมันก็กลายมาเป็นเครื่องมือของเรา

เราคิดว่าถ้าไม่มัวมานั่งคิดว่าอะไรเป็นเพศอะไร เพลงเป็นเพศอะไร เราก็รู้สึกว่าทำได้ทุกอย่าง ถ้าเรามัวแต่ไปกำหนดว่าร็อคต้องเป็นผู้ชายสิวะ ฮิปฮอปต้องเป็นคนดำสิวะ แต่ทุกวันนี้กลายเป็นว่าฮิปฮอปมีแต่เกาหลี คนขาวทั้งนั้นเลย เราเลยรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรที่ตายตัว

แล้วทำไมต้องเอาละครเวทีเข้ามาผสมกับเพลงร็อค

เราชอบการเล่าเรื่อง ละครเวทีมันมีการเล่าเรื่อง มีจุดกำเนิด จุดไคลแมกซ์ แล้วก็จุดจบ เพลงอาจจะเล่าได้แค่เรื่องเดียว แต่พอเป็นโชว์ เรารู้สึกว่าเราต้องทำโชว์ขึ้นมา เพราะเรารู้สึกว่าอิน  เราจะมีความรู้สึกว่าถ้าคนดูอินไปกับมวลความรู้สึกของเรา เราจะโอเค แต่ถ้าแต่มาปรบมือ หรือร้องแต่เพลงฮิตเฉยๆ เรารู้สึกว่าเป็นแค่เอ็นเตอร์เทนเมนต์อย่างหนึ่ง ซึ่งมันเป็นอย่างเดียวกับละครเวที ถ้าเรานำพาคนดูไปตั้งแต่ตอนต้น ไปพบกับไคลแม็กซ์ สุดท้ายก็ฟินกับตอนจบ เราจะรู้สึกว่าเนื้อหาของเพลงที่เราแต่งมาเพื่อบอกเล่ากับสังคมมันได้ถูกเล่าไปแล้ว ซึมซาบไปแล้ว

มีน้องบางคนที่เป็นโรคซึมเศร้ามาดู แล้วก็มาบอกเราว่าหนูได้พลังงาน ได้กำลังใจกลับไป เรารู้สึกว่าอันนี้มันคุ้มค่ามากกว่าเป็นแค่ค่าตัว กลับบ้านนอน จบ แต่แบบนี้เรารู้สึกว่าเราทำประโยชน์อะไรบางอย่างได้

ไม่เป็นเพลงร็อคได้ไหม

ได้ ตอนนี้เรากำลังทำเพลงแนวอื่นอยู่ นี่ก็เป็นหนี่งในการพิสูจน์ตัวเราเหมือนกัน

เราจะเรียกงานของคุณว่าเป็น Performance Art ได้ไหม

ไม่ถึงขั้นนั้นค่ะ จริงๆ แล้วเรายังชอบอะไรที่คนแตะต้องได้อยู่ ตอนเริ่มแรกๆ อาจจะยากเกินไปสำหรับคนบางคนที่ไม่มีจุดที่จะเชื่อมเข้ามาหาเรา แต่พอเราโตขึ้น เรากลับรู้สึกว่าอยากทำอะไรที่ให้คนอื่นได้รู้ ได้เข้าใจด้วย เราไม่ได้บอกว่าเราทำงานให้ง่ายหรือด้อยคุณภาพลง แต่งานศิลปะทุกอย่างมันควรที่จะเชื่อมกับทุกคนบนโลกใบนี้สิ ถึงจะทำให้ทุกอย่างมันหรรษา ไม่ใช่ว่าจะดึงให้คนเข้ามาเข้าใจในงานของคุณคนเดียว เพลงต่อๆ ไปของเราก็อาจจะเป็นฮิปฮอปก็ได้

โชว์ของคุณต้องมีการคิดเรื่องราวไว้บ้างไหม แล้วเปลี่ยนบ่อยบ้างไหม

ใช่ค่ะ เราเปลี่ยนโชว์บ่อยมาก ทั้งที่เราคุยกับวงว่า พี่ เราเล่นแค่ 2-3 โชว์เองนะ คนดูไม่ได้เยอะหรอก แต่เราก็เบื่อกันเอง อยากเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จริงๆ มันก็คือสิบเพลงนั่นแหละ แต่เอามาสลับใหม่ แล้วก็เปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่องเฉยๆ แล้วเราก็สนุกด้วย ต้องเข้าใจว่าถ้าเราใช้ Playlist เดิมๆ ไปเล่น เราจะเบื่องานตัวเอง เราไม่อยากให้มองว่าเป็นงาน แต่เป็นสิ่งที่เราสนใจอยู่ ทำให้เราต้องมานั่งจำใหม่ๆๆ อยู่เรื่อยๆ ทำให้เราตื่นเต้นอยู่เรื่อยๆ พอตื่นเต้นก็เริ่มสนุกแล้ว อย่างเพลงที่อยู่ในซีดี เวลาเล่นสดก็จะเปลี่ยนจากเพลงร็อคเป็นแจ๊สบ้าง

อัลบั้มแรกของ Chanudom ชื่อว่า “โลกที่ 3” ทำไมถึงต้องชื่อว่าโลกที่ 3

คือพอเป็นโลกที่ 3 แล้วเรามี 3 คน อ่ะ มีเลขสามแล้ว แล้วเรารู้สึกว่าคำว่าโลกที่สามมันเป็นแง่ลบนิดหนึ่ง อย่างเช่นประเทศโลกที่สาม เพศที่สาม คนที่สาม มือที่สาม มัน Negative หมด แต่ว่าเรารู้สึกว่าโลกที่สามของเรายังสร้างผลงานขึ้นมาได้ งานอันนี้คือโลกที่สามของเรา เพราะว่าเราได้ไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง โลกอันแรกคือโลกของตัวเอง โลกอันที่สองคือโลกของสังคม โลกอันที่สามคือการที่เราได้จินตนาการออกมาเป็นเพลง

อยากให้เล่าหน่อยว่าคอนเซปท์ของแต่ละเพลงในอัลบั้มนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ส่วนใหญ่ในอัลบั้มพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ไม่ใช่แค่คนรักอย่างเดียว จริงๆ ไม่ค่อยได้พูดถึงคนรักด้วยซ้ำ พูดถึงชีวิตของแต่ละคนที่ผ่านไปวันๆ เพลงสบประมาทก็พูดถึงคนที่พูดสบประมาทกัน เพลงคนบาป เลือดชั่ว อะไรแบบนี้ (หัวเราะ) มันคือการพูดถึงชีวิตในสังคม เป็นช่วงที่เราอินกับการพูดเรื่องอะไรแบบนี้ กับการได้ค้นหาตัวเอง กับการได้พบเจอคนแล้วเราจะต้องทำอย่างไร ต้องทำความรู้จักกับเขาอย่างไร เรียนรู้กันอย่างไร เพลงไม่เหมือนเดิม ก็เล่าว่าคนเรารู้จักกัน ความสัมพันธ์มันเปลี่ยนไปในทุกๆ วัน แม้ว่าจะรู้จักกัน แต่พอเจอกันอีกวันก็อาจจะไม่เหมือนเดิม อัลบั้มนี้เล่าเรื่องชีวิตเยอะมาก มีความเป็นธรรมะหน่อยๆ ด้วยซ้ำ เอาแล้ว ชุดแรกก็จะแก่แล้วเหรอ (หัวเราะ) แต่ว่าอัลบั้มต่อไปจะเด็กลงมาก (ยิ้ม)

อัลบั้มนี้ถือว่าเป็น Concept album เลยไหม

ไม่ได้ตั้งใจเป็น Concept album เลย ตอนแรกตั้งใจเป็น E.P. มีแค่ 4 เพลง แต่พอทำเพลงมาเรื่อยๆ ก็อ่ะๆๆ ทำเป็นอัลบั้มเลยก็แล้วกัน

ถ้าคุณไม่ได้เป็นตุ๊ด คุณคิดว่าวง Chanudom จะออกมาเป็นแบบไหน

(หัวเราะ) เป็นคำถามที่ดี! เออ จริงว่ะ น่าคิดว่ะ เราก็คงรู้สึกว่าคล้ายๆ กับวง Queen เหมือนกันนะ ต่อให้เราไม่เป็นตุ๊ด เราว่าก็น่าจะยังมีเชื้อของความละเอียดอ่อน รู้สึกเหมือนจะมีความเป็น Bisexual อยู่แน่ๆ เพราะเรารู้สึกว่าการที่เราหลงใหลการร้อง การเต้น การเล่นละครอะไรแบบนี้ เข้าใจมั้ย ถ้าเป็นผู้ชายแมนๆ ก็จะต้องมีจริตจะก้าน มีความละเอียดอ่อน เพราะคนที่จะเล่นละครเวทีเป็นคนที่จะต้องศึกษาหัวใจคนอื่น มีความเซนซิทีฟ อาจจะมีอะไรเกินๆ แน่ๆ จะเป็น Chanudom แบบที่ไม่ใช่ตุ๊ด แต่เป็นผู้ชาย อาจจะใส่ตุ้มหูยาว ใส่ส้นสูง (หัวเราะ) เหมือน Prince ที่แบบว่า ฉันก็มีเมียนะ แต่ฉันก็มีความเกินๆ อะไรแบบนั้นแน่ๆ

ถ้าวง Chanudom กลายเป็นวงที่มีอิทธิพลที่ชักจูงคนได้ คุณจะใช้สิ่งนั้นเพื่อสื่อสารเรื่องอะไรกับคนฟัง

(นึกคิด) เราชอบให้ทุกคนรักกัน เราชอบให้ทุกคนให้เกียรติกัน เราอยากให้คนทุกคนมีความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ใช่แค่เพศ ไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตา ลักษณะต่างๆ แม้กระทั่งคนพิการหรือคนพิเศษด้วยซ้ำ เรามีคนรู้จักที่มีน้องเป็นออทิสติก เรารู้สึกทึ่งมาก ที่เขามีความสามารถ เราได้ไปเจอกับเขาบ้าง เขาเล่าให้ฟังว่าสิ่งที่เขากลัวคือสังคม

เรารู้สึกว่าเราอยากทำตรงนี้มากๆ เราต้องทำให้เขารู้สึกว่าเขาพิเศษมากๆ เลย และต้องทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่แตกต่าง เพราะว่าสิ่งนี้เหมือนทำลายชีวิตเขาไปเกือบทั้งชีวิต แล้วไม่ใช่แค่เขา แต่คนรอบข้างเขา พ่อแม่ ที่ต้องคอยรองรับกับความเจ็บปวดแบบนี้ ถ้าเราเป็นคนรอบข้างเราคงเจ็บปวดมากๆ

คำถามนี้ดีมากๆ ขอบคุณมากที่ถาม เราคงต้องย้ำเตือนกับตัวเองว่า ถ้าเราเป็นกระบอกเสียงที่มีอำนาจ เราจะดึงตรงนี้กลับมาให้สังคมน่าอยู่ ให้พวกเขารู้สึกว่าโลกนี้ไม่ขี้โกงกับเขา เพราะเขาเป็นมนุษย์เหมือนกันกับเรา แล้วเขาไม่ได้มีจุดด้อย แต่จุดนั้นสร้างสิ่งที่พิเศษให้กับตัวของเขา

ตอนนี้ถือว่าวงได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียงในระดับหนึ่งเหมือนกัน คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง

เราพูดได้อย่างเต็มปากแบบน่าหมั่นไส้นิดหนึ่งว่ามันจะต้องได้รับการยอมรับสิวะ ก็เราตั้งใจทำฉิบหายเลยน่ะ (หัวเราะ) เรารู้สึกว่าเราจะต้องได้รับมันสิ เรารู้สึกว่าเราได้รับความแฟร์มาตลอดชีวิต เพราะว่าเราตั้งใจ เราก็เลยได้รับมันมา ทั้งการเรียน การแสดง เราก็ได้รับมันมา เพราะว่าเราตั้งใจ เราเชื่อว่าเป้าหมายของเราจะต้องเป็นแบบนี้ ต่อให้เราลงทุนลงแรงขนาดนี้แล้วต่อให้ไม่ได้อะไรมาแบบตูมตาม แต่เราก็ต้องได้อะไรซักอย่าง

พัด-ชนุดม

คุณเองถือว่าโชคดีที่คนรอบข้างให้การยอมรับ แต่คนจำนวนมากกลับไม่ได้รับอะไรแบบนี้

(ถอนหายใจ) เราเองโคตรโชคดีเลยที่เราได้รับโอกาส ได้รับพลังงานแบบนี้มา แต่เราสามารถจบไปเลยตั้งแต่เด็กๆ ก็ได้นะ ถ้าเรารับโอกาสนั้นมาแล้วเราไม่ได้ทำอะไรกับมัน ตอนเด็กๆ เราก็ได้รับความรักมาเท่านั้นแหละ แต่ถ้าคุณไม่ได้ใช้พลังงานของตัวเองต่อ คุณไม่ได้ลงมือลงแรงกับความฝันที่คุณมี คุณก็จบมันได้เหมือนกัน ถ้าคุณยังเชื่อว่าคุณทำได้ และคุณยังลงทุนลงแรงกับความฝัน เราว่าความแฟร์มันเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ โลกใบนี้มันเป็นหยินหยาง ขาวกับดำ ถ้าคุณไม่พยายามมันก็ไม่เกิดขึ้น ถ้าคุณพยายามมันก็เกิดขึ้น คุณก็เก่ง ของแบบนี้ช่วยไม่ได้จริงๆ ต่อให้เราช่วยพยุงคุณขึ้นมาได้แล้ว ต่อให้พ่อแม่รักเราที่เราเป็นตุ๊ดแล้ว แต่ถ้าไม่ใช้ตรงนี้ให้เกิดประโยชน์ มันก็จบได้หมือนกัน

คุณเชื่อว่าตัวเอง “เหมือนกัน” หรือ “แตกต่าง” กับคนอื่นๆ

เราไม่ได้รู้สึกแตกต่าง เราเชื่อว่าทุกคนเหมือนกัน แต่ทุกคนมีสิ่งที่พิเศษต่างกันเว้ย ทุกคนเกิดมาได้โอกาส มีลมหายใจเหมือนกัน มีโอกาสได้เจอได้เห็นแบบเดียวกัน แต่ความพิเศษคือ เขาจะคว้าอะไรต่างหาก แล้วมันก็จะไม่เกิดขึ้นถ้าคุณไม่ใช้โอกาสที่ได้รับสร้างมันขึ้นมา เราว่ามันแฟร์มากเลยนะ ถ้าคุณได้รับโอกาส มีจิตใจ ได้รับโอกาส แต่ร่างกายคุณไม่ขยับเขยื้อนอะไรเลยเหมือนตุ๊กตายาง (หัวเราะ) แต่ถ้าคุณใช้วิญญาณผลักร่างกายให้ทำโน่นทำนี่ ร่างกายคุณจะได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก

ในการเป็นตุ๊ดของคุณ มีอะไรที่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยากที่สุดบ้าง

ตอนนี้เราอายุเท่านี้ เรารู้สึกว่าสิ่งหนึ่งที่เราภาวนาตลอดคือ ขอให้มีพลังทำสิ่งที่ตัวเองรักทุกๆ วัน จริงๆ นะ เมื่อก่อนเราจะของี่เง่าไปเรื่อยว่า ขอให้รวย ขอให้มีเงินเยอะๆ แต่ว่าตอนนี้ขอให้มีพลัง ขอให้ได้ทำในสิ่งที่ต่างออกไปจริงๆ ขอให้ได้มีพลังแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่อยากให้หายไป

คุณคิดว่าคุณรักตัวเองไหม

รักตัวเองสิ รักตัวเองก่อนเลย เราบอกเลยว่า เราแอบเห็นแก่ตัวในการรักตัวเองก่อน ถ้าเราไม่รักตัวเอง เราคงกระเตื้องไม่ไหวที่จะไปรักคนอื่น ถ้าเราทรีตตัวเอง สิ่งนี้แหละคือสิ่งที่เราจะทรีตให้กับคนที่เรารักได้

พัด-ชนุดม

คุณคิดว่าการรักตัวเองคืออะไร

การรักตัวเองคือการให้ตัวเองได้กินของอร่อย ไม่ใช่ (หัวเราะ) การรักตัวเองก็คือ (คิดนาน) การที่เราเคารพตัวเองก่อน เรารู้คุณค่าของตัวเอง แล้วเราเคารพตัวเองที่กำลังทำ กำลังคิดอะไรบางอย่าง แล้วเราก็มองว่า มันคือการมองเห็นภาพของเราเป็นแบบไหน ทะนุถนอมตัวเองแบบไหน ถ้าคุณเคารพตัวเอง แล้วเรารู้ว่าเราลงแรงกับอะไรไปอย่างไร จากนั้นเราจะรู้คุณค่าของตัวเองว่า ฉันทำมาขนาดนี้ ใครจะมาทำกับฉันแบบนั้นแบบนี้ไม่ได้นะ

 คุณคิดว่าตัวคุณเองจะเป็นนักร้อง หรือดำรงสถานะของวง Chanudom ต่อไปตลอดชีวิตไหม

ไม่ ไม่ตลอดชีวิต เราไม่ได้คิดว่าเราจะจบชีวิตเราด้วยการเป็นนักร้อง เรารู้สึกว่าเราอยากทำหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ว่าเมื่อเราได้รับโอกาสนี้ เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด เรารู้สึกว่ากำลังเอ็นจอยกับมันมากๆ คนอื่นน่าจะได้เห็นความครีเอทีฟของเราในอีกหลายๆ แบบ เรารู้สึกว่ายังมีอะไรที่อยากเล่าอยู่อีก


Call Me Your Mommy!

คุณเคยถูกเรียกว่า “ตัวแม่” บ้างไหม แล้วรู้สึกอย่างไรที่ถูกเรียกว่าเป็นตัวแม่

มีค่ะ มี ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนนิดหนี่งนะ คือตอนแรกๆ ที่สังคมเรียกกันว่าแม่ เราจะรู้สึกว่าแบบ มึงแก่มาก… (หัวเราะ) แต่ตอนนี้เราว่ามันโอเคขึ้น เพราะส่วนใหญ่ก็ใช้คำว่าแม่ๆๆๆ พร่ำเพรื่อเหมือนกันนะ ของเราเราจะรู้สึกว่า เวลาเขาดูโชว์ของเราที่แชร์ๆ กันแล้วเรียกว่านี่แม่ เรารู้สึกว่าเขาสนุกกับสิ่งที่เราได้ทำ แล้วเขาได้ยกย่องเรา เหมือนป็นคำยกย่องไปแล้ว นี่คือพลัง แรงบันดาลใจที่ทำให้เขาเห็นแล้วรู้สึกว่า โห แม่ อะไรแบบนี้

คำว่าตัวแม่คืออะไรในความคิดของคุณ

คือคนที่นิ่งกับโลกใบนี้แล้ว นิ่งคือ ฉันรู้ ฉันพร้อม ฉันมีโอกาสแล้ว ฉันสุขุมแล้ว ฉันพิสูจน์แล้วว่าผ่านทุกสิ่งทุกอย่างมาแล้ว เวลาที่ผ่านมาคือเวลาที่ฉันได้ใช้ประสบการณ์ชีวิตจนฉันเป็นผู้ช่ำชอง เป็นผู้ที่รู้ และพร้อมที่จะให้กับคนอื่น ตัวแม่คือ ฉันรู้ๆๆๆ เธอฟังนะ อย่างนี้ๆๆๆ เราจะรู้สึกว่านี่แหละตัวแม่ เป็นแบบแง่บวก แต่เป็นแบบองค์แม่ ไม่ใช่แบบนางฟ้า มีความเป็นแม่มดหน่อยๆ แต่เป็นแม่มดที่ให้และเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น

[Sassy_Social_Share]
20