เมื่อสองสามปีที่แล้ว เราและชาวโซเชียลรู้จัก “ธรรณพ แสงโอสถ” หรือที่คนเรียกกันตามชื่อเฟสบุ๊คของเธอว่า “ฟลุ๊คกะล่อน” ในฐานะ “มีม”

และมีมนั้นก็ดูไม่ค่อยจะเป็นมีมที่ดีเสียด้วย เพราะเธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงมีหนวดที่อาจดู “ผิด” จากความคาดหวังของคนส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่เธออาจไม่ได้ทำอะไรนอกจากการแต่งตัวแรงๆ และถ่ายรูป แต่คนส่วนใหญ่ไม่คิดเช่นนั้น

ความคาดหวังนั้น ส่งผลทำให้ชาวโซเชียลหลายๆ คนรู้สึกเกลียดและรุมด่าเธอ

อีกหลายปีต่อมา เธอยังคงวนเวียนอยู่ในโลกโซเชียล แต่มาด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไป เธอผันตัวมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ และ YouTuber ในบางโอกาส เธอเติบโตจากฟลุ๊กกะล่อนในแบบที่หลายคนยังจำได้ กลายเป็น “ผู้หญิงมีหนวด” ที่ยังคงทำงานและใช้ชีวิตอยู่กับแม่และแฟนอย่างมีความสุข จากกระแสรุมเกลียดและบุลลี่ กลายเป็นกระแสชื่นชมและชื่นชอบในสิ่งที่เธอทำ

เธอผ่านความกดดันมาได้อย่างไร เธอเปลี่ยนตัวเองจาก “มีม” กลายมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ที่มีคนติดตามและชื่นชมได้อย่างไร

และที่สำคัญที่เราอยากรู้มากๆ

เธอเคยคิดจะโกนหนวดบ้างไหม?


พอจะเล่าได้ไหมว่าชีวิตก่อนหน้าที่คุณจะมีชื่อเสียงในโลกโซเชียลเป็นอย่างไรบ้าง

ก่อนที่จะเริ่มเข้าโซเชียล หนูก็เป็นเด็กผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่อยู่ในกรมทหาร แล้วก็เติบโตมาในกรมทหาร โตมากับครอบครัวที่อยู่ในกรมทหาร สิ่งแวดล้อมที่อยู่ในกรมทหารมาตลอดเลย แน่นอนว่าเราก็ต้องถูกปลูกฝังว่าโตมาแล้วจะต้องเป็นทหารนะ แล้วตอนนั้นก็คือเรายังไม่ได้มีอาการแสดงออกอะไร มีความสับสนอยู่ในใจอยู่แล้ว แต่ว่าไม่ได้แสดงออก ไม่ได้บอกใครเลย จนพ่ออยากให้เราสอบทหาร เราก็ทำตามที่พ่อบอก ออกกำลังกาย เรียนเพิ่มเติม แต่ว่าก็ไม่สำเร็จ เพราะว่ามันไม่ใช่ทางที่เราชอบเลยค่ะ จนผ่านมาสองปี พ่อเสีย

ตอนหลังจากพ่อเสีย เราอยู่บ้านได้แค่ปีเดียว ก็ต้องคืนบ้านไป เพราะว่าเป็นบ้านพักสวัสดิการ คราวนี้ก็เลยกล้าที่จะบอกแม่ว่าเราไม่ใช่ผู้ชายนะ เพราะว่าเรากลัวแม่จะอาย เพราะว่าในกรมทหาร ก็จะมีอารมณ์แบบเมียทหาร ก็จะซุบซิบกันว่า ลูกบ้านไหนไม่ใช่ผู้ชาย ลูกบ้านไหนไม่อยากเป็นทหารให้พ่อให้แม่ เราก็เลยกลัวว่าแม่จะคิดมากหรือเปล่า พอใกล้ๆ จะออกจากกรม เราก็เลยบอกแม่ว่า เราไม่ใช่ผู้ชายนะ จากนั้นเราก็เลยเข้าสู่โซเชียล

ฟลุ๊กกะล่อน

ตอนที่คุณอยู่ในกรมทหาร เคยได้ยินเสียงซุบซิบเข้าหูมาถึงเราโดยตรงบ้างไหม  

ก็มีบ้าง จริงๆ ก็มีลูกบางบ้านที่เป็นเหมือนกัน แต่ว่าเป็นแบบแสดงออกเลย คือเราอยู่ในนั้นเราก็จะได้ยินเขาคุยกันว่า ลูกบ้านนั้นนะเป็นอย่างนั้น ด้วยความที่ผู้ใหญ่ตอนนั้นมีความหัวโบราณ เขาก็ไม่ได้รังเกียจหรอก แต่เขาก็จะรับไม่ได้ เป็นอารมณ์แบบว่าไม่คุยด้วย พูดถึงกันแต่ในแง่ที่ไม่ดี ซึ่งเราก็กลัวจะเป็นแบบนั้น

พอหลังจากบอก แม่คุณรับได้แค่ไหน

ตอนแรกๆ แม่ก็ตกใจ แล้วก็คาดหวังไว้เยอะว่าเราจะเป็นทหาร เป็นผู้ชาย แต่เราก็ใช้เวลาคุยกันกับแม่ แล้วก็ใช้วิธีว่าพาแฟนเข้าบไปหาเลย เราคุยกันกับคนนี้มาสองปีแล้ว แล้วก็พามาบ้านเลย แล้วก็บอกว่าคนนี้เป็นน้อง ตอนนั้นแม่ก็ยังรับไม่ได้ ยังรู้สึกว่ามีความกลัว ใช้เวลาคุยอยู่สองเดือน พาแฟนมาเจอแม่ ไปๆ มาๆ จนแม่บอกว่า เอาอย่างนี้ จะเป็นอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดีแล้วกัน อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน เท่านั้นเอง

ตอนนั้นคุณ Come out แบบชัดเจนเลยไหม หรือว่ายังปิดบังอยู่

ตอนนั้นไม่เลยค่ะ คือหนูมีชื่อเสียงมาตั้งแต่ยังเป็นผู้ชายแล้ว ตั้งแต่ ม.ต้น ม.ปลาย เราเป็นผู้ชายแต่งตัวแล้วก็ชอบถ่ายรูป แล้วก็จะมีคนเข้ามากดไลค์ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่มีท่าทางว่าจะเป็นเลย พอเราเริ่มบอกแม่แล้ว เราก็เริ่มจากการเป็นเกย์ก่อน ตัดผมสั้น เพิ่งจะเริ่มแต่งหญิงได้ประมาณ 2-3 ปีกว่าๆ เท่านั้นเอง

ตอนที่คุณรู้ตัวว่าเป็น คุณจำโมเมนต์นั้นได้ไหม

จริงๆ หนูก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นหญิงเลย ความคิดค่อยๆ ไล่ระดับไปเรื่อยๆ ตั้งแต่แบบว่าเราเป็นเกย์นะ เราไม่ได้ชอบผู้หญิงนะ เราชอบผู้ชาย แล้วเราก็มีแฟน แล้วแฟนเราก็จะชอบแฟชั่น ศิลปะต่างๆ ชอบแต่งตัว แต่งหน้า เวลาเราอยู่กับเขา เราก็จะเรียนรู้เรื่องการแต่งหน้าจากเขามาเยอะ ก็เลยเริ่มแต่งหน้าแบบผู้หญิง คือยังเป็นผู้ชายอยู่ แต่แต่งหน้าแบบผู้หญิง จนผมเริ่มยาว เราก็เริ่มรู้สึกว่าสนุกในการแต่งหน้าแบบผู้หญิง แล้วก็สวยด้วย ก็เลยลองที่จะแต่งหน้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งเต็มตัว

ตอนนั้นคนรอบข้างเข้าใจตัวตนของคุณมากน้อยแค่ไหน

จริงๆ ถ้าคนที่เป็นตุ๊ด เป็นกะเทยก็อาจจะเป็นอะไรที่ปกติกว่าหนู แต่ด้วยความที่หนูยังมีเอกลักษณ์คือ หนูมีหนวด แล้วก็แต่งหญิง แต่งหน้า คนที่รับได้จริงๆ ก็คือคนที่ใกล้ตัวที่สุด ก็คือแม่ ก็ไม่ได้พูดคุยอะไรหรอก แต่เหมือนเขาปรับความเข้าใจไปเองว่า เราเป็นแบบนี้นะ นี่คือตัวตนของเรา แล้วเราก็ค่อยคุยกับเพื่อนสนิท ตอนแรกเขาก็ไม่เข้าใจหรอกว่า มึงแต่งหญิงทำไม่ไม่โกนหนวดล่ะ ก็ต้องค่อยๆ คุยกับเพื่อน คนรู้จักต่อๆ ไปอีกทีว่าเราชอบแบบนี้ อยากเป็นแบบนี้ ลองเปิดใจ ลองศึกษาดู มันไม่ได้น่าเกลียด มันเป็นรสนิยมของแต่ละคน ต้องใช้เวลาเยอะเหมือนกัน

จุดเริ่มต้นของการที่คุณแต่งหญิง แต่ยังไว้หนวดคืออะไร

จริงๆ ตอนที่หนูเป็นผู้ชาย แต่งตัวแมนๆ หนูไม่มีหนวด หนวดไม่ขึ้นเลย พอตอนมาเป็นเกย์ 2-3 ปีหนวดก็ยังไม่ขึ้นเลย จู่ๆ ตอนเราเริ่มแต่งหน้า หนวดก็เริ่มขึ้นเฉยเลย แล้วตั้งแต่เด็กๆ แม่จะบอกว่าห้ามโกนหนวด ถ้าโกน จะเป็นแบบพ่อคือหนวดจะแข็ง ตอนแรกหนวดยังขึ้นแบบอ่อนๆ ก็เลยคิดว่าไม่โกนดีกว่า พอหนวดขึ้นมาแบบพอดีๆ เราก็เลยไม่กล้าโกน เพราะกลัวว่ามันจะแข็ง เท่านั้นเอง

พอเราแต่งหน้าแล้วลองดูกระจก ลองโพสต์ เรากลับรู้สึกว่า มันดูเข้ากันกับเราจังเลย แล้วก็ดูมีความเป็นเราด้วย ไม่มีใครที่เป็นแบบนี้เลย หนูก็เลยเลือกที่จะไว้หนวด

แสดงว่าคุณมีความต้องการจะไว้หนวดตั้งแต่แรกเลยใช่ไหม

(พูดทันที) ใช่! คือตอนที่หนูเป็นผู้ชาย หนูค่อนข้างจะเป็นคนเรียบร้อย ก็เลยจะมีเพื่อนบางกลุ่มบอกว่าเราเป็นหรือเปล่า เราก็เลยรอว่าเมื่อไหร่หนวดจะขึ้นซักที ทำไมขนหน้าแข้ง ขนแขนไม่ขึ้น ก็เลยปล่อยไปตามธรรมชาติ ก็ยังไม่ขึ้น จนมันมาขึ้นอีกทีตอนหลัง เราก็เลยตั้งใจที่จะไว้หนวดจริงๆ แล้วก็กลายเป็นว่าชอบ รักหนวดของตัวเองไปแล้ว

คุณพอจะทราบเทรนด์ที่ Transgender บางคนที่แต่งหญิง แต่ก็ยังไว้หนวดอยู่บ้างไหม

จริงๆ หนูไม่รู้เลย เพราะหนูไม่ได้ติดตามข่าวอะไรพวกนี้มากนัก ไม่รู้เรื่องเลย แต่แฟนหนูจะดูข่าวพวกนี้ หนูเพิ่งมารู้ทีหลังตอนช่วงแต่งหญิงใหม่ๆ ว่าคนที่แต่งหญิง ไว้ผมยาว แต่ไว้หนวดก็มี ก็เลยยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เรามั่นใจยิ่งขึ้นว่าสิ่งที่เราทำไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

ชอบตัวเองตอนไว้หนวดหรือตอนที่ไม่ไว้หนวดมากกว่ากัน

ครั้งหนึ่งหนูเคยไปทำจมูกที่เกาหลี แล้วเขาให้โกนหนวด คือรู้ก่อนที่จะบินไปแค่วันเดียว ถ้ารู้ก่อนหน้านั้นก็คงจะไม่บิน แล้วพอต้องโกนหนวดปุ๊บ ไม่ออกไปไหนเลย ไม่กล้าออกจากบ้าน ไม่ถ่ายรูป ไม่อัพขึ้นโซเชียลใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าไม่มั่นใจเลย แต่ว่าต้องถ่ายรูปให้กับโรงพยาบาล ปรากฏว่ารูปนั้นมีคนแชร์เยอะมาก สวยมาก โน่นนั่นนี่ แต่เราไม่มีความมั่นใจใดๆ เลย แล้วก็ไม่ถ่ายรูปเลย จนกลับมาจากเกาหลี 2 เดือนถึงได้เริ่มถ่ายรูป ตอนไม่ไว้หนวดเราเลยรู้สึกไม่มั่นใจ

คุณจะจำกัดความหนวดของตัวคุณเองว่าอย่างไร

หนูไม่ได้จำกัดความว่าหนวดของตัวเองคืออะไร แต่ว่าหนูชอบมัน ใครจะคิดยังไง หนูไม่รู้ แต่เวลาหนูแต่งตัว แต่งหน้า ไปไหนมาไหน หนูรู้สึกมั่นใจ เวลาถ่ายรูปตอนที่หนูไม่มีหนวด หนูรู้สึกว่าไม่มั่นใจ ยิ่งทำให้หนูรู้สึกว่า แม้ว่าหนวดจะเป็นสัญลักษณ์ของเพศชาย แต่เราก็รู้สึกมั่นใจ แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าแปลกกว่าคนอื่นนะ เวลาหนูดูนางแบบ ดูคนอื่นๆ หนูก็รู้สึกว่าเราไม่ได้มีจุดบกพร่องอะไรนะ ตอนเราส่องกระจก เราอาจจะรู้สึกว่ามีจุดบางอย่างที่เราอยากจะเปลี่ยน อยากจะเอาออก แต่หนวดเป็นสิ่งเดียวที่หนูอยากจะเก็บเอาไว้

แล้วคุณมาเป็นกระแสในโลกโซเชียลได้อย่างไร

อย่างที่เล่าแล้วว่า หนูเป็นกระแสในโลกโซเชียลมาตั้งแต่ช่วง ม.ต้น ม.ปลาย ประมาณ ม.3 – ม.4 แล้ว ตอนนั้นเราทำชอบถ่ายคลิปตลกแล้วก็อัพคลิปขึ้นโซเชียล ตอนนั้นถือว่าคนแชร์เยอะมาก แล้วก็มีคนติดตามหนูเยอะขึ้นมาก ประมาณ 3-4 หมื่นคน ตอนนั้นก็ตกใจว่าทำไมเยอะมาก ก็เลยเป็นกระแสแรกที่ทำให้คนรู้จักฟลุ๊คกะล่อน ว่าเป็นผู้ชายกวนๆ ทะเล้นๆ แล้วก็ชอบแต่งตัว จนตอนหลังเรามาเปลี่ยนว่าเราเป็นเกย์ ไว้หนวด แต่งหญิง ก็เลยมีกระแสขึ้นมาอีกรอบ

ตอนที่มีกระแสว่าฟลุ๊คกะล่อนเปลี่ยนตัวเองมาแต่งหญิง ไว้หนวด ชีวิตคุณเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ตอนแรกก็กลัวนะคะว่าคนที่ติดตามเราอาจจะไม่ชอบ กลัวอะไรหลายๆ อย่าง แต่ว่าพอเรากล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองแล้ว แน่นอนว่าก็มีคนที่ไม่ชอบแหละ แต่คนที่ชอบเรา คนที่ให้กำลังใจเราเยอะมาก เหมือนว่าเขาชอบที่เรากล้าที่จะเป็นตัวเอง กล้าที่จะเปิดเผยตัวตน

แล้วมีกระแสด้านลบเข้ามาบ้างไหม

เยอะค่ะ เยอะเลย ทุกวันนี้ก็ยังเจออยู่ แต่เราจะไม่อ่านคอมเมนต์ที่ไม่มีสาระ หรือคอมเมนต์บุลลี่ อ่านแล้วก็จะมองข้าม ไม่สนใจอะไร เราอยากให้คนที่เห็นเรา หนูไม่ได้อยากจะมานั่งอธิบายว่าที่เราไว้หนวด ที่เราเป็นแบบนี้ เพราะตัวตนของเราจริงๆ ไม่ใช่แค่กระแสหรืออยากดัง

ถ้าจะให้คุณจำกัดความว่าฟลุ๊คกะล่อนคือใคร คุณจะจำกัดความตัวคุณเองว่าอย่างไร

หนูชอบเรียกตัวเองว่าบิวตี้บล็อกเกอร์ เพราะว่าหนูได้มีโอกาสแบ่งปัน สอนการแต่งหน้า สอนเทคนิคต่างๆ แต่ก่อนเราก็ยอมรับว่าเราชอบที่จะเป็นเน็ตไอดอลเหมือนกัน เวลามีคนเรียกเราว่าเน็ตไอดอลเราจะรู้สึกดีใจมาก พอเราเติบโตถึงจุดๆ หนึ่ง เรารู้สึกว่าเน็ตไอดอลต้องเป็นตัวอย่างด้วย ไม่ใช่แค่ได้ไลค์เยอะๆ เราเองทำอะไรไปไม่รู้ตั้งเยอะแยะ เราไม่สามารถเป็นเน็ตไอดอลได้หรอก พอหลังจากนั้นเรารู้สึกอายมากที่มีคนเรียกเราว่าเน็ตไอดอล หรือเวลาเราไปงาน แล้วพิธีกรประกาศว่าคุณฟลุ๊ค เน็ตไอดอล เราจะรู้สึกอาย เราก็เลยเลือกที่จะผันตัวมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์

ในเว็บไซท์ Change.org เคยมีแคมเปญรณรงค์ให้คุณโกนหนวด คุณเคยเห็นไหม แล้วรู้สึกอย่างไรกับแคมเปญนี้

อันนั้นเป็นช่วงที่หนูเพิ่งจะไว้หนวดใหม่ๆ เลย เห็นแล้วหนูรู้สึกขำมากกว่า รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องตลกน่ะ ขนาดตัวหนูเองหนูยังกดเข้าร่วมแคมเปญเลย ถึงหนูจะเป็นคนที่มีคนรู้จักเยอะ แต่หนูรู้สึกว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องส่วนตัว หนูรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่จะมาเปลี่ยนความคิด หรือมาสั่งหนูให้โกนหนวดได้

มีช่วงหนึ่งที่คุณกลายเป็นมีมในโลกอินเทอร์เน็ต คุณรู้สึกอย่างไรที่ตัวคุณกลายเป็นมีมในทางที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เช่นว่าเอารูปคุณไปแกล้งหลอกคนอื่นว่าเป็นสาวสวยเซ็กซี่ จนบางคนถึงขั้นว่าพยายามบล็อกเฟสบุ๊คของคุณ แล้วเวลาคนจะบล็อกคุณ เขาก็จะบ่นกันว่าทำไมบล็อกไม่ได้

ตอนนั้นน่าจะซักประมาณ 2 ปีกว่าๆ ได้แล้ว หนูก็เครียดเหมือนกันนะคะ แต่ว่าหนูไม่ได้อ่านคอมเมนต์เท่าไหร่ อ่านคอมเมนต์น้อยมาก เพราะเรารู้ว่าการที่มีคนด่าเราเยอะ แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มที่ให้กำลังใจเรา กดไลค์รูปเรา ยังมีคนสนใจเราเยอะ เราก็เลยไม่ค่อยได้อ่าน แล้วแม่ก็จะบอกเราว่า ไม่เป็นไรนะ เขาก็จะพยายามให้กำลังใจเราตลอด

ช่วงนั้นที่มีการบล็อคเฟสบุ๊คเยอะๆ แล้วบล็อคไม่ได้ เพราะว่าช่วงนั้นเฟสบุ๊คจำกัดการบล็อค ว่าคนหนึ่งจะสามารถบล็อคได้สูงสุดกี่คน ซึ่งของเราโดนบล็อคเยอะมากจนเกินแล้ว พอเขาจะบล็อกก็เลยบล็อคไม่ได้ หนูก็ไม่รู้จะทำยังไง บางทีมีคนทักเข้ามาบอกว่าบล็อกให้หน่อย หนูก็จะบล็อกให้นะคะ ไม่ได้มีการโกรธ การด่าอะไร ถ้าคุณไม่อยากเห็น ก็โอเค ทุกคนมีสิทธิ์เลือก

แต่ยอมรับว่าก็มีแอบเครียดๆ นอยๆ นิดหนึ่ง แต่ว่าหนูก็ยังมีแม่กับแฟนที่ยังอยู่ด้วยตลอด ช่วงนั้นก็เลยจะปิดโทรศัพท์ หายไปเลยเกือบเดือน

แต่มันก็เกิดจากที่คุณชอบถ่ายรูป หรือพรีเซนต์นตัวเองแบบแรงๆ ด้วยหรือเปล่า

จริงๆ ตัวตนของหนูที่เห็นในโซเชียลกับตัวจริงต่างกันมากเลยนะ ตัวจริงหนูเป็นคนนิ่งๆ พูดน้อย แทบไม่พูดกับใครเลยนอกจากคนสนิท รายการทีวีเชิญไปออกก็ไม่รับเลย ไม่ไป แต่สิ่งที่เราทำในโลกโซเชียล ไม่ว่าจะรีวิวหรืออะไรก็ตาม เราทำแค่เพราะว่าอยากได้งาน หนูคิดแค่ว่าทำยังไงให้คนกดไลค์ กดแชร์ เราก็เลยถ่ายแรงๆ โป๊แค่ไหนก็ได้ แต่ว่าทุกภาพที่ลงไปหนูคิดก่อนจะลงนะ ต่อให้ดูเหมือนว่าไม่คิดก็ตาม ก็มีบ้างที่รู้สึกว่าอายตัวเองจังเลย แต่ก็ลง เพื่อที่ว่าเราจะได้งาน แล้วพอช่วงนี้ที่หนูเริ่มทำ Vlog ใน YouTube ถ่ายพวกไลฟ์สไตล์ของหนู โน่นนั่นนี่ คนก็จะเห็นเลยว่า เอ๊ะ นี่คนเดียวกันกับที่อยู่ในเฟสบุ๊คหรือเปล่า หนูเลยแฮปปี้มากที่สองปีที่ผ่านมาหนูโตขึ้นเยอะมากๆ

แล้วเฟสบุ๊คมันจะมีวันนี้ในอดีตใช่มั้ยคะ เวลามันแจ้งเตือนภาพเมื่อสองสามปีที่แล้ว หนูจะรู้สึกว่า โอ๊ย… แต่หนูก็ไม่ลบนะคะ ถ้าย้อนกลับไปหนูก็คงจะเลือกทำเหมือนเดิม เพราะว่าเป็นสิ่งที่ทำให้หนูเติบโตขึ้น

รู้สึกอย่างไรที่กระแสของคุณดีขึ้นกว่าเมื่อสองสามปีก่อน

หนูดีใจมาก! (เน้นเสียง) สองสามปีที่ผ่านมาหนูดีใจมากที่หนูได้มาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ แล้วก็ทำช่อง YouTube ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นตัวเราจริงๆ คือการหยิบกล้องขึ้นมาแล้วก็พูดคุยกับคนดู ไม่ใช่การตัดต่ออะไรที่มันตลก โป๊เปลือยหรือว่าอุบาทว์ ตอนแรกๆ ไม่อยากเปิดดูคอมเมนต์เลยนะ กลัวมาก แต่ว่ามันขึ้นแจ้งเตือน ก็เลยเข้าไปดู ปรากฏว่าเขาคอมเมนต์กันว่า เออ ดูเป็นคนละคนกันเลยนะ ซึ่งหนูก็อยากจะบอกว่า นี่แหละตัวหนูจริงๆ ไอ้ที่อยู่ในเฟสบุ๊คคือเพราะว่าหนูอยากหาเงิน อยากได้กระแสเพื่อที่จะได้งานเฉยๆ

พอเจอแบบนั้น ตัวคุณเองรู้สึกว่าเป็นเหยื่อของการบุลลี่บ้างไหม

แต่ก่อนหนูไม่รู้หรอกว่าบุลลี่คืออะไร แต่ว่าพอย้อนกลับไปดู เราโดนเต็มๆ ทุกอย่างเลย ทั้งการเหยียดรูปร่างหน้าตา ร่างกาย ผม การแต่งตัว ทุกอย่างเลย เหยียดประมาณว่าหน้าตาแบบนี้ไม่น่าจะเป็นเลย พ่อแม่ทำท่าไหนถึงได้ออกมาอัปลักษณ์แบบนี้ แต่หนูไม่ได้รู้สึกอะไรเลยนะคะ เพราะว่าคนรอบข้างหนูดีมากๆ หนูก็แค่รู้สึกว่าแค่โดนบุลลี่ แต่เรากลับไม่ได้รู้สึกอะไรมากกว่านั้น

จนถึงตอนนี้ยังมีอยู่ไหม

จนถึงตอนนี้ก็ยังมีนะคะ แต่ว่าน้อยลงมากๆ เหลือแค่กลุ่มเล็กๆ ไม่กี่คน ที่นานๆ จะเจอบ้าง แต่ก็ไม่ได้สนใจ ไม่ได้ตอบโต้อะไร บางคนคอมเมนต์ว่า ไว้หนวดทำไม สกปรก ตกลงจะเป็นอะไรแน่ เลือกซักอย่างสิ อะไรแบบนี้ แต่อย่างที่บอกว่าคนรอบข้างหนูดีจริงๆ หนูก็เลยไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำพูดของคนแค่กลุ่มหนึ่งที่ว่าเรา

คุณคิดว่าตัวคุณต้องพิสูจน์ตัวเองในการอธิบายกับคนอื่นๆ เกี่ยวกับตัวตนของคุณบ้างไหม

พิสูจน์ แต่ว่าไมได้พิสูจน์กับสังคมนะ เราพิสูจน์กับตัวเอง หนูแข่ง หนูพิสูจน์กับตัวเองว่าเราต้องยืนยันว่านี่คือตัวตนของเรานะ ไม่ใช่ไปฟังคนอื่นที่เขาบอกว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราทำตัวเราเอง เราก็ยืนยันว่าเราจะเป็นของเราแบบนี้

คุณรู้สึกว่าตัวคุณต้องอธิบายตัวตนของเราให้คนอื่นๆ ฟังบ้างไหม

เคยคิดว่าต้องอธิบาย แต่แม่ก็จะบอกว่า บางอย่างเราไม่ต้องไปอธิบายหรอก ถ้าเขาไม่ชอบ อธิบายไปยังไงเขาก็ไม่ชอบอยู่ดี เราแค่ทำสิ่งที่เราชอบให้เขาเห็นว่านี่คือสิ่งที่เราชอบจริงๆ เราไม่ได้ทำเพราะกระแสหรืออย่างอื่น

 คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้คนเปลี่ยนจากรังเกียจ มาสนใจ และชื่นชอบในฟลุ๊คกะล่อนมากขึ้น

หนูเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง แต่ว่าไม่ได้มั่นหน้า มั่นในคือกล้าที่จะแต่งตัว กล้าที่จะแสดงออก กล้าที่จะพูดความรู้สึกจริงๆ ของเราที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน แล้วที่สำคัญคือกล้าที่จะไว้หนวด ตอนที่หนูไปขอใบรับรองแพทย์ หมอก็งงนะว่าทำไมถึงไว้หนวด ก็เคยคิดเหมือนกันนะว่า หรือจริงๆ เราต้องโกนหนวดวะ เพราะปัญหาอะไรแบบนี้ แต่แม่กับแฟนก็บอกว่าไม่จำเป็น เพราะมันเป็นตัวตนของเรา เลยทำให้เรารู้สึกมั่นใจ กล้าที่จะไว้หนวดและแต่งหน้าเป็นผู้หญิง เรายังสอนเทคนิคการแต่งหน้าให้คนไปใช้ได้ คนก็เลยรู้สึกชอบในความที่หนูเป็นตัวของหนูเอง

ฟลุ๊กกะล่อน

แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่จะคิดว่าหนวดคือสัญลักษณ์ของผู้ชาย คุณคิดแบบนั้นไหม

จริงๆ มันก็ใช่แบบนั้นแหละ เพราะว่าหมอก็เคยบอกหนูแบบนั้น แต่ว่าหนูไม่ได้รู้สึกว่าเป็นสัญลักษณ์ของเพศไหน เพราะจริงๆ ในทางการแพทย์ ผู้หญิงก็มีหนวดนะ แต่ไม่ได้เยอะเท่าผู้ชาย มันเป็นเรื่องของฮอร์โมน ผู้หญิงบางคนก็มีหนวดขึ้นเยอะ แล้วตัวหนูเองหนูก็ไม่เคยบอกว่าเป็นเพศไหน หนูก็เลยไม่ได้คิดว่าหนวดเป็นสัญลักษณ์ของเพศไหน เราไม่อยากมานั่งบอกว่าเราเป็นเพศไหน เราแค่เป็นตัวเราเฉยๆ

หนวดของคุณทำให้คุณรู้สึกว่าดูแปลก ดูตลก หรือดูประหลาดบ้างไหม

มีค่ะ บางทีไปซื้อของ คนก็จะถามแบบว่า หนูแต่งหน้าเล่นเหรอ หรือไปแสดงละครอะไรเหรอ ก็ขำๆ กับเพื่อนไป มีคนเข้าใจก็มีคนไม่เข้าใจ มันคงไม่ง่ายที่คนทุกคนจะเข้าใจเรา ไม่ว่าจะเจอเราแล้วคิดยังไง ก็อยากให้ทุกคนมีความสุขที่เจอเราก็แล้วกัน

คิดว่าตัวเอง “แตกต่าง” หรือ “เหมือนกัน” กับคนอื่น

หนูไม่ได้รู้สึกว่าแตกต่างนะ หนูก็เหมือนกับคนทั่วไป

อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการใช้ชีวิตของคุณ

น่าจะเป็นการทำงานค่ะ ความยากคือนอกจากเราจะต้องชนะตัวเอง เราก็ต้องทำให้คนอื่นยอมรับด้วย หนูทำงานอยู่คนเดียว ชีวิตหนูก็มีแค่แม่กับแฟนสองคนที่อยู่ด้วยกัน แล้วก็ต้องเจอกับอะไรหลายๆ อย่างที่เราต้องดูแล ไหนจะตัวเอง อะไรที่เกี่ยวกับตัวเราเอง หนูรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ยาก การทำงานเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ พวกแบรนด์เครื่องสำอางก็ไม่ได้เข้าใจเราทั้งหมดนะคะ ต่อให้เมืองนอกจะแต่งหญิงไว้หนวดมากแค่ไหน แต่เขาก็ยังเลือกปฏิบัติอยู่ดี เพราะเห็นว่าเราแปลก ไม่น่าจะขายของให้เขาได้

ฟลุ๊กกะล่อน

เป้าหมายของคุณในการเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์คืออะไร แล้วเข้าใกล้เป้าหมายแล้วหรือยัง

หนูมีความฝันว่าอยากเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางเป็นของตัวเอง แต่ว่าพอเรายังเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ เรายังต้องใช้เครื่องสำอางแบรนด์อื่นๆ อยู่ ก็เลยไม่สามารถทำได้ ถามว่าใกล้ถึงเป้าหมายหรือยัง คงอีกนาน

คุณยังจะเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์กับ Youtuber ไปตลอดชีวิตไหม

ตอนนี้หนูคิดว่าก็คงยังทำงานไปเรื่อยๆ เพราะว่าเป็นสิ่งที่หนูชอบ การที่หนูอัดคลิปแล้วคนเข้ามาดูแล้วได้ความรู้ แล้วเขาเข้ามาชื่นชม ทำให้เรามีความสุขและมีกำลังใจให้เราทำต่อไป

แล้วคุณคิดจะไว้หนวดไปตลอดชีวิตไหม

ตอนนี้หนูยังไม่มีความคิดว่าจะโกนหนวดเลยค่ะ


Call Me Your Mommy!

คุณเคยถูกเรียกว่า “ตัวแม่” บ้างไหม แล้วรู้สึกอย่างไรที่ถูกเรียกว่าเป็นตัวแม่

มีค่ะ แต่หนูไม่ได้รู้สึกชอบนะคะ คือหนูยังอายุน้อยด้วยแหละ ส่วนใหญ่รุ่นน้องๆ จะชอบเรียกกันว่าแม่ ประมาณว่าเป็นแม่กะเทย แต่ว่าหนูอยากให้เขาเรียกว่าพี่ดีกว่า หนูทำตัวไม่ถูก หนูรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะที่จะเป็นแม่อะไรขนาดนั้น

คำว่าตัวแม่คืออะไรในความคิดของคุณ

คือคนที่มีประสบการณ์ ทำงานมาเยอะ เป็นผู้ใหญ่ และก็เก่งมากๆ

[Sassy_Social_Share]
46