ในเทศกาลแห่งความรักนี้ คงไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่หนักเกินไป หากกุลสตรีอยากจะเล่าเรื่องๆ หนึ่ง ที่ไม่ใช่แค่เกี่ยวพันกับชีวิตของคนกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQIA+

แน่นอนว่า เหตุผลหนึ่งคือมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักของคนทุกเพศ และเรื่องที่เกี่ยวเนื่อง ผูกพันกับชีวิตของคนสองคน ตั้งแต่การเกิด การใช้ชีวิต การลงทุน การดำเนินคดี จนไปถึงการเจ็บป่วยและการตาย

อีกเหตุผลคือ ด้วยกระแส พ.ร.บ.คู่ชีวิต ที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการผ่านร่างโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ากระแสสังคมที่ออกมาตอบรับจะดูเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี ผู้คนต่างให้การสนับสนุน ไชโยโห่ร้อง และต่างสนับสนุนให้ร่างนี้ผ่านออกมา กลายเป็น พ.ร.บ. ที่มีผลบังคับใช้ได้จริงๆ เสียที

แม้ว่ากระแสร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต จะมาก่อนฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมือง (และหายไปเร็วยิ่งกว่าฝุ่นเสียอีก) แต่ในฐานะที่เดือนกุมภาพันธ์นี้ เป็นเดือนแห่งความรัก ที่คู่รักหลายคู่อาจจะกำลังตกลงปลงใจเป็นคู่ชีวิตเป็นเรื่องเป็นราว และไม่ว่ากระแสข่าวจะหายไป และจะกลับมาอีกตอนไหนก็ไม่รู้ แต่เราในฐานะพลเมืองไทย คู่รักทุกคู่ควรที่จะมีสิทธิ์ตระหนักถึงข้อดี-ข้อเสียของร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างรู้เท่าทัน และมีสิทธิ์ที่จะร่วมคิด-ร่วมแก้กฎหมายต่างๆ ตามสิทธิที่ประชาชนชาวไทยในระบอบประชาธิปไตยพึงกระทำ

เราจึงเชิญ พริษฐ์ ชมชื่น นักกิจกรรมเพื่อสิทธิความหลากหลายทางเพศ และคู่ชีวิตของเขา มาอธิบายและพูดคุย รื้อสร้างความเข้าใจแบบผิวเผินของเรา และอีกหลายๆ คนเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิตฉบับนี้ ว่ามีอะไรที่เราควรจะรู้ และมีอะไรที่ทำให้เขามีความคิดว่า จริงๆ แล้วเราอาจไม่จำเป็นต้องมี ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิตเกิดขึ้นมาก็ได้

ร่างพ.ร.บ.คู่ชีวิต

ที่เราเลือกสัมภาษณ์เขา ไม่ใช่แค่เขาเป็นนักเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสิทธิความหลากหลายทางเพศ และไม่ใช่แค่การอัพเดตสถานการณ์ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ว่าตอนนี้ไปถึงไหน นักเคลื่อนไหวเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศได้ผลักดันเรื่องนี้ไปในทิศทางใดบ้าง แต่นี่จะเป็นการเปิดอีกมุมมองหนึ่งของ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้เห็นว่า จริงๆ แล้ว ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังมีปัญหาที่ต้องพิจารณาอีกหลายอย่างที่ต้องพิจารณา

ทั้งประเด็นกว้างๆ อย่างการออกแบบร่างที่อยู่บนแนวคิดที่มอง “คู่ชีวิต” ที่เป็น LGBTQIA+ กลายเป็นอีกคนอีกกลุ่มที่แปลกออกไปจากคำว่า “คู่สมรส” ที่มีผลเฉพาะคู่แต่งงานที่เป็นชายกับหญิงเท่านั้น รวมถึงการออกแบบร่างมาตราต่างๆ ที่ไม่ได้ออกแบบอย่างครอบคลุมในคู่รักทุกเพศ รวมถึงเรื่องประเด็นการเมือง ความเป็นประชาธิปไตย ที่คงไม่ขอเกริ่น แต่คงต้องขอให้ท่านผู้อ่านลองฟังเขาเล่าเรื่องนี้จากปากของเขาเอง

เขากำลังจะบอกเหตุผลกับคนทุกเพศว่า ทำไมเราถึงยังไม่ควรปักใจเชื่อ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ว่าจะดีจริงๆ สำหรับคู่ชีวิตจริงๆ


NOTE: ร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต มีชื่อเต็มว่า “ร่างพระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิต พ.ศ.….”  (เผยแพร่บนเว็บไซต์ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561) ซึ่งมีจำนวน 70 มาตรา อันเป็นร่างที่ 3 โดยร่างที่ 1 ยกร่างในปี 2556 มีจำนวน 15 มาตรา และร่างที่ 2 ในปี 2560 จำนวน 63 มาตรา


“ร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต” กับความคืบหน้าที่ไม่มีเค้าลาง

ร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต ตอนนี้ ล่าสุดก็ได้มีการเสนอกฎหมายไปที่ราชกฤษฎีกา แต่ว่าเรื่องระยะเวลา หรือว่าจะผ่านไม่ผ่าน ในส่วนรายละเอียดเราก็อาจจะไม่ค่อยรู้ เพราะเนื่องจากด้วยว่า ถ้าพูดถึงกฎหมายฉบับนี้ คนทั่วไปยังไม่สามารถรับรู้ได้โดยเปิดเผยมากนัก

ซึ่งไม่เหมือนในอดีต ถ้าเกิดเป็นสถานการณ์ปกติ เราก็จะได้เข้าไปมีส่วนร่วมหรือรับรู้ในการออกกฎหมายมากกว่านี้ แต่อันนี้ก็คือกว่าจะรู้ได้ ก็ต้องรู้ผ่านคนที่ทำงานด้านนี้มาบอกต่อๆ กันว่าไปถึงไหนถึงไหนแล้ว ซึ่งบางคนก็ยังเข้าใจว่า คงไม่น่าจะผ่าน พอหมดรัฐบาลชุดนี้ ก็น่าจะตกไป ก็เลยทำให้ยังมีความคลุมเครืออยู่

แต่ว่าล่าสุดที่ได้ข่าวมาก็คือ กำลังเข้าไปอยู่ในช่วงกฤษฎีกาแล้ว แต่อันนี้ก็ต้องต้องบอกนิดหนึ่งว่า จริงๆ แล้วกลุ่มคนที่สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต ก็ไม่ได้เป็นกลุ่ม LGBT ทั้งหมด เพราะว่าบางคนก็ยังสนับสนุนให้แก้ไขกฎหมายประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448* ที่จำกัดคำว่า “คู่สมรส” ไว้เฉพาะเพศหญิงเพศชายอยู่

ซึ่งถ้าสามารถแก้คำว่า “คู่สมรส” จากเพศหญิงเพศชาย กลายเป็นบุคคลคนทุกเพศ เราก็จะได้ใช้สิทธิ์ตรงนั้นด้วย ซึ่งมันจะเป็นสิทธิ์ที่เท่าเทียมมากกว่า พ.ร.บ. คู่ชีวิต ซึ่งยังมีสาระสำคัญที่ยังจำกัดสิทธิ์ต่างๆ อยู่ เพราะมันมีกฎหมายลูกที่ไม่ครอบคลุมในหลายๆ ประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการรับบุตรบุญธรรม การใช้สิทธิ์ต่างๆ ของคู่ชีวิตที่เป็นข้าราชการ ซึ่งก็ยังเขียนอย่างคลุมเครือ อีกอย่างคือคำว่า “คู่ชีวิต” ก็ยังไม่มีระบุในกฏหมายฉบับใดเลย เพราะฉะนั้นการบังคับใช้จริงๆ มันก็จะมีปัญหาได้


NOTE: สาระสำคัญของ *กฎหมายประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 หรือ ปพพ.ม.1448 คือ การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้” ซึ่งหมายความว่า คู่รักที่เป็นเพศเดียวกัน หรือไม่ใช่เพศชายหญิง ก็จะไม่ถูกเรียกตามกฎหมายว่าคู่สมรส ซึ่งส่งผลทำให้ไม่มีสิทธิ์ในการดำเนินการต่างๆ ทางกฎหมายในแบบเดียวกับที่คู่สมรสมีสิทธิ์ เช่น การเซ็นยินยอมการรักษา การผ่าตัด การเซ็นกู้ร่วมซื้อทรัพย์สินต่างๆ การเซ็นกรรมธรรม์ประกันชีวิต การเซ็นมอบอำนาจต่างๆ ไม่มีอำนาจในการจัดการมรดก ฯลฯ และโดยนิยามนี้ยังส่งผลต่อกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่ระบุคำว่า “คู่สมรส” ไว้ด้วย ซึ่งส่งผลให้คู่ชีวิตไม่ได้รับสิทธิ์ตามกฎหมายมาตรานั้นๆ อย่างเท่าเทียมกับคู่สมรส


“คู่สมรส” และ “คู่ชีวิต”

คำว่า “คู่ชีวิต” มาจากร่างที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพร่างขึ้น เพื่อที่จะใช้รับรองการใช้ชีวิตคู่ของกลุ่ม LGBT ซึ่งคำว่า “คู่ชีวิต” กับคำว่า “คู่สมรส” ก็ยังไม่ได้เป็นคำๆ เดียวกัน คำว่าคู่ชีวิต ไม่ได้รับรองอยู่ในกฎหมายหลายๆ ฉบับที่ประกาศใช้อยู่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายของหน่วยงานราชการ หรือแม้กระทั่งกฎหมายประกันสังคม ซึ่งก็มีคำว่าคู่สมรส ในแง่การเข้าไปใช้สิทธิ์ต่างๆ ที่กฎหมายระบุว่าบังคับใช้กับคู่สมรส พวกเราก็จะไม่สามารถใช้สิทธิ์ตรงนั้นได้

อธิบายกว้างๆ ก็เช่น เรื่องการจัดการทรัพย์สินของคนที่เป็นคู่รัก LGBT ที่คู่ชีวิตจะไม่สามารถกู้ซื้อร่วม ถือเป็นเจ้าของร่วม หรือรับมรดกเมื่อเสียชีวิตได้เหมือนกับคู่สมรส (ในกรณีนี้ ทายาทของผู้เสียชีวิต เช่น บิดา มารดา หรือญาติทางสายเลือดจะได้รับแทน โดยที่คู่ชีวิตจะไม่มีสิทธิรับมรดกใดๆ)

พอเราคอมเมนท์ว่าทำไมได้สิทธิ์น้อยจัง เขาก็จะเพิ่มเข้ามาอีกนิดหน่อย เช่น การให้สิทธิ์ในการเซ็นรักษาพยาบาลเกิดในกรณีที่คู่ชีวิตของเราหมดสติ แต่สุดท้ายแล้วกฎหมายก็ยังเขียนไว้กว้างมาก จนอาจจะมีปัญหาในการนำไปปฏิบัติใช้จริงหรือเปล่า เพราะกฎหมายหลายๆ ฉบับก็ยังใช้คำว่าคู่สมรสอยู่

“คู่ชีวิต” กับ “ทะเบียนสมรส”

ไอ้คำว่าอยู่ด้วยใจแบบไม่ต้องจดทะเบียนสมรส ถ้าเป็นผู้หญิงผู้ชาย ถึงเขาไม่จดทะเบียนสมรส แต่เขาก็ยังสามารถเข้าถึงสิทธิ์ บางอย่างได้โดยอัตโนมัติอยู่ดีไง แต่สำหรับคู่รัก LGBT ถึงจะอยู่ด้วยใจได้ ไม่ได้มีปัญหาอะไรก็จริง แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์บางอย่างในชีวิต เช่นถ้าเราเกิดหมดสติ เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ต้องเข้าโรงพยาบาล แล้วเราใช้ชีวิตอยู่กับแฟนเราสองคน ไม่ได้อยู่กับญาติพ่อแม่พี่น้อง แล้วเขาจะต้องเซ็นอนุมัติในการผ่าตัดให้เรา เขาก็ทำไม่ได้

หรืออาจจะไม่ได้หมดสติ แต่เกิดเราป่วยหนัก แล้วต้องไปกรอกเอกสาร ถ้าเรายังสติดีอยู่ก็ให้กรอกเอกสารได้ แต่ถ้าเกิดกรอกไม่ได้ เขาก็ต้องไปตามญาติพ่อแม่พี่น้องซึ่งญาติเราที่อยู่ต่างจังหวัด ซึ่งมันทำให้ลำบากต่อการใช้ชีวิต

คือถ้าอยู่ด้วยใจแล้วอยู่แบบไม่มีปัญหาก็ยังโอเค แต่ถ้าเราเจอเหตุการณ์อะไรที่มันไม่คาดฝัน ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายหรือกฎระเบียบอะไรต่างๆ ชีวิตเราก็จะมีปัญหาขึ้นมาทันที หรือแม้แต่กระทั่งในการไปกู้ร่วมซื้อบ้านด้วยกัน ธนาคารก็ไม่ให้คู่ชีวิตกู้ร่วม

แล้วก็อีกเรื่องที่สำคัญมากก็คือเรื่องการดำเนินคดีอาญาแทนกัน สมมุติว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นแล้วมันต้องมีการฟ้องร้องคดีอาญาเราก็ไม่สามารถที่จะไปทำแทนกันได้ คดีอาญายกตัวอย่างง่ายๆ ว่า โทรศัพท์แฟนพี่หาย แล้วพี่พาเขาไปแจ้งความที่โรงพักด้วยกัน ตำรวจก็ถามว่าพี่เป็นอะไรกับแฟน คือถ้าเป็นคดีเบาๆ เขาก็จะไม่ค่อยวุ่นวายกับชีวิตเราเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นคดีร้ายแรง เขาก็จะตัดเราออกจากความสัมพันธ์ไปเลย ก็คือเป็นได้แค่เพื่อนกัน

เบื้องหลังลึกๆ ที่อาจทำให้ พ.ร.บ. คู่ชีวิต ไม่ปั๊วะปังอย่างที่คิด

จริงๆ พ.ร.บ. คู่ชีวิต นี้มันมีที่มาที่ไปยาวนานมากมากๆ เริ่มต้นมาหลายปีแล้ว ช่วงแรกๆ ก็อาจจะได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นบ้าง ว่ามีตรงไหนที่ต้องแก้ไข แต่ช่วงหลังๆ เราเปลี่ยนมาสนับสนุนที่จะให้แก้ ปพพ.ม.1448 แทนมากกว่า ก็เลยไม่ได้สนับสนุน พ.ร.บ. คู่ชีวิตเท่าไหร่

หลังจากนั้นก็เลยไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมในการผลักดันมากนัก เพราะว่าตอนหลังๆ การออกกฎหมาย ดูเหมือนไม่ค่อยจะเห็นความสำคัญของภาคประชาชนเท่าไหร่ คนที่ผลักดันกฎหมายนี้จริงๆ ก็จะมีแค่กรมคุ้มครองสิทธิ์ฯ แล้วก็ NGO กับนักกิจกรรมด้านความหลากหลายทางเพศเพียงบางกลุ่มเท่านั้น

จริงๆ มันมีประเด็นการเมืองด้วยนิดหนึ่ง เพราะบางคนที่เขาไม่สนับสนุนเผด็จการ ก็ไม่อยากที่จะดันร่างกฎหมายให้ผ่านในรัฐบาลยุคนี้ ก็เลยทำให้นักกิจกรรมบางคนที่คำนึงเรื่องสิทธิจริงๆ ที่ไม่ใช่แค่สิทธิ LGBT แต่มันรวมไปถึงสิทธิทางการเมือง สิทธิอื่นๆ ด้วย ก็เลยเลือกที่จะไม่สนับสนุน พ.ร.บ. คู่ชีวิต

เราก็ต้องขอออกตัวก่อนว่า เราเป็นคนที่สนับสนุนให้ผลักดันกฎหมายในภาวะที่ประเทศมีประชาธิปไตย เพื่อที่ประชาชนจะได้เข้าไปมีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นมากกว่านี้

ให้ผ่านไปเลยในรัฐบาลนี้ หรือ รอผ่านอีกทีเมื่อมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

จริงๆ เรื่องนี้มันมีแนวความคิด 2 กลุ่ม คือ บางกลุ่มก็คิดว่า ถ้าใช้อำนาจพิเศษที่มีอยู่ในตอนนี้ในการผลักดันกฎหมาย ก็จะง่ายกว่า แต่กลุ่มที่เขาเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิ์ ที่เขาคำนึงว่า ถึงจะได้รับสิทธิ์จากรัฐบาลที่มีการละเมิดสิทธิ์ต่างๆ อยู่ เขาก็ไม่อยากจะได้ ซึ่งก็มีความแตกต่างทางความคิดในกลุ่มนักกิจกรรมอยู่เหมือนกัน

สังคมไทยพร้อมหรือยัง สำหรับ พ.ร.บ. คู่ชีวิต

คำว่าพร้อมหรือไม่พร้อมเนี่ย มันก็ตอบยาก เพราะว่ามันก็ยังมีชุดความเชื่อที่มีอคติมันก็ยังมีอิทธิพลอยู่ คือถ้าเราจะไปฟังกลุ่มคนที่ Conservative มากๆ เขาก็อาจไม่พร้อมก็ได้ รวมทั้งกรมคุ้มครองสิทธิ์ฯ ที่ออกกฎหมายนี้ มีเหตุผลที่ไม่ได้ให้สิทธิคำว่าคู่ชีวิตเท่าเทียมกับคำว่าคู่สมรส ส่วนหนึ่งก็มาจากคำกล่าวที่ว่าสังคมไทยยังไม่พร้อม แต่ในขณะที่บอกว่าไม่พร้อม รัฐก็ต้องบอกว่ามันไม่พร้อมเพราะอะไร มันไม่พร้อมเพราะว่าสังคมยังมีอคติอยู่หรือเปล่า

แล้วถึงเวลาหรือยังที่ภาครัฐหรือองค์กรอื่นๆ ที่ให้ความรู้เรื่องเพศสภาวะในทางที่ดีขึ้น หันมาเข้าใจตรงนี้ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ แล้วก็ทำให้สังคม เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น และยอมรับที่จะให้กลุ่มคนเหล่านี้มีสิทธิ์เท่าเทียมกับเขา

หรือจริงๆ แล้ว พ.ร.บ. คู่ชีวิต อาจไม่ได้เกิดมาเพื่อทำให้เกิดสิทธิความหลากหลายทางเพศจริงๆ

ตอนนี้ก็ต้องยอมรับว่าหน่วยงานภาครัฐผลักดันให้ออกกฎหมายอะไรหลายๆ ฉบับมากมายเหลือเกิน หนึ่งในนั้นก็น่าจะเป็นกฎหมาย พ.ร.บ. คู่ชีวิต ซึ่งในแง่ของความเป็นจริง ถ้ามันผ่านไปได้ ก็อาจจะทำให้คนหลายๆ คนคิดไปได้ว่ามันมีนัยยะทางการเมืองหรือเปล่า ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะคิด แต่ในความเป็นจริงเบื้องหลังคำตอบ มันก็ขึ้นอยู่กับคนที่มีอำนาจตัดสินใจในการออกกฎหมายว่าเขาออกมาด้วยเหตุผลใด อันนี้ก็ตอบยากเหมือนกัน

เรื่องที่เหมือนจะมีตอนจบ แต่อาจไม่มีตอนจบ

สำหรับคนที่ตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องเรียกร้องโน่นนี่มากมาย ได้คืบจะเอาศอก ไม่ยอมจบซักที คนที่ตั้งคำถามแบบนี้มันก็สะท้อนมาจากแนวความคิดที่ว่า ยังไม่มีความเข้าใจในความหลากหลายทางเพศ และก็ยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องสิทธิที่แท้จริง คำว่าสิทธิความเท่าเทียมมันต้องเท่าเทียมจริงๆ การที่ พ.ร.บ. ออกมาแล้วมันก็ยังมีรายละเอียดต่างๆ ที่ยังจำกัดสิทธิ์อยู่ พอเราออกมาเรียกร้องให้แก้ไข คนที่ทำหน้าที่ออกกฎหมายก็จะออกมาบอกว่า พอแล้ว อย่าโลภมากเลย ซึ่งมันก็มีมาเรื่อยๆ

เพราะว่าสังคมเราถูกปลูกฝังว่า LGBT ไม่ควรได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน มันก็เลยทำให้แนวความคิดแบบนี้ยังมีอยู่เยอะ แม้แต่ตอนที่ พ.ร.บ. ออกมา ก็มีกลุ่มศาสนาออกมาต่อต้าน มาโจมตีว่าผิดหลักศาสนา ไม่ควรให้กฎหมายออกมาเลยก็มี

คือถ้ามันผ่านออกมาได้ คนที่คิดว่ามันยังได้ไม่เท่าเทียมกันก็ต้องออกมาเรียกร้องว่าควรจะมีการแก้ไขกฎหมายให้มันเท่าเทียมกันอยู่ดีแหละ อันที่จริง ถ้าจะทำให้ถูกทาง มันไม่ควรจะออกกฎหมายมาอีกฉบับ เพราะว่าก็คือในเมื่อ LGBT ก็เป็นประชาชนเหมือนผู้หญิงผู้ชาย แล้วทำไมจะต้องมีกฎหมายฉบับหนึ่งที่จะแยกคนกลุ่มนี้ออกไป

ทำไมผู้ชายผู้หญิงแต่งงานกันใช้คำว่าคู่สมรส แต่พอเป็น LGBT ถึงใช้คำว่าคู่ชีวิต มันก็ยังมีการตั้งคำถามตรงนี้อยู่ ถ้ามันยังไปไม่สุดทางมันก็คงยังไม่จบ ก็ยังคงต้องมีการผลักดันให้เข้าถึงสิทธิ์ที่เขาควรจะได้ เพราะว่าไม่ต้องถึงขนาดเป็นราชการ ขนาดหน่วยงานของพี่ที่เป็น NGO เนี่ย ถ้าเป็นคู่สมรส ก็จะได้สิทธิ์การรักษาพยาบาล แต่ถ้าเป็นแฟนพี่ ถ้าใช้คำว่าคู่ชีวิต ก็จะไม่ได้สิทธิ์ตรงนั้นด้วย ยังไม่ต้องพูดถึงราชการ แค่องค์กรเอกชนทั่วไปก็ยังไม่สามารถใช้สิทธิ์ตรงนี้ได้เต็มที่

มาแล้วก็จางหายไป แล้วก็กลับมา แล้วก็จางหายไปอีก

ถ้ามองจากคนภายนอก ก็คงจะรู้สึกแบบนั้นจริงๆ แต่ถ้าเราเข้าใจขั้นตอนการทำงานของกฎหมายตั้งแต่เริ่มต้น ที่เขาผลักดันกันมาเราก็จะเข้าใจว่ามันก็มีมีระยะเวลามีช่วงเวลาของมัน เพราะว่าการผลักดันให้ออกมาเป็นกฎหมายตั้งแต่ก่อนรัฐประหารแล้ว มีการรับฟังเสียงของประชาชน พอมีการฟังเสียงแล้ว พอกลุ่ม LGBT มีการคัดค้าน ก็มีการกลับไปแก้ไขอยู่ช่วงหนึ่ง จนมาถึงช่วงรัฐประหาร สิ่งที่เราคุยกันไว้ก็หายไป แล้ววันดีคืนดีมันก็กลับขึ้นมาอีก

พอกลับมาคราวนี้ ก็จะมีมาตราเพิ่มขึ้น พอโดนแสดงความคิดเห็นแบบนี้ก็ตีกลับไป มาตราก็ลดลงอีก ซึ่งเราก็ไม่ค่อยแน่ใจในรายละเอียดเหมือนกันว่าทำไมคนที่มีหน้าที่ออกกฎหมายถึงกลับไปกลับมา อย่างที่บอกว่ามันอยู่ในช่วงรัฐประหาร 5 ปีด้วย การออกกฏหมายต่างๆ ก็เลยไม่ได้เปิดเผยให้กับประชาชนทั่วไปได้รู้ ไม่เหมือนกับตอนก่อนที่มีรัฐประหาร ที่เราจะติดตามสถานการณ์ได้ใกล้ชิดมากกว่า

พ.ร.บ. คู่ชีวิต ไม่ปั๊วะปัง เพราะการแก้เรื่องง่ายๆ ด้วยวิธียากๆ

ตัวพี่เองไม่ได้สนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิตมาตั้งแต่แรก สิ่งที่ทำให้พี่ไม่อยากสนับสนุนเพราะว่า ถ้าเกิด พ.ร.บ. คู่ชีวิต ออกมาแล้วจริงๆ จะไม่สามารถกลับไปแก้ ปพพ.ม.1448 เพราะคนก็จะอ้างว่า ก็มีกฎหมายรับรองอยู่แล้ว ก็ไปใช้กฎหมายฉบับนี้แทนสิ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ก็ยังให้สิทธิไม่เท่าเทียมกัน เพราะคำว่าคู่สมรสใน ปพพ.ม.1448 ระบุว่าเป็นเพศชายและหญิงเท่านั้น

ซึ่งถ้าแก้ ปพพ.ม.1448 จากคำว่าคู่สมรส กลายเป็นคำว่าคู่ชีวิตได้ ซึ่งมันก็ไม่ต้องไปแก้ที่กฎหมายลูก ซึ่งตรงนั้นทำได้ง่ายกว่าการไปออกกฏหมายใหม่ด้วยซ้ำ แต่การที่สังคมไทยยังมีอคติ ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐที่ออกกฎหมายยังไม่ได้มีความเข้าใจเรื่องสิทธิความเท่าเทียมอย่างแท้จริงๆ ก็เลยเลือกที่จะไปออกกฎหมายใหม่ เพื่อจะกีดกันให้คนกลุ่มนี้ใช้กฎหมายอีกฉบับที่ไม่เท่าเทียมกัน

ขนาดว่าตอนที่เราเชิญ ส.ส. มาในงานต่างๆ ก็ยังพูดกับเราเองว่า การออกกฎหมายใหม่นั้นยากกว่าการแก้กฎหมายเสียอีก แต่ก็จะมีอีกมุมมองว่า การแก้ ปพพ.ม.1448 นั้นยากกว่า เพราะตัวกฎหมายฉบับนี้สงวนไว้สำหรับเพศชายหญิงเท่านั้น ซึ่งในมุมมองเรา เราคิดว่าการแก้ ปพพ.ม.1448 นั้นง่ายกว่า เพราะไม่ต้องไปตามแก้กฎหมายลูกอีกร้อยพันฉบับ

คนไทยควรจะรู้อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต

หลักๆ เลย คือสังคมต้องตระหนักรู้ในการออกกฎหมายของภาครัฐก่อน ว่าคือการที่คุณออกกฎหมายมาไม่เท่าเทียมกัน มันมีผลกระทบกับคนที่เป็น LGBT ยังไง คือถึงกฎหมายมันจะออกมาแล้ว แต่ก็ไม่สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพราะว่าหลายๆ คู่ก็ยังมีลูกบุญธรรม หรือมีลูกติดมาจากสามีภรรยาเก่า ซึ่งเขาไม่สามารถจะรับรองบุตรได้ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นปัญหา

แล้วไหนจะมีปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้นอีก อย่างเช่นถ้าเกิดมีทะเบียนคู่ชีวิตอยู่แล้ว แล้วถูกบังคับให้ไปแต่งงานกับผู้หญิงผู้ชายทั่วไป แล้วเป็นจดทะเบียนคู่สมรส มันจะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งมันก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ที่ภาครัฐเองก็ยังอธิบายคลุมเครืออยู่ อย่าว่าแต่ประชาชนทั่วไปเลย แม้กระทั่งพี่ที่เป็นนักกิจกรรม LGBT ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจกฎหมายนี้สักเท่าไหร่ (หัวเราะ)


อ่าน  “ร่างพระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิต พ.ศ…” ฉบับเต็ม ได้ที่นี่

(ที่มา – กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ www.rlpd.go.th)

[Sassy_Social_Share]
0