วอร์ม-สุทธิ สุทธิเดชานัย พนักงานขายประกันชีวิต และ บูม-พลัฏฐ์พล มิ่งพรพิชิต พนักงานบริษัท “คู่รักสามี-สามี”  ที่พบเจอกันตั้งแต่สมัยมัธยม ก่อนจะคบหาดูใจ และ วอร์ม-บูม ตกลงใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะ “คู่ชีวิต” โดยที่ยังไม่แต่งงาน พวกเขาวางแผนไว้แล้วว่าจะแต่งงานกันในอนาคต 

มารู้จักพวกเขากันเลยดีกว่า

ตอนเจอกัน ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอม ม.5 กำลังจะขึ้น ม.6 ตอนนั้นกำลังเรียนพิเศษ เขากับผมอยู่กันคนละโรงเรียน ก็เลยไปเจอกันที่โน่น เขาก็คงเห็นเรามาก่อนแล้วล่ะ ตอนนั้นเขาส่งขนมมาจีบ ก็ยังไม่รู้ว่าเขาคือใคร ก็คือซื้อได้ด้วยของกิน (หัวเราะ) ทำอย่างนี้อยู่ประมาณ 5-6 รอบ หลังๆ ก็มีมาเป็นดอกไม้บ้าง หลังจากนั้นก็เริ่มรู้จักว่า อ๋อ คนนี้นี่เอง ก็เลยแลกอีเมล คุย MSN กัน แล้วก็เริ่มจีบกัน

ตอนที่ตัดสินใจว่าจะอยู่ด้วยกันคือ แฟนเขาอยู่กับครอบครัวที่บ้าน แต่วอร์มจะอยู่คนเดียว เขาก็จะมานอนค้างบ้านเราบ้าง เราก็จะไปนอนค้างบ้านเขาบ่อยๆ อยู่แล้ว จากคืนเดียว สองคืน ก็กลายเป็นบางทีก็สามสี่วัน บางทีก็เป็นอาทิตย์ แล้วบังเอิญว่าบ้านที่วอร์มอยู่หมดสัญญาเช่า เราก็เลยไปอยู่บ้านเขา เราก็จะสนิทกับคุณพ่อของเขา เขาก็เริ่มไว้ใจเรา เหมือนเราเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวไปแล้ว ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าเขาหรือเราจะต้องปรับตัวอะไรมากมาย คืออยู่บ้านเขาเราช่วยอะไรได้เราก็ช่วย ก็เลยรู้สึกว่าไม่ได้ต้องปรับตัวอะไรเยอะ

วอร์ม-บูม

จนถึงวันที่หมดสัญญาเช่าบ้าน เรียกได้ว่าไปอยู่กับเขาแทบจะถาวร ทางบ้านวอร์มเขาก็ถามว่าไปอยู่ไหน ก็เลยบอกว่าไปอยู่บ้านบูม ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ พ่อแม่ก็ถามว่าโอเคใช่ไหม ก็โอเค เพราะเราก็รู้ว่าเราจะต้องทำตัวยังไง จนถึงจุดๆ หนึ่ง ก็เลยตัดสินใจว่าย้ายออกมาอยู่กันเองแล้วกัน ก็เลยตัดสินใจซื้อคอนโดอยู่ด้วยกันแบบจริงๆ จังๆ สักที ก็รู้สึกว่ามีความเป็น สามี-สามี (หัวเราะ) รู้สึกเป็นคู่ชีวิตกันมากขึ้น

สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันก็คือ พออยู่ด้วยกันมานานๆ เริ่มจะเรียนรู้ จากคนรู้จักก็เริ่มมาจีบกัน แล้วก็เริ่มเดต แล้วก็เป็นแฟนกัน แล้วพอถึงตอนนี้มันกลายเป็นว่าได้อยู่ด้วยกัน กลายเป็นคู่ชีวิตไปแล้ว ไม่ใช่แค่แฟน เราก็เลยรู้สึกว่า การที่เราตัดสินใจอยู่ร่วมกันกับคนๆ นี้ เพราะว่าเรารู้จักกันมากแล้ว เรามีเคมีบางอย่างที่ตรงกันจนมันตัดขาดจากกันไม่ได้แล้ว เอาใครมาแทนกันก็ไม่ได้แล้ว เรารู้สึกว่าเรารัก และเราก็อยากจะทำให้อีกฝ่ายมีความสุข มันดูเป็นนามธรรมเหมือนกันนะ คืออยากจะเติมเต็มให้กันและกันให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะมีชีวิตอยู่ได้

ก็เคยคิดกันขำๆ หลายรอบแล้วว่าจะจัดงานแต่งงานธีมอะไรดี เคยคิดว่าจะปิดร้านปิ้งย่างเลี้ยงกัน เป็นงานแต่งงานกินปิ้งย่าง แล้วก็แจกหมวกคลุมอาบน้ำให้แขกกันหัวเหม็น ก็คือคิดกันหลายอย่างมาก แต่มันก็ยังไม่เรียบร้อยซักที ก็เลยยังไม่รู้ว่าจะแต่งกันไปทำไม ก็เลยคุยกันเล่นๆ เป็นเชิงปาร์ตี้กับเพื่อนกลุ่มที่สนิทจริงๆ มากกว่า

วอร์ม-บูม

ปัญหาส่วนใหญ่เมื่อต้องมาอยู่ด้วยกัน จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหมือนครอบครัวทั่วไป อย่างเช่นว่าทำไมกินน้ำแล้วไม่ใช้จานรองแก้ว อะไรแบบนี้ มันเหมือนว่าเวลาที่อยู่บ้านพ่อแม่เราเป็นอย่างไร เราก็จะเป็นอย่างนั้นเอง เช่นเราได้ยินแม่บ่น เราก็จะแบบว่า จะบ่นอะไรจุกจิกๆ นักหนา พอเราออกมาใช้ชีวิตเอง เราดันเป็นเหมือนแม่เราซะเอง ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ เราโชคดีที่ความสัมพันธ์ของเรามันเกิดมาแบบค่อยเป็นค่อยไป มันเลยไม่ค่อยมีปัญหาในการอยู่ร่วมกัน ฟังเหมือนจะดีเนอะ แต่ว่ากว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ มันก็ผ่านอะไรมาเยอะ

ถ้าจะทะเลาะกันก็มีบ้างเป็นปกติของคนรักกัน คือจะไปบอกว่า คนรักกันมากๆ เนี่ยจะต้องอยู่ด้วยกันอย่างเข้าใจ เราว่ามันอุดมคติไปหน่อย คือคนเราทุกคนมีนิสัยเสียอยู่แล้ว อย่างวอร์มเองก็มีนิสัยเสียบางอย่าง ที่บอกว่าพยายามจะแก้แล้ว แต่ก็แก้ไม่ได้สักที เขาก็จะหงุดหงิดเราตรงนี้ มันก็เลยมีบ้างที่ทะเลาะกัน ซึ่งมันเป็นการสะสมเรื่องเล็กๆ น่ะ อันโน้นนิดอันนี้หน่อยไปเรื่อยๆ

จนถึงวันหนึ่ง คือประหลาดมาก มันคือช่วงปีที่เจ็ด จะพูดคำว่าเบื่อได้ไหมไม่แน่ใจ แต่แค่รู้สึกว่าไม่อยากอยู่ด้วยกันแล้วไปสักพัก ก็เลยมีช่วงหนึ่งที่แยกกันอยู่ไปหนึ่งปี แต่ว่าระหว่างนั้นก็ยังคุยกันอยู่ แต่ว่าก็เป็นช่วงที่อาจจะไม่ได้คุยกันจู๋จี๋ มันก็ยังมีอาการง้องแง้ง พ่อแง่แม่งอน เหวี่ยงกันไปมาบ้าง แต่พอหลังจากห่างกันไปปีหนึ่งแล้ว ก็กลับมาคิดว่า จริงๆ เราก็อยู่คนเดียวไม่ได้เนอะ อยู่ด้วยกันมาตั้งนานแล้ว ก็เลยตัดสินใจกลับมาคุยกันอีกรอบหนึ่ง

วอร์ม-บูม

หลังจากที่กลับมาคุยกัน

ซึ่งพอกลับมาคุยกันอีกครั้ง ก็เลยอยู่กันมายาวๆ จนถึงตอนนี้เลย จากความสัมพันธ์ที่เป็นแฟนเฉยๆ พอห่างกันไปหนึ่งปีแล้วกลับมา มันเหมือนว่ายกระดับขึ้นไปอีก มันเหมือนรู้กันว่า โอเค เราคงขาดจากกันไม่ได้เนอะ แต่หลังจากนั้นก็ยังมีทะเลาะกันหยุมหยิมนะ ซึ่งมันก็เป็นปกติ

เป็นความโชคดีที่ไม่ได้มีการพูดถึงการคบกันของเราสองคนในแง่ลบ อาจจะเพราะว่าชาติที่แล้วทำบุญกับวัดไว้เยอะเลยไม่เจอปัญหา (หัวเราะ) คือด้วยความที่พ่อกับแม่แยกทางกัน ก็เลยอยู่กับอาม่า วันที่ตัดสินใจเดินไปบอกอาม่า เขาก็แบบ มึงเป็นอะไร (หัวเราะ) จริงๆ เขาก็รู้อยู่แล้วแหละ เพราะว่ากลุ่มเพื่อนๆ เรามาจากโรงเรียนชายล้วน ซึ่งจริงๆ โรงเรียนชายล้วนก็คือโรงเรียนสหศึกษานั่นแหละ (หัวเราะ) มันก็จะมีกลุ่มที่ดูออกว่าเป็น

ตอนที่คบกันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร จะมีกับทางบ้านของแฟนที่เขาช็อคกับเรานิดหน่อย แต่ว่าเราก็พิสูจน์ตัวเอง ซื้อใจคุณพ่อของแฟน ด้วยการไปบ้านเขา ช่วยเขาถูพื้น ล้างจาน ส่วนน้องสาวของแฟนชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น บังเอิญว่าเราก็อ่านการ์ตูนญี่ปุ่น ก็เลยคุยภาษาเดียวกันได้ แล้วพอเขาเห็นเราว่าก็ไม่ได้มีอะไร ก็เป็นคนที่ดีคนหนึ่ง เข้ากับที่บ้านเขาได้ คุณพ่อก็เลยค่อยๆ ปรับตัว ค่อยๆ ชิน ทุกวันนี้เวลาไปบ้านเขาก็ทำกับข้าวเผื่อเรา มีอะไรก็โทรหาพ่อเขาได้ ส่วนฝั่งเรายิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ เพราะว่าทั้งพ่อและแม่ทำงานอยู่ที่พัทยา เขาคงชินกับ LGBT พ่อกับแม่ก็เลยไม่มีปัญหา

วอร์ม-บูม

ตอนที่เจอปัญหา บางทีเรายังไม่ได้สู้กันจนถึงที่สุดเลย ก็เลิกกันแล้ว แล้วจะมาถามหาความสัมพันธ์แบบยาวๆ เหรอ คนสองคนมันไม่มีทางเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ชีวิตคู่คือการศึกษา การให้เวลา ถ้าคิดว่าจะอยู่กันยาวๆ ถ้ามีปัญหา ได้คุย ปรึกษา หาทางออกกันหรือยัง ก่อนที่จะบอกเลิกกัน หลังจากนั้นค่อยจับมือเดินไปด้วยกันใหม่ ถึงวันหนึ่งที่มันไปไม่ได้จริงๆ ก็ค่อยยอมรับว่านั่นคือที่สุดจริงๆ แล้วก็ค่อยไปหาคนอื่น ถ้ามันทุกข์ทรมานเหลือเกินก็ค่อยเดินออกมา อยากให้ลองคุยกันก่อน ไม่ใช่เกิดปัญหานิดหนึ่งก็ เออ เลิกกัน อย่าเอะอะก็จะเลิก

ให้คำว่าเลิกกันมันเป็นที่สุด อย่าเพิ่งชิงพูดขึ้นมาก่อน

การพูดคุยสำคัญนะ เราไม่ได้เป็น X-Men ที่จะมีพลังจิต เราไม่มีทางรู้หรอกว่าอีกคนหนึ่งคิดอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร ขนาดกับเพื่อนเรา ต่อให้เป็นเพื่อนสนิทกันมาสิบปี เรายังไม่รู้เลยว่าคิดอะไร เกิดปัญหาอะไรกัน สุดท้ายก็ต้องกลับมาคุยกันอยู่ดี ชีวิตคู่ที่ไม่คุยกันคืออะไร จะคุยกันด้วยพลังจิตเหรอ (หัวเราะ) ชีวิตคู่ต้องคุยกัน ไม่ว่าจะในฟอร์แมตไหน เช่นทะเลาะกันแล้วมาคุยกัน หรือตกลงมานั่งคุยกันดีกว่า ยังไงมันก็ต้องคุย

อย่าไปหวังว่าจะมีแบบ “ทำไมเค้าไม่รู้เลยว่าเราต้องการอะไร” เคยเห็นผู้ชายถูกผู้หญิงงอนใช่มั้ย ก็พอจะรู้ว่าผู้หญิงต้องการให้เอาใจใส่ แต่จริงๆ แล้วถ้ามีปัญหาอะไรก็ต้องพูด แค่นั้นเอง

ในความรัก เราว่า Passion มันมีแหละ แต่แค่มันจะเปลี่ยนฟอร์มไปเรื่อยๆ วันแรกเราอาจมี Passion ว่าเราอยากจะคุยกัน อยากจะจีบกัน Passion ต่อมาคือเราอยากจะรักกัน อยากจะเป็นแฟนกัน Passion ต่อมาคือเราอยากจะใช้ชีวิตร่วมกันให้ยาวนานที่สุด Passion มันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คุยกันตอนนี้ เดี๋ยวอีกสิบปีข้างหน้า Passion มันก็จะเปลี่ยนไปอีก ตอนนั้นอาจจะมี Passion ว่าอยากมีลูกก็ได้ มันเป็นไปตามอายุ เป็นไปตามวัย

เราว่าทุกคนมี Passion อยู่ตลอดเวลา พ่อแม่ที่เขาอยู่กันมานานจนเสถียรแล้ว Passion ของเขาอาจจะย้ายมาที่ลูกแทน อยากให้ลูกไปได้ดี พอลูกได้ดีแล้ว Passion ของพ่อแม่ตอนเกษียณก็คืออาจจะอยากไปเที่ยวกันสองคนตายายก็ได้

วอร์มว่าเข้าใจคนที่พูดว่าหมด Passion ในตัวคนรักนะ เขาอาจจะไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงกับชีวิตแล้ว เลยพูดว่าหมด Passion จะไม่ตัดสินว่าสิ่งนี้ถูกหรือผิดนะ แต่ในมุมมองของวอร์ม คิดว่า Passion มันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

วอร์มเชื่อในคำว่า “ศีลเสมอกัน” คำนี้เวลาพูดแล้วดูแก่เนอะ แต่เคยได้ยินคำนี้แล้วมันใช่จริงๆ เพื่อนเป็นอย่างไร เราก็จะเป็นเหมือนเพื่อน กับแฟนก็เหมือนกัน เราว่าต้องมีทัศนคติบางอย่างที่ตรงกัน สังคมของเขากับเราก็อาจจะต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ใช่ว่าจะเหยียดนะ แต่ว่าบริบทที่คล้ายๆ กัน มันจะนำให้คนสองคนมาเจอกัน พอศีลเสมอกันปุ๊บ มันจะอยู่ด้วยกันได้รอด

ไม่ได้หมายความว่าสองคนจะต้องชวนกันไปปล่อยปลา หรือคนชั่วต้องคบกับคนชั่ว หรือคนดีต้องคบกับคนดีนะ แต่หมายถึงว่ามีแนวคิดไปในทางเดียวกัน มีกลุ่มสังคมคล้ายๆ กัน ชอบอะไรบางอย่างเหมือนกัน อาจจะไม่ใช่ทุกเรื่อง แต่มันก็จะใกล้เคียงกัน

วอร์มว่าความโรแมนติกมีจริง แต่ความโรแมนติกของคนเราไม่เหมือนกัน ความโรแมนติกของวอร์มคือ การที่แฟนเซอร์ไพรส์ หรือการที่ทำอะไรที่คาดไม่ถึง นั่นคือความโรแมนติก ส่วนตัววอร์มเองถามว่าโรแมนติกไหม ไม่ค่อยมั้ง แต่ว่าบางทีเราก็ชอบทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ให้เขา เช่นว่า ซื้อของมาฝาก รู้ว่าเหนื่อยเลยซื้ออันนี้มาให้กินนะ เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อะไรอย่างนี้มากกว่า

วอร์ม-บูม รู้สึกว่าความโรแมนติกมีจริง และเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้ชีวิตคู่มันไม่จืด แค่ซื้อข้าวให้กันในวันที่หิวโดยที่ไม่ต้องไปขอให้ใครซื้อให้ อันนี้ก็คือความโรแมนติกแล้ว

วอร์ม-บูม

สำหรับคู่รักที่คบกันใหม่ๆ อย่างแรกที่วอร์มแนะนำคือ คุย ไม่อยากคุยก็ต้องคุย ลำบากใจที่จะคุยก็ต้องคุย ย้ำนักย้ำหนาว่าเรื่องคุยสำคัญมาก เพราะว่าเราไม่มีทางรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ และคนพูดก็ต้องพูดด้วยว่าตัวเองต้องการอะไร ปัญหามันอยู่ที่ไหน ไม่งั้นชีวิตคู่มันไปข้างหน้าไม่ได้ การพูดคุยมันใช้ได้กับทุกสถานการณ์จริงๆ นะ ลูกน้องไม่พอใจอะไรหัวหน้าก็ต้องพูด เรามีเรื่องอะไรในใจกับพ่อแม่ ถ้ามีโอกาสก็คุย ในความสัมพันธ์ทุกๆ อย่าง การคุยสำคัญที่สุด

เราไม่สามารถเอาตัวอย่างของคู่ A มาใช้กับคู่ B ได้ ไม่สามารถเอาลักษณะการคบกัน การใช้ชีวิตคู่มาใช้ร่วมกันได้ เพราะคู่นั้นไม่ได้เหมือนกับคู่ของเรา สภาพแวดล้อม ปัจจัยต่างๆ ไม่เหมือนกัน มีเงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน เวลามีคนบอกว่า “ทำไมไม่เอาตัวอย่างแบบคู่นี้ล่ะ” หรือว่า “ทำไมถึงคบกันแบบนี้ ฉันว่าไม่เห็นจะดีเลย” “ทำไมไม่อยู่ด้วยกัน” คือความรักในโลกนี้มันมีหลายเงื่อนไข มีสิ่งที่รับได้ รับไม่ได้อยู่ อย่าเอาเงื่อนไขของคู่หนึ่งไปใช้กับอีกคู่หนึ่ง

การที่คนรักกันมันเหมือนกับการตัดเสื้อ มันถูกสร้างมาเฉพาะคนสองคนนั้น โอเค ชีวิตคู่มันมีแกนของมันอยู่ แต่นอกจากนั้นจะเอาไปใช้กับอีกคู่หนึ่งไม่ได้ พ่อแม่เราอาจจะคบกันแบบนี้ พ่อแม่ของอีกบ้านอาจจะไม่เหมือนกับเรา แต่ก็อยู่กันมาได้ยาวๆ เพราะฉะนั้นอย่าเอาความคิดของเราไปครอบ

เราคิดว่า คำว่ารักมันเป็นมวลรวม มันจะรวมคำว่า “เอาใจใส่” “เทคแคร์” “อยู่ด้วยกันแล้วสบายใจ” “หัวใจชุ่มชื่น” “ขาดเขาไม่ได้” “อยากอยู่ด้วยกันไปตลอด” “ความโรแมนติก” “คู่ชีวิต” ทั้งหมดนี้มัดรวมกัน แล้วก็เอาความรักครอบไว้

วอร์ม-บูม ถือว่า ความรักคือแพ็กเกจหนึ่งที่มีความรู้สึกที่เราอยากได้และโอเคกับมัน ความรักมันคือมวลรวมของความรู้สึกต่างๆ 

วอร์ม-บูม


 

[Sassy_Social_Share]
93