จากความหลงใหลในงานศิลปะ ความชื่นชอบเรื่องแฟชั่น และความคุ้นเคยกับผ้าม่อห้อมมัดย้อมมาตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้สาวแพร่ใจดีคนนี้ “ หยง – ตปนีย์ ติลา ” มีความคิดริเริ่มที่จะนำสินค้าภูมิปัญญาพื้นบ้าน มาดัดแปลงให้มีรูปแบบที่ทันสมัย สะดวกต่อการใช้งาน และช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวบ้านมากขึ้น

นอกจากนี้เธอยังชอบไปตั้งบูธรับบริจาคหรือออกงานต่างๆ เพื่อหารายได้มาช่วยเหลือ เกื้อกูล สุนัขและแมวที่ถูกทอดทิ้งอีกด้วย โดยเธอมีความคิดดีๆ ที่ได้ซึมซับมาจากคุณแม่ของตนว่า “เราอาจจะไม่ได้มีกำลังอะไรมาก แต่ว่าเราก็สามารถทำในสิ่งที่ช่วยเหลือ แบ่งปันผู้อื่นได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอไป แค่เริ่มต้นในการทำสิ่งเล็กๆ มันก็สามารถเป็นพลังบวกให้กับผู้อื่นได้แล้ว”

ตปนีย์ ติลา

เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์หน่อย ทำไมถึงมีความสนใจ ที่จะทำสินค้าเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่าง ม่อห้อม?

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ By Tila เราทำแบบที่ไม่ได้มีเงินทุนอะไรมาก ทำคนเดียว เท่าที่ทำได้ ค่อยๆ สร้างมา ตั้งแต่ประมาณสี่ปีที่แล้ว ด้วยความที่เราเป็นคนจังหวัดแพร่ ก็จะได้เห็นผ้าม่อห้อมมาตั้งแต่เด็ก แต่ภาพที่เราเห็นนั้น มักจะเป็นในรูปแบบ ผ้าซิ่น ชุดพื้นเมือง หรือว่าชุดเวลาที่ใส่อยู่บ้านสบายๆ กางเกงขาก๊วย เราก็จะจำภาพแบบนั้นมา

จนพอโตขึ้นมาระดับหนึ่งเราก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนชอบงานศิลปะ เลยมีความตั้งใจจะไปเรียนมัดย้อมม่อห้อม พอเริ่มได้ซึมซับมากขึ้น เราก็รู้สึกว่า เอ๊ะ! จริงๆ ผ้าม่อห้อมมันน่าจะต่อยอดออกมาเป็นอะไรที่คนสมัยใหม่ใช้ได้ น่าจะนำมาดัดแปลงได้ ผลิตภัณฑ์แรกๆ ที่ทำก็คือ “กระเป๋าคลัทช์” เพราะตัวเองชอบถือ แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ

คิดว่าอะไรที่ทำให้หยงประสบความสำเร็จได้ทุกวันนี้?

คิดว่าอะไรที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จได้ในทุกวันนี้
อย่าเรียกว่าประสบความสำเร็จเลยค่ะ ทุกอย่างที่ทำในทุกวันนี้มันอาจเป็นส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเราตั้งใจทำ เราตั้งใจทำในสิ่งที่เราอยากจะทำก่อน เริ่มในจุดที่มันเล็กๆ บวกกับการที่ช่วยเหลือคนอื่นได้นั้น ก็เป็นผลของความคิดที่ไม่ได้เห็นแก่ตัวเองเป็นเรื่องหลักๆ มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าเออเราต่อยอดในสิ่งที่เราชอบแล้วยังทำออกมาเพื่อคนอื่นได้อีก

สินค้าที่นำมาขาย เราทำด้วยตนเองทั้งหมดไหม และใครเป็นคนออกแบบ?

สินค้าที่นำมาขาย เป็นคนออกแบบด้วยตัวเองทั้งหมด ในช่วงแรกๆ ก็ทำเองด้วย เราไปที่แพร่เลย แล้วก็ลงมือย้อมเอง แต่ด้วยความที่เราไม่ได้กลับบ้านบ่อย แล้วมันก็เหนื่อย เรารู้สึกว่าต้องหาคนช่วย ก็เลยหาชาวบ้านที่จังหวัดแพร่ ที่เขามีโรงย้อมของตัวเองอยู่แล้วมาช่วย เราจ้างเขา เหมือนกระจายรายได้ออก แล้วก็เป็นคนประสานงานแทน ส่วนคุณแม่ไปช่วยรับผ้ามาส่งเรา แล้วเราก็จะเป็นคนนำผ้าไปส่งต่อให้กับช่าง

พอมาทำแบรนด์เป็นของตัวเองแล้ว ส่งผลกระทบหรือปัญหาอะไรกับงานหลักที่ทำบ้างไหม?

การทำแบรนด์เป็นของตัวเอง ไม่ได้ส่งผลกระทบหรือปัญหาอะไรกับงานที่ทำหลัก แต่มันอาจจะกระทบกับเราบ้าง ในบางช่วงที่งานประจำก็เยอะ หรือช่วงที่กำลังทำสินค้าใหม่ ถ้าเป็นช่วงนั้น มันจะทำให้เราจะต้องคอยดูแลคนที่เขาคอยย้อมผ้าให้เรา หรือต้องคอยดูช่างที่เขาเย็บกระเป๋าให้ด้วย มันจะต้องมีการประสานงานมากกว่าปกติ ในช่วงที่กำลังจะมีสินค้าใหม่ หรือว่าอย่างบางช่วงที่แบบอยู่ดีๆ เราได้โอกาสจากผู้ใหญ่ ให้เราไปออกบูทในห้าง คือเขาบอกต้องมาเลยนะในวันนี้ ภายใน2อาทิตย์นั้นเราก็ต้องเร่งทำของ เร่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ การจัดร้านในห้าง มันก็ไม่ใช่แบบเราส่งของไปจบ มันค่อนข้างยุ่ง แล้วการที่เราไม่ได้พักผ่อน หรือว่าเครียด ต้องเดินทาง มันก็จะส่งผลกระทบต่อตัวเรา

ตปนีย์ ติลา

สามารถซื้อ หรือ ชมสินค้าได้ที่ไหนบ้าง มีหน้าร้านไหม?

ยังไม่มีหน้าร้านเป็นของตัวเองค่ะ แต่ตอนนี้ฝากขายอยู่ 2 ร้าน คือที่หอศิลป์ฯ สวนชั้น 1 “it’s going green” แล้วก็ร้านที่นิมมานจังหวัดเชียงใหม่ร้านนึง นอกนั้นก็จะขายในอินสตาแกรม และเพจBy Tila ถ้ามีโอกาสก็พยายามจะไปออกบูทตามงานต่างๆด้วย สามารถติดตามได้ใน Instagram

สินค้าแบรนด์ By Tila มีประเภทไหนบ้าง แล้วแบบไหนขายดีที่สุด?

ผลิตภัณฑ์มีด้วยกันหลายประเภทเลยค่ะ เช่น คลัทช์ กระเป๋าโท้ทใบใหญ่ เสื้อยืด และก็ปลอกคอน้องหมาน้องแมว ที่ทำจากผ้าม่อห้อมมัดย้อมด้วย ที่ขายดีเลยคงเป็นกลุ่มที่เป็นเสื้อยืด ปลอกคอสัตว์เลี้ยง อาจจะเพราะด้วยความที่คนใส่เสื้อยืดกันเยอะ ใส่ง่าย และราคาก็ไม่ได้สูงมาก ส่วนปลอกคอสัตว์เลี้ยงมันก็ต่อยอดอีกที คือเขาอาจจะซื้อเสื้อยืดไปแล้ว เขาก็จะซื้อปลอกคอไปด้วย จะมีอีกอย่างที่ขายดีช่วงหน้าหนาวก็คือ พวกผ้าพันคอ

ผลตอบรับเรื่องแบรนด์ และสินค้าเป็นอย่างไรบ้าง?

ผลตอบรับทั้งหมดออกมาส่วนมากดี อาจจะมีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ในบางส่วนที่ไม่ดีอย่างเช่นเรื่องของแบบกระเป๋า หรือว่าเสื้อผ้า ที่มีลูกค้าไม่ชอบตรงไหน ยังไง เราก็จะเก็บมาปรับปรุงในรอบสินค้าต่อๆ แต่ถามว่าดีร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม มันก็ไม่ใช่เพราะว่ามันไม่มีอะไรที่ทำแล้วเพอร์เฟกต์ได้ตั้งแต่ครั้งแรก เราก็ค่อยๆ ปรับต่อไป

ตปนีย์ ติลา

มีความเป็นมายังไง ถึงได้มีไอเดียมาทำสินค้า สำหรับสุนัขและแมวขายด้วย?

ไอเดียสินค้า สำหรับสุนัขและแมวมาจากการได้มีโอกาสไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าคน (ตัดเย็บพื้นฐาน) ในตอนนั้นมันก็ได้วิชาความรู้ แต่ด้วยความที่ตัดเย็บเสื้อผ้าของคนดีเทลมันค่อนข้างเยอะมาก เราก็รู้สึกว่ายาก ประกอบกับที่เราคิดว่า ทำไมเราไม่ลองดัดแปลงมาเป็นสำหรับสัตว์เลี้ยงล่ะ สินค้าแรกๆ ที่ทำก็คือปลอกคอที่เป็น collar เหมือนปกเสื้อ collar ซึ่งเราดัดแปลงมาจากปกเสื้อคนจริงๆ ที่เราเรียนมานั่นแหละ แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ เอาไปให้เพื่อนที่มีหมาแมวลอง เขาก็บอกว่า ทำสวย ทำขายได้ เราก็รู้สึกว่ามีคนชอบของเรา เลยต่อยอดทำจริงจัง แต่ในช่วงหลังๆ ก็มีให้คุณแม่ช่วยบ้าง เริ่มทำจากตรงนั้น เปิดอินสตาแกรม และก็ไปออกตามร้าน ตามงานที่เป็นงานสัตว์เลี้ยง หลังจากนั้นเราก็จะเจอเพื่อน เจอกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ที่ขายสินค้าประเภทเดียวกัน ทำให้รู้จักคนมากขึ้น เลยเป็นการบอกแบบปากต่อปากไปว่า ไปงานนี้สิ แล้วก็มีอยู่ช่วงหนึ่งไปขายที่จตุจักรด้วย ก็จะได้กลุ่มลูกค้าตรงนั้น

ทราบมาว่าคุณไปเปิดบูธรับบริจาคตามงานสัตว์เลี้ยงต่างๆ ด้วย รับบริจาคอะไรบ้าง เล่าให้ฟังหน่อย?

หลังจากเวลาเราไปขายสินค้าตามงาน เราก็จะเจอบูธที่ส่วนใหญ่เป็นของมูลนิธิต่างๆ เรารู้สึกว่าอยากช่วยเขา แต่ก็ไม่ได้มีสตางค์หรอก ก็เลยมีไอเดียว่าจะมีตะกร้าใบหนึ่งที่เป็นสินค้าของเราที่แบ่งไว้สำหรับการช่วยเหลือ ที่คุณสามารถจ่ายเท่าไหร่ก็ได้ แต่รายได้ทั้งหมดเราจะเอาไปทำบุญ ไปช่วยน้องหมาน้องแมวตามมูลนิธิต่างๆ และด้วยความที่เราไม่ได้มีรถ เวลาเราจะช่วย เราเลยช่วยในปัจจัยที่เราสามารถช่วยได้ก่อน ตอนนี้ก็เลยรับแค่เงินค่ะ

ครั้งแรกที่เปิดบูธรับบริจาค ไปเปิดที่ไหน แล้วผลตอบรับในครั้งนั้นเป็นอย่างไร?

ครั้งแรกที่เปิดบูธรับบริจาค ตอนนั้นไปออกงานของมูลนิธิปันกัน ปีหนึ่งเขาจะออกงาน 1-2 ครั้ง แล้วเมื่อประมาณ2-3ปีที่แล้ว ก็ถูกเชิญไป ณ ขณะนั้นเราบริจาคทั้งหมดทุกชิ้นที่ขาย หักค่าเดินทางแล้ว เราก็รู้สึกว่า เป็นเงินไม่น้อยเลย แถมสินค้าเราก็มีคนชอบ ก็เลยเอาตรงนี้แหละมาเป็นตัวต่อยอดที่จะช่วยเหลืออันอื่นได้

ตปนีย์ ติลา

นอกจากม่อห้อมแล้ว มีความคิดจะนำผ้าชนิดอื่นมาทำเป็นสินค้าบ้างไหม?

ตอนนี้ยังนะคะ อยากจะโฟกัสที่ผ้าม่อห้อมก่อน ตัวม่อห้อมเองก็มีผ้าหลายประเภท เราก็อาจจะต่อยอดด้วยการนำผ้าหลายๆ ประเภทมาทำสินค้าให้หลากหลายมากกว่า อย่างเช่นผ้าแคนวาสย้อมม่อฮ่อมก็เหมาะกับทำกระเป๋าหรือว่า ในอนาคตเราอาจจะใช้ผ้าทอทำเสื้อก็ได้ ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ทำผ้าทอม่อห้อม

ในอนาคตแบรนด์ By Tila จะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?

คาดหวังว่าในอนาคตจะมีสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น และเป็นสินค้าที่ทำให้คนรุ่นใหม่ใช้แล้วภูมิใจ คือเราอยากให้คนที่ใช้รู้สึกว่าอันนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นของไทยและภาพลักษณ์มันไม่ได้ดูแย่ อยากขยายช่องทางในการขายที่ต่างประเทศมากขึ้น เราอยากให้คนต่างชาติรู้จักม่อห้อมมากขึ้นยิ่งกว่านี้ จริงๆ ตอนนี้ก็อาจมีบางชาติที่เขารู้สึกอิน อย่างเช่นญี่ปุ่น แต่รู้สึกว่าเขาน่าจะได้รู้จักม่อห้อมมากขึ้น ในรูปแบบที่ทันสมัย

ช่วยแนะนำ คนที่อยากจะเริ่มต้นทำแบรนด์เป็นของตัวเองหน่อย

อยากแนะนำ คนที่ต้องการจะเริ่มต้นทำแบรนด์เป็นของตัวเองว่า คิดแล้วทำเลยเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรจะมีการวางแผนให้รอบคอบ มองภาพของแบรนด์ให้ออกว่าเราอยากจะทำแค่ไหน เรามีกำลังแค่ไหน ทำได้แค่ไหน อย่างน้อยคือภาพหรือกรอบที่เราวางไว้ มันจะเป็นไกด์ที่ทำให้เราทำงานไปได้ จะเป็นภาพไกล ภาพใกล้ ภาพชัด ภาพไม่ชัด แต่ว่าอย่างน้อยคุณต้องมีโครงในหัวว่าคุณอยากทำได้ประมาณ วางแผนช่องทางการจัดจำหน่าย การโปรโมท การผลิตควรจะทำยังไง ถ้าเกิดคุณมีคนคอยสนับสนุนก็ดี แต่ว่าถ้าคุณทำคนเดียวอย่างเรา ก็ขอแนะนำว่าให้ค่อยๆ คิด แต่ว่าในทุกๆ วันควรจะมีพัฒนาการของสิ่งที่เรากำลังทำ อย่างน้อยแค่คิดก็ถือว่าเรามีพัฒนาการแล้ว ไม่ใช่ว่าแบบเราปล่อยให้วันหนึ่งไม่มีไรเกิดขึ้นเลย

ตปนีย์ ติลา

กุลสตรีที่เป็นไอคอนของ หยง ตปนีย์

แม่ค่ะ เราเติบโตมาด้วย การที่เราเห็นคุณแม่เราทำงานอาชีพประจำเป็น ราชการ คือ ครู แต่ภาพที่เราเห็น คือแม่จะมีอาชีพไม้สอง ไม้สามตลอด ไม่เคยว่าง คือเราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่กับแม่ตลอดเวลา เช้ามาบางทีถ้าเกิดไม่ได้ไปโรงเรียน แม่ก็จะไปฝากเราไว้กับคุณยาย แต่พอเริ่มๆ จำความได้เราก็เห็นว่าเขาก็จะทำงานตลอด อันนี้คือไม่นับอาชีพประจำของเขานะคะ ไม่เคยเกี่ยงงานว่าจะเป็นงานที่หนักหรือเป็นงานที่บางทีไม่ได้นอน หนักเอาเบาสู้ทุกอย่าง ก็เลยรู้สึกว่าเราอาจจะซึมซับอะไรบางอย่างตรงนั้นมา เลยทำให้ทุกวันนี้เราทำได้ เรามีแม่เป็นแบบอย่าง และแม่ก็สอนเสมอว่า เราก็ไม่ได้รวยหรอก แต่เราต้องแบ่งปัน มีน้ำใจให้กับคนอื่นบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือในเรื่องไหน

หยงในวัย 49 ปี น่าจะกำลังทำอะไรอยู่ และดำเนินชีวิตอย่างไร?

อันนี้เป็นความตั้งใจของในตอนนี้ที่คิดว่า ณ ตอนนั้นถ้าเกิดว่าเรามีกำลังในหลายๆ เรื่อง ความมั่นคง เราอาจมีโอกาสได้ช่วยเหลือในสิ่งที่เรากำลังทำในปัจจุบันนี้ ต่อยอดได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องช่วยเหลือน้องหมาน้องแมว ทำบุญต่างๆ หรือว่าการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากผ้าม่อห้อมมัดย้อมด้วย ก็คาดหวังว่าจะทำมันต่อ อยากจะให้คนรู้จักมันมากขึ้น รู้จักม่อห้อมมากขึ้น ตั้งใจว่าถ้าเรามีกำลังที่พอจะช่วยเหลือได้ไม่ว่าจะด้านไหน เราก็คิดว่าเราพร้อมที่จะช่วยเหลือตรงนี้เต็มที่ค่ะ

ขอหนึ่งประโยคที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ By Tila

จริงๆ มันก็เป็นสิ่งที่พี่พูดประจำแหละค่ะว่า “สินค้าของเราคือผลิตภัณฑ์จากผ้าม่อฮ่อมมัดย้อม จังหวัดแพร่ ที่เราพร้อมจะส่งต่อออกไปในรูปแบบที่ทันสมัย” ไม่ใช่สามประโยคเนอะ (ขำ) แต่ว่าเป็นคำนิยามที่เราจะบอกทุกคนเสมอว่าแบรนด์ติลาคืออะไร แบรนด์ติลาขายอะไร เพราะว่าผ้าม่อฮ่อมนี่ มันก็มีหลายแบรนด์ทำ แต่ว่าของเรามันแตกต่างเพราะเราส่งต่อผ้าม่อฮ่อมมัดย้อมจังหวดแพร่ ในรูปแบบร่วมสมัย ให้คนรุ่นใหม่ใช้แบบไม่เคอะเขิน อยากให้ภูมิใจค่ะ

[Sassy_Social_Share]
70