“อิงค์ - ชิสา วิเศษกุล” สาวน้อยวัย 19 ปี จากจังหวัดกำแพงเพชร หรือที่แฟนๆ ชาวจีนเรียกกันว่า “หล่างกาลาหมู่” ไม่กี่ปีก่อนเธอสร้างเสียงฮือฮาด้วยการเข้าแข่งขันในเวที The Voice of China โดยหยิบเพลงในตำนานของศิลปินสาวผู้ล่วงลับ “เติ้งลี่จวิน” มาขับร้องชนิดที่ว่าแทบจะถอดแบบกันมาทั้งน้ำเสียงและท่าที

ปัจจุบันเธอกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 ด้านภาษาศาสตร์ที่ Hebei University กรุงปักกิ่ง สำหรับชาวไทยแล้วหลายคนอาจยังไม่รู้จักเธอเท่าใดนัก แต่สำหรับชาวจีน โดยเฉพาะแฟนเพลงของนักร้องอมตะอย่าง “เติ้งลี่จวิน” ต้องรู้จักและหลงรักเธอคนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

เริ่มต้นบนเส้นทางเสียงเพลง

“จุดเริ่มต้นน่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ชอบฟังเพลงค่ะ คุณแม่ชอบร้องเพลงอยู่แล้ว อิงค์ก็ชอบด้วย ตั้งแต่ 3 ขวบ จน 7 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวที่ฮ่องกง เราไม่ได้ไปด้วย บนรถทัวร์เปิดเพลงเติ้งลี่จวิน เขาก็คิดว่าเพราะจังเลย ก็เลยซื้อแผ่นกลับมา พอกลับมาอิงค์ก็เลยได้ฟัง แล้วรู้สึกว่าเพราะจัง นี่เพลงอะไร เพลงเติ้งลี่จวินเหรอ เราอยากร้องได้ ก็เลยฟังแล้วก็ร้องตาม ตอนนั้นคือไม่รู้ภาษาจีนนะคะ ไม่รู้ความหมายอะไร

จนมาอายุ 13 คุณพ่อก็เสีย ตอนนั้นเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต เพราะคุณพ่อคือเสาหลัก คุณแม่ไม่ได้ทำงาน น้องชายก็เรียนอยู่ ส่วนน้องสาวคนเล็กก็เพิ่งเกิด เราก็ต้องขวนขวาย พออิงค์สามารถร้องเพลงได้ ก็รับ จ๊อบบ้าง ไปร้องที่โรงแรมในงานเลี้ยงที่เป็นทางการๆ ไม่ใช่ในผับอะไร ก็จะมีผู้ใหญ่ช่วยเหลือช่วยพาไปร้อง ได้ทิปนิดหน่อย คือช่วยดูแลน้อง ก็ร้องเพลงจีนนี่แหละ จนสุดท้ายมีความคิดว่าจะร้องเพลงจีนอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องพูดให้ได้ด้วย ก็เลยอยากไปเรียนภาษาจีน

จริงๆ ต้องบอกว่าตั้งแต่ ม.1 ก็อยากเรียนภาษาจีนอยู่แล้วค่ะ ตั้งแต่ร้องเพลงเติ้งลี่จวินเป็นก็อยากเรียน แต่ก็ไม่ได้เรียน เพราะที่บ้านไม่ได้มีเงินเยอะ คือเมื่อก่อนก็ถือว่ามีฐานะแหละ แต่พอมาเจอช่วงฟองสบู่ ที่บ้านก็เริ่มลำบาก ก็เลยคิดว่าอยากไปเรียนที่จีน พอดีว่าเพื่อนคุณพ่อที่เป็นคนจีนยื่นมือมาช่วย คือคุณพ่อเป็นวาทยากร ทำงานกับ คนจีนด้วย ก็เลยได้ไปเรียนที่จีน

ตอนจะไปก็ตัดสินใจยากมาก อิงค์ไม่เคยอยู่คนเดียว ไม่เคยอยู่หอโรงเรียน คือกลับบ้านทุกวัน แล้วพ่อแม่ดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่เคยซักผ้า ไม่เคยทำกับข้าวกินเอง แต่สุดท้ายพอไปถึงที่โน่นเราก็ต้องดูแลตัวเอง ก็ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็ต้องสู้ต่อไปแค่นั้นเอง ถ้าสามารถช่วยครอบครัวให้มีอนาคตที่ดีขึ้น แล้วตัวอิงค์เองก็ได้ภาษาด้วย”

เมืองจีนในแบบที่คิดไว้ กับแบบที่ได้สัมผัส

“ตอนแรกๆ เราก็คิดไว้ดีทุกอย่างแหละ พอไปถึงก็ไม่ได้แย่ แต่ก็รู้สึกใจหายว่าเรามาอยู่ที่ๆ ไม่ใช่บ้านเรา แล้วเราพูดไม่ได้เลย ก็กลัวว่าถ้าคุยกับคนอื่นไม่ได้จะเป็นยังไง แต่สุดท้ายอิงค์ก็พยายามเรียนให้เร็วที่สุด ภายใน 1 ปีก็พูดได้ สิ่งแวดล้อมบังคับให้เราต้องพูดให้ได้ แล้วเหมือนมีแรงผลักดันที่เราต้องทำให้ดี เพื่อตัวเอง เพื่อที่บ้าน เริ่มเรียนที่ Beijing New Talent Academy เป็นโรงเรียนนานาชาติ กีฬา ดนตรี เขาเด่นทุกอย่าง ไปถึงเราก็ไปที่ Chinese Center ก่อน เรียนภาษาจีนโดยเฉพาะ ก็จะมีหลายๆ ประเทศ คนไทยก็มีอิงค์และเพื่อนอีกคน ก็ช่วยๆ กัน ได้เปลี่ยนสภาพแวดล้อม ได้เรียนรู้ ก็เป็นช่วงปรับตัวค่ะ

พอเทอม 2 อิงค์ก็ย้ายมาเรียนโรงเรียนดนตรีโดยเฉพาะ เพื่อนๆ ก็จะเป็นเด็กที่เรียนดนตรีตั้งแต่เด็ก เปียโน ไวโอลิน เราไปแล้วไม่รู้เรื่องเลย ตอนนั้นก็ยังภาษาไม่เก่งนะ เพิ่งไปอยู่แค่ 6 เดือนเอง ก็พอฟังได้ สื่อสารได้ มาอยู่ที่นี่ 3 เทอม ประมาณปีครึ่ง ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง เวลาอยู่กับเพื่อน เขาจะพาเราไป…ภาษาจีนเรียกว่า ฉินฝาง ก็คือห้องซ้อม จะไปห้องซ้อมบ่อยมาก มีเปียโนมีอะไร เขาก็จะสอนเรา คือไปตั้งแต่ยังไม่รู้โน้ต โด เร มี ฟา ซอล ก็ตามๆ เขาไป จนมีประสบการณ์มากขึ้น ได้ไปร้องประสานเสียงกับเพื่อนเป็นกลุ่ม ทำให้เรามีประสบการณ์ ด้านดนตรีมากขึ้น

จนปี 2015 ช่วงกลางๆ ปี ก็ได้ไปออดิชั่น The Voice of China ซีซั่น 4 คือตั้งแต่ไปอยู่ที่โน่น ปกติทุกวันเสาร์อาทิตย์อิงค์จะไปที่ภัตตาคารเติ้งลี่จวิน ก็จะเป็นเพื่อนคุณพ่อที่ส่งอิงค์มาเรียนนี่แหละค่ะ เหมือนให้อิงค์ชินกับเวที ชินกับการพูดคุยกับคน ขึ้นร้องประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งจะมีนักร้องคนอื่นอยู่แล้ว มีพี่ๆ คอยช่วยเหลือ ตอนนั้นอิงค์พูดจีนยังไม่ได้ แต่ร้องได้ ก็ขึ้นไปร้อง ร้องไปเรื่อยๆ จนมีแมวมองมาเห็น เพราะวันเสาร์ คนจะเต็มเลย จึงเริ่มเป็นที่รู้จัก แฟนคลับเติ้งลี่จวินเขาก็เริ่มจับตามองเรา เขาก็ชวนให้อิงค์ลองไปออดิชั่นดู พอมีโอกาสอิงค์ก็เลยคว้าไว้ก่อน เพราะไม่มีอะไรที่จะเสียอยู่แล้ว ก็ไปลองดู”

อิงค์ - ชิสา วิเศษกุล

โอกาสที่ผ่านเข้ามา

“ตอนนั้นก็คิดแค่ว่าไปลองดู อิงค์ก็เคยดู The Voice มาตั้งแต่ของไทย ของอเมริกา เป็นคนชอบดู ก็ลองดูก็ได้ ตอนนั้นอายุ 16 ปี ซึ่งเป็นอายุต่ำสุดที่จะประกวดได้ พอไปก็เจอคนเยอะมาก เขามาจากทุกที่ คนจีนเขามีทั่วโลก บินมาจากแคนาดา สิงคโปร์ มาเลเซีย มาหมดเลย ข้อบังคับก็คือต้องมีเชื้อสายจีน ซึ่งของอิงค์คือรุ่นปู่ ปู่ทวด มีอากง อาม่า แต่ที่บ้านรุ่นเราคือคนไทยแล้ว ก็ไม่ได้พูดจีน ไม่ได้ มีวัฒนธรรมจีน พอร้องให้ทีมงานฟัง เขาก็คิดอยู่ว่าจะเอาอิงค์ออกมาในภาพลักษณ์ของเติ้งลี่จวิน หรือจะเป็นตัวอิงค์เอง แต่สุดท้ายก็คุยกันว่าร้องเพลงเติ้งดีกว่า เพราะว่าอิงค์เลือกเพลงเองไม่ได้ จะเป็นทางทีมงานทั้งหมด

แต่กว่าที่จะได้ออดิชั่น เราต้องเข้าห้องอัดหลายวันมาก อยู่เซี่ยงไฮ้เกือบเดือนเพื่อที่จะออดิชั่น เพราะคนเยอะมาก เราก็คิดว่าคงไม่ได้หรอก แต่ก็ลองดู มาถึงที่แล้ว สุดท้าย ก็เข้ารอบ น่าจะเก็บไว้ประมาณร้อยกว่าคน ก็คัดไปเรื่อยๆ จนถึงรอบที่มีโอกาสขึ้นร้อง บนเวที ก็ทำเต็มที่ ร้องจนจบก็ไม่มีใครหันมา พอเขาหันมาก็บอก อ้าว เด็กน้อยนี่นา เราก็แนะนำตัวไปว่าเป็นคนไทย เขาก็ยิ่งฮือฮา ได้ร้องเพลงกับโค้ชเจย์ โจวด้วย

พอร้องเสร็จเราไม่ได้เข้ารอบก็กลับบ้าน (หัวเราะ) กลับปักกิ่ง ก็กลับมารอวันเวลาที่ฉาย นั่งดูตัวเองในทีวี ปรากฏว่าทุกคนชอบ ทุกคนติโค้ชว่าทำไมไม่หัน ยอดโซเชียลมีเดียเราขึ้นเยอะมาก จนสุดท้ายรายการก็โทร.กลับมาให้อิงค์แก้ตัวอีกรอบ เป็นรอบรีเทิร์น ก็ได้ไปร้องอีกครั้ง คราวนี้โค้ชน่าอิงก็เลือก ก็ผ่านเข้าไปจนถึงรอบ 4 คนสุดท้ายของทีม จาก 16 คนในทีมแข่งกันเองในทีมก่อน ก็จะมีเพลงใหม่ๆ มาให้เราร้อง ไม่ใช่เพลงเติ้งลี่จวินตลอด จนพอไปแข่งกับทีมอื่นอิงค์แพ้”

ประสบการณ์มากมายที่ได้กลับมา

“โห ได้เยอะ ได้ฝึกความอดทนว่าการร้องเพลงไม่ใช่แค่ขึ้นไปบนเวทีแล้วถือไมค์ ร้องแค่นั้น ในเบื้องหลังยังมีอะไรที่เยอะแยะมากกว่า แล้วไม่ใช่เราคนเดียวที่ต้องลำบาก ทีมงานก็เหมือนกัน คือโตขึ้น ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น

แล้วถึงอิงค์จะไม่ได้ที่ 1 ของ The Voice แต่อิงค์ได้ Popular Vote ของซีซั่นนั้น แค่นี้ก็ดีใจแล้ว ก็ไม่คิดว่าคนอื่นจะชอบขนาดนี้ค่ะ อิงค์มีสังกัดดูแลก่อนจะไป The Voice ซึ่งเขาเห็นอิงค์ที่ไทยตั้งแต่แรกแล้ว พอมีคนรู้จักมากขึ้น ก็มีงานมากขึ้น รับงานอีเว้นท์ ออกรายการทีวี ทุกคนก็ให้ความสนใจ แล้วก็มีทำของการท่องเที่ยวของประเทศไทยด้วย และเมื่อประมาณปี 2015 ก็ได้ไปเปิดคอนเสิร์ตที่สิงคโปร์เป็นที่แรก แล้วก็มีฮ่องกง ที่นิวซีแลนด์ด้วย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนจีนที่มาดู แต่เพลงของตัวเองซึ่งจะมีประมาณ 2 - 3 เพลงที่เป็นซิงเกิ้ลออกมาค่ะ”

อิงค์ - ชิสา วิเศษกุล

ความกดดันกับการเป็นเงาสะท้อน

“ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ร้อยเปอร์เซ็นต์เนอะ อย่างเวลาเราเห็นดาราคนไหนเราก็จะรู้สึกว่า เขาเพอร์เฟกต์ ไม่มีจุดด้อยเลย แต่จริงๆ ทุกคนมีจุดด้อย อิงค์เองบางทีก็มีงอแง มีเอาแต่ใจ มีทุกอย่าง แต่เติ้งลี่จวินเขาเพอร์เฟกต์นะสำหรับอิงค์ รูปร่าง การร้องเพลง ประสบการณ์ เขาร้องเพลงมา 20 - 30 ปี นั่นคือสิ่งที่แทนกันไม่ได้ แต่แฟนคลับเติ้งลี่จวินเขาก็ชอบมองเรา บางคนอาจจะเชื่อด้วยซ้ำเรื่องกลับชาติมาเกิด อิงค์ก็เลยจะพยายามทำตัวอิงค์ให้ดีที่สุด บางทีก็กดดันนะคะที่เขาเห็นเราเป็นตัวแทน ถ้าเราทำไม่ดีขึ้นมา ถ้าเราทำผิดพลาดทั้งที่ไม่ตั้งใจก็ทำให้เติ้งลี่จวินเสีย อิงค์ไม่อยากให้ภาพลักษณ์เติ้งลี่จวินเปลี่ยนไปกับอิงค์ คืออิงค์ก็เป็นตัวอิงค์เอง แต่อิงค์ก็พยายามร้องเพลงเขา สืบสานเพลงแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เขาก็เหมือนพุ่มพวง ดวงจันทร์ ก็เหมือนพี่เปาวลี ที่ชอบพุ่มพวง พี่ฝน ธนสุนทรที่ชอบพุ่มพวง ก็ร้องให้ดี และเป็นตัวเอง”

บทเพลงของเติ้งลี่จวินที่ชอบที่สุด

“เพลงเขามีเป็นพันๆ เพลงเลย ชอบที่สุดน่าจะเป็น 何日君再來 (He ri jun zai lai) เป็นเพลงที่ฟังมาตั้งแต่เด็ก เป็นเพลงที่คุณพ่อชอบด้วย เวลาที่คนขอให้ร้องสดให้ฟังหน่อย อิงค์ก็อาจจะร้องเพลงนี้ เป็นเพลงที่สนิทที่สุด ร้องหลายรอบ ทุกคนบอกว่าอิงค์ร้องเพลงแนวนี้เพราะ แต่จริงๆ อิงค์ชอบหลายแนวนะ ฟังทุกแนว 80 90 ก็ฟัง อิงค์ก็เด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง ชอบเคป๊อป ร้องเกาหลี ญี่ปุ่น ร้องไทย จีน อังกฤษ จีนกวางตุ้ง ไต้หวัน ฮกเกี้ยน เราก็พยายามเรียน เพราะอิงค์เป็นคนชอบเรียนภาษา คณิต วิทย์นี่ตกประจำ แต่ภาษาจะได้เกรด 4 ตลอด”

คอนเสิร์ตครบรสที่กำลังจะเกิดขึ้น

“ครั้งนี้ที่เป็นตัวแทนของข้าวตราฉัตร ก็เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งที่เขาเห็นเราเป็นเด็กที่มีความสามารถ อิงค์ร้องได้หลายแนว แต่ทุกคนจะได้ยินอิงค์ร้องแนวเติ้งลี่จวินมากที่สุด ลูกทุ่ง ลูกกรุงทุกคนก็ยังไม่เคยฟัง ครั้งนี้ก็ จะเอาความสามารถที่เราเก็บไว้ออกมา ก็จะ ไม่เหมือนแสดงที่ประเทศอื่น จะร้องหลายๆ แนว ลูกทุ่งด้วย จีนด้วย จีนกวางตุ้ง ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นคอนเสิร์ตสำหรับครอบครัว ชวนพ่อแม่มาดู อิงค์ก็อยากให้เด็กไทยเข้าใจวัฒนธรรมจีนมากขึ้น มีแขกรับเชิญซึ่งเป็น คนไทย งานจะมีวันที่ 19 - 20 มกราคม ต้นปีหน้า ที่เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์ค่ะ”

 

บทสัมภาษณ์จากนิตยสารกุลสตรี ฉบับเดือนธันวาคม 2561
** เรื่องโดย fiefiez S. สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอกภาพหรือเนื้อหาใดๆ ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากต้องการเผยแพร่กรุณาแชร์บทความเท่านั้น **

0