หากชีวิตของคนเปรียบเสมือนกับการเดินทางที่ยาวไกล โดยมีจุดหมายของความสุขรออยู่ เชื่อแน่ว่าชีวิตของ “อ้อ-ณยุรี เชนทร” คงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของความสำเร็จในการเดินทางแห่งชีวิตอย่างที่หลายคนใฝ่ฝันถึง

จากจุดเริ่มต้นของความคิดที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ในสมัยเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แต่เมื่อถึงวันที่อ้อได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง เป้าหมายชีวิตของเธอก็พลิกผัน และนำไปสู่การออกเดินทางครั้งใหม่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิตในมุมมองที่แตกต่างอย่างที่ตัวเธอเองก็ไม่เคยคาดคิด

“ปัจจุบันอ้อทำงานในตำแหน่ง Operation Manager ของบริษัท เอ็กซ์เพรส ฮอลิเดย์ เซ็นเตอร์ จำกัด แล้วอ้อก็เป็นหนึ่งในไดเร็กเตอร์ของบริษัทด้วย จริงๆ ที่ออฟฟิศของเรามีประมาณ 4-5 บริษัท แต่เมนหลักคือ เอ็กซ์เพรส ฮอลิเดย์ เซ็นเตอร์ ที่ทำทัวร์และโปรแกรมท่องเที่ยวให้กับลูกค้า แล้วอีกบริษัทหนึ่งคือ ซัน เอวิเอชั่น จำกัด ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของสายการบินต่างชาติที่เข้ามาบินในเมืองไทย โดยเราก็จะเป็นตัวแทนดูในส่วนของการตลาด รวมถึง Ground Handling ให้กับสายการบินต่างชาติเหล่านี้ด้วยค่ะ”

“ต้องบอกว่าไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้เข้ามาทำงานในสายท่องเที่ยว เพราะตอนเรียนปริญญาตรีก็จบด้าน Food Science แต่สิ่งหนึ่งที่คิดว่าคือจุดเปลี่ยนน่าจะมาจากการที่เราค้นพบตัวตนก่อนเรียนจบปริญญาตรี คือช่วงฝึกงานตอนปี 3-4 ตอนนั้นเรารู้สึกแล้วว่าไม่ใช่ตัวเรา แต่ก็เรียนจนจบนะคะ ขณะเดียวกันสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นความโชคดีของเราก็คือ ความรู้ด้านภาษาอังกฤษและคอมพิวเตอร์ พอเรียนจบก็เลยมาสมัครงานสายการบินเซาท์แอฟริกันแอร์เวยส์ และได้งานตำแหน่งเลขานุการของ Marketing Manager พอมาทำตรงนี้อย่างใกล้ชิดก็รู้สึกว่าเป็นงานที่สนุก เราก็ชอบมาก ก็เลยตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดลด้าน Marketing Management”

“ทันทีที่เรียนจบก็มีการเปลี่ยนแปลงในงานที่เราทำเกิดขึ้น สายการบินยกเลิกเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ-โจฮันเนสเบิร์ก จนสุดท้ายก็ตัดสินใจเปลี่ยนสายงานมาอยู่ที่บริษัทน้ำตาลมิตรผล ทำตำแหน่ง Assistant ของ Director ที่ดูแลโรงงานเอธานอล ทำอยู่ 1 ปี เจ้านายเก่าก็ชวนมาทำงานในตำแหน่ง Sales Manager ของสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ พอทำไปได้สักพัก เราเห็นทางจุฬาฯ เปิดหลักสูตร Aviation Management ก็เลยตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่จุฬาฯ อีกหนึ่งใบ จากนั้นเป็นต้นมาก็ทำงานในสายงานสายการบินมาตลอดค่ะ”

“อยู่มาวันหนึ่ง ทางสำนักงานใหญ่ของเตอร์กิชแอร์ไลน์ก็ให้งบก้อนหนึ่งกับแผนกที่เราทำอยู่ เราก็เลยคิดไอเดียออกมาเป็นโปรแกรมทัวร์ตุรกี แล้วโฆษณาทั้ง Business Class และ Economy Class ปรากฏว่าประสบความสำเร็จเกินคาด จนเกิดเป็นบริษัท เอ็กซ์เพรส ฮอลิเดย์ เซ็นเตอร์ ขึ้นมาเพื่อรองรับงานในส่วนของแพคเกจทัวร์ ปีแรกมีแค่ตุรกี พอปีที่สองเราก็เริ่มขยายเส้นทางในประเทศยุโรปอื่นๆ จนมาถึงจุดหนึ่งทางสำนักงานใหญ่ของเตอร์กิชแอร์ไลน์ก็บอกกับเราว่า ทางสายการบินมี Policy แล้ว และเขาจำเป็นต้องดำเนินธุรกิจด้วยตัวเอง เราจึงได้ส่งต่องานในส่วนนี้ให้กับเขา แล้วก็ออกมาตั้งเป็นบริษัท เอ็กซ์เพรส ฮอลิเดย์ เซ็นเตอร์ จำกัด อย่างเต็มตัวค่ะ”

“เราวาง Position ของเราที่มีความแตกต่างจากบริษัททัวร์ทั่วๆ ไป โดยเน้นเส้นทางใหม่ๆ ในลักษณะของโปรแกรม Unseen ทั้งการเดินทางแบบล่องเรือสำราญในระดับไฮเอนด์ หรือการเดินทางท่องเที่ยวทางรถไฟ รวมถึงโปรแกรมท่องเที่ยวในเส้นทางที่มีความพิเศษมากๆ อย่างขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ หรือประเทศใหม่ๆ ที่คนไทยอาจจะไม่คุ้นเคย เช่น โครเอเชีย สโลวีเนีย มอนเตเนโกร เซอร์เบีย โซนละตินอเมริกา แคริบเบียน แปซิฟิกใต้ เรียกได้ว่าเกือบจะทั่วโลก”

“การทำบริษัททัวร์ สิ่งที่เราจะได้รับก็คือ ได้เรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆ โลกทัศน์ใหม่ๆ ตลอดเวลา เพราะในทุกสถานที่ที่ไป จะมีมุมมองและรายละเอียดที่แปลกใหม่อยู่เสมอ และน้อยคนที่จะมีโอกาสได้เห็นได้สัมผัสเหมือนเรา ที่ประทับใจมากคือแอนตาร์กติกา (ขั้วโลกใต้) ซึ่งตอนที่ไปจะเป็นสไตล์ Expedition Cruise เป็นเรือที่รองรับผู้โดยสารประมาณ 100 คน ทั่วทั้งบริเวณนั้นเราเจอเพนกวินเป็นล้านตัว เราสามารถเข้าไปถ่ายรูปได้ใกล้ๆ หรือทริปขั้วโลกเหนือก็ประทับใจ เพราะตรงนั้นคือจุดแกนกลาง 90 องศาของโลก การเดินทางไปจุดนั้นต้องใช้เรือตัดน้ำแข็งที่เรียกว่า นิวเคลียร์ไอซ์เบรคเกอร์ เป็นลำเดียวในโลกที่เดินทางไปถึงจุดนั้นได้ค่ะ”

“อ้อยอมรับว่าเป็นคนที่ Work Hard, Play Hard และ Pay Hard แบบสุดๆ เพราะเรายึดหลักอยู่เสมอว่า จะทำอะไรก็ต้องทำให้เต็มที่และดีที่สุดไว้ก่อน เพื่อที่จะได้ไม่มานั่งเสียดายและเสียใจในภายหลัง ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง ซึ่งงาน Operation Manager ของบริษัททัวร์จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่เยอะมาก และมีปัญหาเฉพาะหน้าเกิดขึ้นเสมอ เราต้องพร้อมตลอดเวลา ต้องสแตนด์บายอยู่เสมอ ยิ่งช่วงเดือนพีคของการทำทัวร์ เราก็ต้องแอคทีฟตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง บางครั้งแทบจะไม่ได้นอนเลยก็มี ซึ่งส่วนตัวเราคิดว่างานตรงนี้เป็นความท้าทายที่คอยกระตุ้นให้เรามีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และเป็นทักษะที่เราสามารถนำมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตได้ด้วย”

“สำหรับเรื่องความงาม เราก็ให้ความสำคัญมากในระดับหนึ่งตามประสาผู้หญิง ส่วนใหญ่จะเน้นที่การดูแลผิวมากกว่าเรื่องเมคอัพ แล้วยิ่งเราเป็นคนเดินทางบ่อย ต้องเจอกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ก็เกิดปัญหาผิวได้ง่าย ที่ใช้อยู่เป็นประจำในช่วงนี้ก็คือ Esteée Lauder โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและแก้ไขปัญหาริ้วรอย”

“เนื่องจากเป็นคนที่มีเวลาน้อยและต้องออกงานบ่อย ทั้งงานที่ได้รับเชิญจากสายการบิน ซัพพลายเออร์ หรือสถานทูตต่างๆ แล้วเวลาเราทำงาน เราทำตั้งแต่เช้าจนเย็น ไม่มีเวลากลับบ้านเพื่อเปลี่ยนชุด เราก็เลยต้องเลือกที่สามารถตอบโจทย์ทั้งใส่ทำงานและออกงานได้ในคราวเดียว เน้นแบบเรียบๆ โทนสีเรียบๆ หรือโทนสีเข้มเป็นหลัก เพราะเราไม่ใช่ผู้หญิงที่ดูลุคหวานๆ ส่วนใหญ่แบรนด์ที่เลือกก็จะเป็นแบรนด์ไทยอย่าง Asava และ Poem ก็เลือกดูว่าชุดไหนที่เหมาะกับเรา”

“เครื่องประดับจะไม่ค่อยเน้น แต่จะเน้นที่กระเป๋า รองเท้า และนาฬิกามากกว่า ยอมรับว่าที่ผ่านมาเราลงทุนกับกระเป๋าและนาฬิกาไปมากเหมือนกัน จนบางครั้งเพื่อนหรือคนใกล้ตัวก็บอกว่ามันเยอะไปนะ (หัวเราะ) แต่เรารู้สึกว่ามันคือรางวัลอย่างหนึ่งของเราหลังจากทำงานหนักมาตลอด จะซื้ออะไรก็แล้วแต่ ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องไร้สาระหรือฟุ่มเฟือย แต่ถ้าคุณทำแล้วมีความสุขก็โอเค สิ่งสำคัญคือคุณต้องไม่ลำบากกับการจ่ายนะ”

“กระเป๋าแบรนด์ที่ใช้อยู่บ่อยๆ คือ Hermes กับ Chanel เพราะเรารู้สึกว่าเมื่อไหร่ที่เบื่อ เราก็สามารถนำไปขายต่อได้ และยังได้ราคาที่ดีกว่าแบรนด์อื่นๆ (หัวเราะ) ส่วนนาฬิกาคือ Rolex และ Patek Philippe สำหรับใส่ทำงานและออกงาน ส่วน Tag Heuer จะใส่เวลาเดินทางสมบุกสมบัน เราก็มองคล้ายๆ กับกระเป๋า เพราะก็เป็นสิ่งของที่มีมูลค่าเพิ่มในตัวเองเหมือนกัน ในเมื่อผู้หญิงกับการช้อปปิ้งคือสิ่งที่อยู่คู่กัน เราก็ควรมีวิธีจัดการเรื่องนี้ให้ดีที่สุด เป็นความฉลาดในการใช้ชิวิตอย่างหนึ่งเหมือนกันนะคะ เราต้องฉลาดในการใช้ชีวิต และต้องไม่ลืมที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกๆ เรื่อง เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำทุกอย่างด้วยความสุข ในตอนท้ายย่อมจะมีสิ่งที่ดีๆ เกิดขึ้นเสมอ”

[Sassy_Social_Share]
0