แม้ว่าโปรเจ็กท์รวมดาราชายในฟอร์มของบอยแบนด์ที่มีชื่อว่า 9×9 (นายน์ บาย นายน์) จะเป็นเพียงโปรเจ็กท์ชั่วคราว และได้จบลงไปแล้วพร้อมกับคอนเสิร์ตใหญ่ที่คนดูเต็มทั้งสองรอบ แต่ดูเหมือนว่าควันหลงจะยังคงเข้มข้น เพราะเหล่าสมาชิกหนุ่มทั้งเก้ายังคงเป็นที่พูดถึงและมีแฟนคลับที่มาก่อน ระหว่างและหลังโปรเจกท์ยังคงติดตามกันแบบไม่ยอมให้กระแสห่างหาย เราเลยเลือกสองในเก้าสมาชิกอย่าง #เจเจเจมส์ เจเจ – กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม และ เจมส์ – ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ มาประจำการบนปกนิตยสารกุลสตรีฉบับนี้

นอกจากเรื่อง 9×9 รวมถึงเรื่องของซีรีส์กระแสแรง Great men academy ที่ทั้งคู่แสดงเป็นพระเอก-นางเอกแล้ว (นางเอกที่ว่า หมายถึงเจมมี่เจมส์ต้องรับบทเป็นเด็กหญิงที่ถูกเปลี่ยนร่างเป็นชายน่ะนะ) เรายังถามพวกเขา เรื่องของการลงมาเขียนบทซีรีส์เองของเจเจ ข่าวล่าสุดกับการไม่ต่อสัญญากับต้นสังกัดเดิมของเจมส์ และทั้งคู่คิดอย่างไร ถ้าสมมติว่าวันหนึ่ง 9×9 จะกลายเป็นโปรเจ็กท์แบบรันกันไปยาวๆ…

#เจเจเจมส์

อยากให้ทั้งคู่อธิบายหน่อยว่าโปรเจ็คท์ 9×9 คืออะไร

เจมส์ – มันคือโปรเจ็กท์พิเศษที่เรามารวมตัวกันหนึ่งปีครับ มีผลงานเพลง มีมินิอัลบั้ม การแสดง และปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ต เพื่อที่จะทำอะไรให้เป็นของขวัญสำหรับแฟนๆ

เจเจ – โปรเจ็คท์ 9×9 ก็คือโปรเจ็คท์ที่สร้างศิลปินให้ทำได้ทุกด้าน อะไรประมาณนี้ครับ ตอนแรกเราคิดว่ามันน่าจะเป็นโปรเจ็กท์ที่ดี เพราะว่าเราได้ทำซีรีส์สองเรื่อง ได้ทำเพลง 5 เพลง ได้ทัวร์คอนเสิร์ต ได้จัดคอนเสิร์ตใหญ่ที่อิมแพ็ค อารีน่า แต่ก่อนที่จะทำ เราไม่เคยคิดถึงระหว่างทางที่เรากำลังทำ ว่าเราต้องทำอะไรบ้าง แต่พอเข้าไปในโปรเจ็กท์ปุ๊บ เราแทบไม่ได้นอนกันเลยครับ เราทั้งซ้อมเต้นซ้อมร้อง Workshop การแสดง ถ่ายละคร ทำเพลง ไปออกทัวร์ รู้ตัวอีกทีก็คืออยู่ที่อิมแพ็ค อารีน่าแล้ว

ผมรู้สึกว่าทุกๆ อย่างมันคุ้มนะ แต่ว่าเหมือนกับตัวเราเองที่เป็นศิลปิน เป็นคนทำ เรายังไม่ได้รู้สึกซึมซับจากมันเลย อย่างเช่นเวลาที่เราถ่ายซีรีส์เรื่องหนึ่ง มันมีระยะเวลาการถ่ายทำ ถูกมั้ยครับ แล้วมันก็จะช่วยให้เราซึมซับกับงานได้ เหมือนกับว่าเราได้อินกับมันแบบจริงๆ แต่ว่า 9×9 ด้วยความที่สโคปมันกว้าง แล้วมันก็มีอะไรที่เข้ามาเรื่อยๆ เพราะว่ากระแสตอบรับ มันก็เลยทำให้เรารีบไปหมด แต่ก็สนุกครับ

การที่ทั้งคู่เป็นนักแสดงมาก่อน ทำให้การทำงานกับ 9×9 ยากหรือง่ายขึ้นอย่างไรบ้าง

เจมส์ – คือ 9×9 มันก็มีพาร์ทด้านการแสดงอยู่ด้วยครับ ข้อดีก็คืออันนั้นก็คือจุดที่เราได้เปรียบ เพราะว่าเราก็มีพื้นฐานอยู่แล้ว ก็ง่ายขึ้น แต่ว่าในพาร์ทการร้องการเต้น อันนั้นคือเราต้องเริ่มใหม่เลย เรื่องการร้องการเต้นเราต้องมาเทรนด์กันใหม่ทุกคนเลย

เจเจ – สิ่งที่ได้เปรียบคือมีฐานคนรู้จักครับ ด้วยความที่พอเราเป็นนักแสดงอยู่แล้ว เราจะมีฐานของคนที่รู้จักเรามาก่อนจากผลงานที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันยากก็คือ ผมไม่รู้ว่ามีใครคิดหรือเปล่านะ แต่ว่ามันต้องมีแน่ๆ ที่คิดว่า “โอ๊ย ดารามาร้องเพลง ไม่ได้เอาจริงหรอก” เหมือนว่าพอเขาเห็นเราก็ตัดสิน แล้วก็ไม่ได้เห็นผลงานเราแล้ว แล้วด้วยในวงการเพลง วงการศิลปินเองก็ไม่ได้ยอมรับขนาดนั้น ศิลปินก็คือต้องเป็นคนที่เป็นนักร้องอย่างเดียวไปเลย

การที่มีนักแสดงไปร้องเพลง เขาจะมีความคิดที่ว่า “อ่ะ นี่ไง พอมึงดัง คนรู้จักมึง มึงก็มาร้องเพลง” อะไรแบบนี้ ซึ่งผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ยาก แล้วก็เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเอง แล้วมันคือความกดดันอย่างหนึ่งของผม ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาเลย

โมเมนท์ที่ดีที่สุดในระหว่างการทำงานโปรเจ็กท์ 9×9

เจมส์ – ประทับใจวันจบมั้งครับ คือมันเป็นความรู้สึกแบบอัดอั้น ตื้นตัน หลายๆ ความรู้สึกรวมกัน อิมแพ็คฯ เต็มสองรอบ อะไรแบบนี้

เจเจ –  โมเมนท์ที่ดีที่สุดน่าจะเป็นตอนที่อยู่บนเวทีครับ ผมรู้สึกสนุกและมีความสุขมาก เวลาที่เราร้องเพลงแล้วมีแฟนๆ มาดูเรา แฟนๆ ร้องเพลงเราได้ แฟนๆ ร้องตะโกนไปกับพวกเรา แล้วเวลาหันซ้ายหันขวาก็เจอกับเพื่อนๆ ที่หน้าทุกคนเปื้อนยิ้ม ทุกคนมีความสุข ทุกคนส่งพลังงานที่ดีๆ เข้าหากัน แล้วพลังก็ไปถึงแฟนคลับด้วย ผมว่าโมเมนต์นั้นเป็นโมเมนต์ที่ดีที่สุดแล้วในการทำ 9×9

แล้วมีโมเมนท์ที่ยากลำบากที่สุดบ้างไหม

เจมส์ – โอ๊ย…เยอะเลยครับ พออยู่ด้วยกันมานาน มันผ่านอะไรมาเยอะ มันคือโปรเจ็กท์ที่ไม่รู้ว่าอนาคตมันจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า มันจะเป็นอย่างไรบ้าง มันคือการทดลองอะไรหลายๆ อย่าง ช่วงนั้นมันก็เลยเคว้งๆ เหมือนล่องเรือไปเรื่อยๆ อยู่กลางทะเล ไม่เห็นเกาะข้างหน้า แล้วก็ไม่รู้ว่าเรากำลังจะไปทางไหน เพราะว่ามันเป็นแพลตฟอร์มที่ไม่เคยมีคนทำมาก่อน 9×9 คือกลุ่มแรกของประเทศไทย

เจเจ – ยากลำบากที่สุดคงไม่มีครับ แต่ว่ามันจะเป็นในเชิงของการทำงาน 9 คน 9 ความคิด แล้วคาแรกเตอร์พวกเราก็ไม่เหมือนกันเลย ไม่ใช่แค่คาแรคเตอร์ภายนอกอย่างเดียว แต่มันเป็นภายในด้วย มันเลยทำให้บางทีเวลาเราจะทำงานหรือต้องใช้ความคิด การตัดสินใจ มันก็เป็นเรื่องที่ยากที่บางทีทั้ง 9 คนจะเห็นตรงกัน สมมติว่าผู้ใหญ่มีชอยส์มาให้สองชอยส์ ห้าคนเลือกชอยส์หนึ่ง อีกสี่คนเลือกอีกชอยส์หนึ่ง มันเลยแบบ…ยากครับ

#เจเจเจมส์

การทำงานในโปรเจ็กท์ 9×9 ให้อะไรกับทั้งคู่บ้าง

เจมส์ – หลายอย่างครับ การทำงานเป็นทีม การรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น การทำงานแบบใส่สุด แบบที่ไม่ได้คิดว่าข้างหน้ามันจะเป็นอย่างไร ผมว่าเราต้องทุ่มเทกับทุกๆ งานที่เราทำอยู่แล้วครับ ไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไร การที่เราทำงาน เราต้องทุ่มเทอยู่แล้ว การทำงานแบบขอไปที งานก็จะไม่ได้ออกมาดีที่สุด แล้วมันก็จะทำให้มีจุดที่เราจะเสียดายว่า ทำไมไม่ใส่ให้สุดๆ อะไรแบบนี้

เจเจ – หนึ่งเลยคือ ความรับผิดชอบต่องาน และต่อเพื่อนร่วมวงครับ คือด้วยความที่ผมเป็นคนที่โตที่สุด รองมาจากพี่ต่อ (ธนภพ ลีรัตนขจร) มันก็จะมีบางโมเมนต์ที่เราก็ต้องคุมคนอื่นเหมือนกัน บางทีพอเจมี่เจมส์เป็นลีดเดอร์ใช่มั้ยครับ เขาก็จะคอยประสานงาน คอยคุยกับทุกคน แต่ว่าในบางทีพอมันมาถึงจุดที่เราคิดว่าเราช่วยมันได้ ผมก็จะพยายามช่วย อย่างเช่นให้คำปรึกษาบ้าง ตบน้อง ไม่ใช่แบบว่าตบหัวนะครับ หมายความว่าช่วยตบความคิดน้อง หรือว่าช่วยตบน้องเรื่องวินัย เฮ้ย ไปซ้อมได้แล้ว ตั้งใจซ้อมหน่อย อย่ามัวเล่นแต่โทรศัพท์ อะไรแบบนี้ อะไรที่มันง่ายๆ ที่เราสามารถช่วยได้ เราก็จะช่วย

ชอบซิงเกิลไหนใน 9×9 มากที่สุด

เจมส์ – ชอบเพลง “ผู้โชคดี” ชอบความหมาย ผูกพันกับเพลงนี้ แล้วก็ชอบมู้ดของเพลงที่เหมือนว่าเราได้ร้องไปด้วยกัน ได้ร้องเพลงนี้ไปกับเรา

เจเจ – น่าจะเพลง “Eternity” มั้งครับ เพลงสุดท้าย คือด้วยความที่มันเป็นเพลงสุดท้าย แล้วก็ด้วยเนื้อเพลงและดนตรี มันทำให้เรานึกถึงสิ่งที่ผ่านมาในระยะเวลาหนึ่งปี พอระยะเวลามันสั้นปุ๊บ มันไม่มีเวลาให้นั่งเอ็นจอยกับโมเมนท์มากขนาดนั้น แต่เพลงนี้พอฟังปุ๊บ ภาพทุกอย่างมันย้อนกลับมาหมดเลย

แล้วถ้าเกิดโปรเจ็คท์ 9×9 กลายเป็นโปรเจ็กท์ถาวรขึ้นมา อยากจะกลับมาเข้าร่วมไหม

เจมส์ – กลับมาเข้าร่วม คงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ (หัวเราะ) มันมีปัจจัยอะไรหลายๆ อย่าง แต่ว่าถ้ามีโอกาสก็อยากกลับ

เจเจ – ก็อยากครับ แต่ก็คงต้องดูกันก่อนว่าคำว่าถาวรมันคือยังไง เพราะผมรู้สึกว่า พอมันเป็นโปรเจ็กท์ที่มีระยะเวลา 1 ปี เราสามารถแพลนได้ แต่ถ้ามันกลายเป็นโปรเจ็กท์ถาวรปุ๊บ ทุกย่างก้าวที่เราจะทำมันต้องระมัดระวัง แล้วผมคิดว่าต้องวางแผนดีๆ เลยครับ เพราะหนึ่งคือโมเดลแบบนี้มันไม่เคยมีใครทำมาก่อน แล้ว 9×9 ทำเป็นกรุ๊ปแรก แล้วกระแสตอบรับก็ดีกว่าที่เราคิดมากๆ ด้วย ผมก็เคยคิดนะ ถ้ามันเป็นโปรเจ็กท์ถาวรมันจะเป็นอย่างไร แต่เรารู้สึกว่า ถ้ามันเป็นโปรเจ็กท์ถาวรจริงๆ มันก็เสี่ยงเหมือนกัน

คำว่าต้องระวังของผมหมายถึงเรื่องการแพลนงานครับ เราจะทำยังไงให้ Position ของเราที่ตั้งเอาไว้เป็นเป้าหมายตอนแรก ให้กรุ๊ปของเราเดินไปถึงเป้าหมายนั้นแล้วก็อยู่ตรงเป้าหมายนั้นให้ได้นานที่สุด คือผมรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้วงการบันเทิงมันมาไวไปไวมากๆ เลยครับ เราจะต้องพัฒนาตัว วางตัวยังไง ต้องฝึกฝนยังไง ต้องมีทัศนคติอย่างไรให้เทียบเท่ากับคนที่เขาอยู่มานานๆ

ถ้ายกตัวอย่างก็เช่นพี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย) ที่ประสบความสำเร็จมากๆ แฟนๆ รัก เพลงเพราะ ตัวพี่เบิร์ดเองก็มีการพัฒนาตลอดเวลา มีทัศนคติที่ดี เก่งทุกด้าน ผมว่าเป็นสิ่งที่ยากนะที่จะทำให้ได้แบบพี่เบิร์ด

ถามเจเจบ้าง ได้ข่าวว่าเจเจเรียนนิเทศมาด้วย มันมีประโยชน์ต่ออาชีพนักแสดงอย่างไรบ้าง

เจเจ – ผมว่าการเรียนนิเทศมันไม่ได้ช่วยเรื่องของการแสดงขนาดนั้น แต่ว่ามันทำให้เรารู้เรื่องระบบการทำงานในกองถ่าย พอเรารู้เรื่องระบบอันนี้ มันทำให้เราทำงานง่ายขึ้นและเร็วขึ้น ไม่เป็นตัวถ่วงของทีมงานในกอง

ได้ข่าวมาว่าเจเจช่วยเขียนบทในบางซีนของ “เลือดข้นคนจาง” ด้วย ทำไมถึงต้องลงมาเขียนเอง

เจเจ – ใช่ครับ คือซีนที่ผมเขียนเองมันเป็นซีนที่ไม่ได้มีอยู่ในบทด้วย คือพอถ่ายทำไปซักพัก พี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์) มองว่าความสัมพันธ์ของตัวละคร หรือว่าการกระทำของตัวละครมันน่าจะไปได้มากกว่านั้นอีก เขาก็เลยคิดว่า พอผมถ่ายทำไปได้สักพัก มีความเป็นตัว “พีท” ซึมซับเข้าไปในตัวเราเรียบร้อยแล้ว พี่ย้งก็มาถามว่า “หลังจากสถานการณ์นี้ มึงคิดว่าพีทจะคิดยังไง จะทำอะไรต่อ” นั่นก็เป็นส่วนที่ทำให้บทมันพัฒนาเพิ่มขึ้นมาก แล้วเราก็มีโอกาสได้เป็นคนเขียนเอง แล้วพี่ย้งก็ให้เหตุผลว่าตัวละครในเลือดข้นคนจางมันเยอะมาก แล้วคนเขียนบทมีคนเดียว อินเนอร์มันก็จะมาจากเขาหมด เขาเลยต้องการความเป็นตัวละครจริงๆ ที่เราเล่นมาช่วยกัน

การลงมาเขียนบทเองมันมีความยากตรงไหนบ้าง

เจเจ – มันยากตรงที่ซีนส่วนใหญ่ที่เขียน มันจะเป็นซีนที่ต้องใช้อารมณ์ แล้วก็ใช้การเชือดเฉือนกันบางอย่าง มันเลยทำให้ตัวไดอะล็อกต้องกระชับ ได้ใจความ แล้วก็ได้อารมณ์ ต้อง Attack อะไรแบบนี้ครับ แล้วก็ต้องทำให้มันเป็นตัวละครให้ได้มากที่สุด ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ยากครับ

#เจเจเจมส์

ถามเจมส์บ้าง เกี่ยวกับข่าวล่าสุดที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน ทำไมถึงเลือกที่จะไม่ต่อสัญญากับนาดาว บางกอก

เจมส์ – เพราะว่าผมมีไดเรคชันที่อยากจะลองไปทางศิลปินมากกว่า ซึ่งนาดาวแข็งแกร่งเรื่องซีรีส์มากกว่าทาง 4NOLOGUE ซึ่งมีไดเรคชันทางด้านเพลงมากกว่านาดาว จริงๆ ทั้งสองบริษัทก็มีดีกันทั้งสองฝ่าย แค่วันนี้ผมอยากลองเรื่องของการอยากเป็นศิลปิน ผมก็เลยเลือกไปทาง 4NOLOGUE ครับ

แล้วทำไมเจมส์ถึงสนใจในด้านการเป็นศิลปิน

เจมส์ – ที่จริงคือชอบอยู่แล้วครับ แต่เหมือนว่าไม่มีโอกาสได้ลองมั้ง แล้วพอมาอยู่ 9×9 เราได้ลองอะไรหลายๆ อย่าง ได้เข้าสู่กระบวนการทำเพลง แล้วเราก็เลยรู้สึกว่าชอบ คือมันเหนื่อยมาก แล้วเราก็รู้สึกว่า ที่จริงเรายังทำมันยังไม่ได้ดีที่สุด แต่ว่าเราชอบมันนะ เราแฮปปี้กับมัน เวลาที่ได้ Perform บนเวที ก็เลยรู้สึกว่าเราชอบจริงๆ

ถามเจมส์เรื่องการแต่งตัวบ้าง ที่ผ่านมามักจะเห็นข่าวกระแสเกี่ยวกับเจมส์ค่อนข้างเยอะ คนก็จะสงสัยว่าเจมส์เป็นไหม เจมส์เบื่อคำถามพวกนี้บ้างไหม

เจมส์ – เบื่อไหมเหรอครับ…(นิ่งคิด) ไม่หรอกครับ ไม่เบื่อ แต่แค่ไม่เข้าใจ ว่าเคยตอบไปแล้ว ไม่ยอมอ่านกันเหรอ หรือยังไง นั่นแหละครับ ประมาณนั้น ไม่ยอมอ่านหนังสือให้ครบแปดบรรทัดกันใช่มั้ย (หัวเราะ)

แล้วอยากให้คนเข้าใจเจมส์ยังไงบ้าง

เจมส์ – ไม่ต้องขอให้เขาเข้าใจหรอก คือเขาจะเข้าใจยังไงก็แล้วแต่เขา เราก็แค่เป็นเรา เป็นเราไปเรื่อยๆ เรารู้ว่าเราเป็นยังไง ส่วนเขาจะมองยังไงก็เป็นสิทธิ์ของเขา แค่อย่าล้ำเส้นก็พอ คนเราทุกคนมันมีเส้น มี Privacy (ความเป็นส่วนตัว) ที่ไม่ควรรุกล้ำเข้าไปอยู่แล้ว เป็น Common Sense เป็นมารยาททางสังคม

เจมส์ได้นิยามการแต่งตัวของตัวเองบ้างไหมว่าเป็นยังไง

เจมส์ – ไม่เลยครับ คือเราชอบใส่เสื้อผ้าผู้หญิงมั้ง เพราะว่าเราตัวเล็กด้วย มันก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะใส่ได้

เรียกว่าเป็น Metrosexual หรือเปล่า

เจมส์ – ก็ไม่ขนาดนั้นครับ ผมอาจจะแต่งถึงขนาด Metrosexual ไม่ไหว มันยากเหมือนกันนะ คือผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าคนเขาจำกัดความผมว่ายังไง คือถ้าไทป์แบบนี้เรียกว่า Metrosexual ผมว่าก็โอเค คือผมน่ะยังไงก็ได้ แต่เพียงแต่ว่าผมชอบแต่งแบบนี้ เราไม่ได้จำกัดความว่า โอเค พอคนบอกว่าเราเป็น Metrosexual ก็ต้องแต่งแบบ Metrosexual เราก็แค่แต่งตามที่เราชอบ เรารู้สึกว่าชิ้นนี้มันเหมาะกับเรา ชิ้นนี้ไซส์มันตรงกับเรา เราก็จะหยิบชิ้นนั้นมาใส่

ไม่ได้มีนิยามเรื่องของเพศมากำหนด

เจมส์ – ไม่

แสดงว่าเจมส์ให้ความสำคัญต่อภาพลักษณ์ภายนอกหรือเปล่า

เจมส์ – ก็ให้นะครับ ให้ความสำคัญทั้งภายในและภายนอก เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่มาด้วยกัน

การให้ความสำคัญต่อภาพลักษณ์ภายนอก สำคัญอย่างไรในความคิดของเจมส์

เจมส์ – แน่นอนว่าถ้าเขาไม่รู้จักเรา สิ่งที่เขาเห็นเราครั้งแรกคือภายนอก ผมก็แค่รู้สึกว่ามัน Represent ความเป็นตัวเราได้อย่างหนึ่ง มันไม่ใช่ทั้งหมด สมมติว่าเราชอบแต่งตัวแบบนี้ เช่นว่าพอเห็นเราใส่สูทบ่อยๆ พอคนเขาเห็นเขาก็จะนึกว่าเราเป็นคนชอบใส่สูท มันเป็นแค่ความชอบมากกว่า เราไม่ได้รู้สึกว่าต้องแต่งดี แต่งแพงตลอดทุกวัน ไม่เกี่ยว ผมแค่รู้สึกว่า เราก็แต่งแบบที่เป็นเรานี่แหละ แค่เรารู้สึกว่าแต่งแล้วเรามั่นใจ แต่งชุดนี้แล้วเรารู้สึกโอเค อะไรอย่างนี้ครับ

มันเป็นความชอบอยู่แล้ว ที่จริงคือไม่ได้หวังว่าคนอื่นจะต้องมองเราดูดี ผมไม่เคยหวังสิ่งนั้นเลย ผมแค่รู้สึกว่าก็ชอบแบบนี้ ก็เลยแต่งแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ถ้าสมมติว่าเจมส์ได้กลายเป็น “กุลสตรี” จริงๆ หนึ่งวัน เจมส์จะยังแต่งตัวแนวที่เจมส์ชอบ หรือเปลี่ยนสไตล์ไปเลย

เจมส์ – ก็อาจจะลองเปลี่ยนมั้งครับ เพราะว่าพอเป็นผู้หญิง ด้วยสรีระของผู้ชายกับผู้หญิงมันมีอะไรบางอย่าง เสื้อผ้าบางอย่างมันไม่ได้เหมาะกับหุ่นแบบผู้ชาย เสื้อผ้าบางอย่างก็ไม่ได้เหมาะกับผู้หญิง ถ้าวันหนึ่งเราเป็นผู้หญิง เราก็อยากจะลองใส่อะไรที่มันทำมาเพื่อสรีระของผู้หญิง ไม่ได้ใช้คำว่าทำมาเพื่อผู้หญิง แต่ว่าทำมาเพื่อสรีระแบบผู้หญิงมากกว่า ก็น่าลองดูครับ

พูดถึงบทบาทของทั้งคู่ ใน The Great Men Academy หน่อย

เจมส์ – ที่อยากเล่นบทเป็น “เลิฟ” ก็เพราะว่ามันเป็นบทที่ท้าทาย แน่นอนว่ามันต้องเปลี่ยนทั้ง Physical ภายนอก แล้วก็เปลี่ยนภายในด้วย แล้วมันก็เป็นตัวละครที่ซับซ้อนอะไรหลายๆ อย่าง ซับซ้อนในด้านของการแสดง เป็นบทที่ยากและสนุกมากๆ ก็เลยรู้สึกว่ามันท้าทายเราดี ในฐานะนักแสดงเราอยากเล่นอยู่แล้ว อะไรที่มันท้าทาย ต้องใช้สกิล เหมือนว่าถ้าทำได้ไม่ดี ถ้าเกิด ผมเล่นได้ไม่ดี เล่นได้ไม่จริงก็จะห่วยไปเลย ชอบบทอะไรแบบนี้ มันดูเหมือนว่ามีชนักติดหลังให้ตัวเอง (หัวเราะ) ต้องทำให้ดี

อะไรที่มันเหมือนอยู่บนสองอย่าง แบบว่าถ้าทำดีก็ดีเลย แต่ถ้าทำไม่ดีก็ห่วยเลย อะไรอย่างนี้ครับ สนุกดี (หัวเราะ) มันทำให้มีแรงในการทำงานมากขึ้น

เจเจ – “แตงโม” เป็นรุ่นพี่ปี 3 ครับ เป็นคนที่เป็นตัวรองท็อปจากเวียร์ รับบทโดย ไอซ์ (พาริส อินทรโกมาลย์สุต) แตงโมจะเป็นคนที่ขี้เล่น ขี้แกล้ง ชอบทำให้คนอื่นสบายใจ ชอบเห็นคนอื่นยิ้ม

ทำการบ้านกับบทบาทของตัวเองอย่างไรบ้าง

เจมส์ – ศึกษา Reference การแสดงจากหนังเรื่องหนึ่งมาครับ แต่ว่าตัวคาแรคเตอร์ เราก็ได้คุยกับผู้กำกับว่าไดเรคชันจะประมาณไหน อ่านบทแล้วก็คิดว่าตัวละครน่าจะประมาณนี้ คือคุยกับผู้กำกับหลักๆ แล้วก็พัฒนาคาแรคเตอร์ไปด้วยกัน

เจเจ – ตัวของแตงโม ความยากคือเราต้องเล่นยังไงก็ได้ให้ออกมารีแลกซ์ที่สุดครับ เพราะว่าตัวแตงโมเป็นคนที่มันไม่ได้คิดเยอะ เอ็นจอยชีวิต มันเป็นคนที่ไม่มีเป้าหมาย แค่ใช้ชีวิตชิลๆ ไปเรื่อยๆ สบายๆ ผมก็เลยทำวิธีการอ่านแค่บท แล้วก็ไม่ทำการบ้านอะไรเพิ่มเลย เพราะว่าพอเราต้องการความสบาย ความรีแลกซ์เนี่ย เวลาเข้าซีนผมก็จะรับอารมณ์จากตรงหน้าแล้วก็ Reaction แบบสดๆ เลย มันจะทำให้เกิดความรู้สึกอยากจะพูดอะไรก็พูด

ถ้าให้เจมส์เลือกระหว่าง “พัฒน์” ใน “ฉลาดเกมโกง” “เวกัส” ใน “เลือดข้นคนจาง” “มิน” ใน “Homestay” หรือ “เลิฟ” ใน Great men academy คิดว่าเจมส์ใกล้เคียงกับใครมากที่สุด

เจมส์ – (นิ่งคิด) “พัฒน์” มั้งครับ พัฒน์ ฉลาดเกมโกง เพราะว่า Gesture วิธีการพูด ลักษณะนิสัยอะไรต่างๆ มันมีความคล้ายผมมากสุด แค่นั้นแหละครับ

แต่ที่จริงทุกตัวละครมันมีส่วนที่ผมใส่ความเป็นตัวผมลงไปด้วยอยู่แล้วเหมือนกัน คือเราก็ต้องเป็นตัวละครใหม่แหละ แต่แค่การเป็นตัวละครใหม่เราต้องหาจุด Connect กับตัวเรา เป็นลายเซ็นของเรา แต่มันไม่ใช่ลายเซ็นที่เล่นเห็นทุกเรื่องแล้วจะซ้ำกัน เป็นลายเซ็นที่มันจะไม่ซ้ำ

บทบาทไหนเล่นยากสุด

เจมส์ – (นิ่งคิด) ที่จริงเป็น “บู” ใน SOS ครับ (Project S เดอะซีรีส์ ตอน SOS Skate ซึม ซ่าส์) แต่ไม่มีในลิสต์ SOS เรื่องนี้เหนื่อย ยาก

จริงๆ มันยากกันคนละแบบ ทุกเรื่องมันมีความยากหมดเลย แต่แค่ว่าบางอันมันหนักมาก มันเหนื่อย หรือว่ามันหนักซีนอารมณ์ หรือว่าหนักในการที่จะได้คาแรคเตอร์มายาก ทุกเรื่องมันยากหมดครับ แต่มันยากกันคนละแบบ

ถ้าให้เจมส์เลือกเป็นหนึ่งในสี่ตัวละครนี้ได้หนึ่งปี อยากเลือกเป็นใคร เพราะอะไร

เจมส์ – เลือกเป็น “พัฒน์” มั้งครับ สบายดี รวย แล้วพัฒน์เป็นตัวละครที่ดูไม่เครียดกับปัญหาอะไรเท่าไหร่ ชีวิตดูไม่ค่อยเครียด ไม่ค่อยมีปัญหา ที่จริงก็มี แต่ว่าถ้าเทียบกับตัวละครอื่นๆ ที่มีปัญหาชีวิตหนักๆ อะไรแบบนี้ ก็เลยเลือกเป็นพัฒน์แล้วกัน

#เจเจเจมส์

ถามเจเจบ้าง ถ้าให้เจเจเลือกระหว่าง “ท็อป” ใน “ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะซีรีส์” “ไทเกอร์” ใน “I Hate You, I Love You” ‘พีท’ ใน “เลือดข้นคนจาง” หรือ “แตงโม” ใน Great men academy คิดว่าเจเจใกล้เคียงกับตัวละครไหนมากที่สุด

เจเจ – อืม…ผมว่าน่าจะเป็นพีทนะ เหมือนด้วยความที่ตัวพีทมันเป็นลูกคนเดียว แล้วก็สนิทกับแม่ ซึ่งจริงๆ แล้วผมมีน้องชายนะ แต่ชีวิตจริงผมจะสนิทกับแม่มาก แล้วด้วยความที่พีทมันมีอะไรบางอย่างที่มันต้องแบกรับไว้ เรื่องของการเป็นตั่วซุง ต้องดูแลครอบครัว อยู่ในตระกูลใหญ่ต้องวางมาดโน่นนั่นนี่ ซึ่งเหมือนผมในชีวิตจริงครับ แบบว่าผมได้รับความกดดันจากครอบครัว จากตระกูลที่เราต้องแบกอะไรบางอย่างไว้เหมือนกัน

บทบาทไหนเล่นยากสุด

เจเจ – น่าจะเป็นพีทนี่แหละครับที่ยากที่สุด เพราะด้วยความที่ตัวพีทมันจะมีความโต ด้วยคาแร็คเตอร์ของมัน ตัวพีทอายุเยอะที่สุดแล้วที่ผมเล่นมา ซึ่งในบางมุมของเรายังมีความเป็นเด็กๆ อยู่ มันก็เลยต้องปรับแก้เยอะ ทั้งวิธีการพูด วิธีการเดิน วิธีการวางตัว

ถ้าให้เจเจเลือกเป็นหนึ่งในสี่ตัวละครนี้ได้หนึ่งปี อยากเลือกเป็นใคร เพราะอะไร

เจเจ – อยากเป็นไทเกอร์ครับ สนุก มีสาวๆ มีเงิน (หัวเราะ)

คิดยังไงกับการที่แฟนคลับจิ้น #แตงโมเลิฟ

เจมส์ – ก็อินครับ ใช่! ก็ต้องอิน ผมว่าเราควรจะต้องดีใจนะที่ทำให้คนรู้สึกร่วมไปกับตัวละครได้มากขนาดนั้น คือสมมติว่าการที่เล่นแล้วคนไม่อินเลย ไม่มี #แตงโมเลิฟ เลย แสดงว่าซีรีส์เราห่วยนะ (หัวเราะ) หมายถึงว่าทำแล้วคนไม่อิน อะไรแบบนี้ ทำแล้วคนไม่ชอบ

เพราะเคมีด้วยมั้งครับ ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง มองในแง่ดี การที่คนจิ้นกัน ผมว่ามันก็เป็นความสุขให้เขา มันก็เป็นความสุขของเราเหมือนกัน

เจเจ – ผมว่ามันประสบความสำเร็จนะ ตอนแรกที่เราถ่ายทำ เราไม่นึกว่ามันจะมาได้ถึงขนาดนี้ด้วยซ้ำ แล้วพอออกไปแล้วกระแสมันดี คนเริ่มจิ้น #แตงโมเลิฟ มันก็เลยแสดงว่าเราทำมันได้ถึงอารมณ์คนดู

#เจเจเจมส์

ในความคิดของทั้งคู่ คิดว่าคำว่า Great Men คืออะไร

เจมส์ – Great Men คือคนนี่แหละครับ ที่ดีทั้งภายในและภายนอก รวมกันก็กลายเป็น Great Men หลักๆ คือต้องดีจากภายในแหละ แล้วมันก็จะเท่ออกมาภายนอก แต่ว่าถ้าเราดูแลรักษาข้างนอกให้มันดูดีไปด้วย มันก็จะเหมือนแอปเปิลลูกหนึ่งที่มันสวยทั้งข้างนอก และรสชาติข้างในก็อร่อย

เจเจ –  Great Men ในความคิดของผมคือคนที่ใส่ใจผู้อื่นครับ คนที่คอยมอง คอยสังเกตความรู้สึกของคนรอบข้าง

แล้วเจเจคิดว่า กุลสตรีแบบไหนที่คิดว่า นี่แหละ “เลิฟ” ใน The Great Men Academy

เจเจ –  มีความตุ้งติ้ง เพ้อฝัน อยูในโลกจินตนาการมากกว่าโลกความจริง (หัวเราะ)

อัพเดทผลงานของทั้งคู่

เจมส์ – ถึงตอนนี้จะอยากมาทางด้านศิลปิน แต่ก็ไม่ทิ้งงานการแสดง ย้ำกับทุกคน ย้ำเสมอว่ายังไม่ทิ้งงานการแสดง แล้วก็พร้อมที่จะกระโจนลงไปทำอะไรใหม่ๆ เสมอ คำว่าศิลปินของผมคือ ไม่ใช่ว่าเราจะมาทางนักร้องอย่างเดียว แต่ศิลปินคือ การที่เราเป็นศิลปินในแบบของเรา ทำทั้งงานแสดง ทำทั้งงานเพลง แค่ตอนนี้อยากจะลองมาเน้นด้านเพลง แต่ก็ยังไม่ทิ้งการแสดง

เจเจ – ตอนนี้กำลังจะเตรียมตัวถ่ายซีรีส์ของช่อง ONE ครับ ชื่อว่า “Angel Beside Me เทวดาท่าจะรัก” ตอนนี้อยู่ในช่วง Workshop ครับ แล้วเดี๋ยวก็จะมี “ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะมูฟวี่” ด้วย จะเข้าโรงประมาณน่าจะวันที่ 5 ธันวาคม ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนะครับ แล้วผมก็กำลังจะเริ่มทำโปรเจ็กท์เพลงที่ไปร่วมมือกับบริษัทอื่น และกับที่ทำเองด้วย ก็อยากให้รอติดตามกันครับ

มีอะไรที่จะฝากถึงแฟนคลับของทั้งคู่บ้างไหม

เจมส์ – ก็…ฝากอะไรดีล่ะ…ก็ฝากว่าต่อไปนี้จะพยายามทำสิ่งที่ดีๆ พยายามทำสิ่งที่เซอร์ไพรส์ทุกคนออกมาเหมือนเดิม อยากจะทำสิ่งที่ดีๆ ให้คนยอมรับ จะพยายามทำสิ่งนั้นมาให้ได้ ก็อยากจะให้รอติดตามกัน อยากจะให้คอยเป็นกำลังใจด้วย

เจเจ – ก็อยากขอบคุณทุกคนที่คอยสนับสนุนผม แล้วผมรู้สึกว่า ความเป็นตัวผมเปลี่ยนแปลงไปทุกวันครับ แต่ว่าก็ยังมีแฟนคลับที่เข้าใจและยังรักเรา เพราะว่าตอนแรกที่ผมเข้าวงการมา ผมอายุ 16 ตอนนี้จะ 23 แล้ว มันก็จะมีคนที่ตามผมมาตั้งแต่อายุ 16 พอจนถึงตอนนี้ก็ยังอยู่ ผมก็เลยรู้สึกว่า ไม่ว่าเราจะโตแค่ไหน เราจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน เขาก็ยังรักเรา

แล้วก็ขอขอบคุณแฟนๆ ที่สนับสนุนผลงานของผมทุกอย่าง ก็หวังว่าในอนาคตแฟนๆ ก็จะคอยติดตามผลงานของผมตลอดไป แล้วก็สัญญาว่าจะทำผลงานที่ดีออกมาให้ได้รับชมกันครับ


– คุยนอกเรื่อง –

พอมีคนจิ้น #แตงโมเลิฟ แล้วมันก็จะมีคนจิ้น #เจเจเจมส์ ตามมาด้วย

เจมส์ – เพราะเราเป็นแฟนกันจริงๆ ครับ (ยิ้ม) คบกันอยู่เงียบๆ แบบไม่ให้ใครรู้ ใช่ไหมเจ…

(เริ่มสงสัย) อันนี้คือจริงๆ…

เจมส์ – จริงๆๆ เรื่องจริง

เจเจ – บอกแบบนี้เขาก็รู้หมดสิ (ยิ้ม)

เจมส์ – เออ…ไม่ได้ จริงๆ ไม่ได้คบกัน แค่สนิทกันเฉยๆ สนิทกัน (ยิ้ม)

(อึ้ง…)


– คลิปสัมภาษณ์สุด Exclusive –

กุลสตรี x เจเจ-เจมส์ กับ สัมภาษณ์สุดพิเศษและกิจกรรมสุดอึ้ง


กุลสตรี ฉบับที่ 1129 เดือนพฤษภาคม 2562 #เจเจเจมส์
วางแผงแล้ววันนี้ หรือสามารถสั่งซื้อโดยตรง คลิกที่นี่ 

#เจเจเจมส์

[Sassy_Social_Share]
1313