ในวันที่โลกเต็มไปด้วยพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง และเส้นแบ่งบทบาทระหว่างผู้หญิงและผู้ชายก็เริ่มจางหายลงไปทุกที ภาพของผู้หญิงเก่งที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ไปพร้อมๆ กับผู้ชาย จึงกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการบ่งชี้ความสำเร็จที่วัดกันด้วยความสามารถมากกว่าที่จะมาตัดสินกันด้วยเพศดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งก็คงไม่ต่างจากผู้หญิงทันสมัยอย่าง “เฟิร์น-แพรววลิน พัทโณ” ที่เลือกกำหนดนิยามของความเป็นผู้หญิงเก่งและแกร่งด้วยความสามารถและประสบการณ์การใช้ชีวิตในแบบฉบับของเธอเอง

แม้งานธุรกิจด้านโรงงานอุตสาหกรรมจะดูเป็นงานที่หนักหนาในความคิดของใครหลายคน แต่สำหรับผู้หญิงอย่างเฟิร์น ในความคิดของเธอแล้ว งานทุกงานล้วนเป็นความท้าทายที่จะสอนให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และมีโอกาสได้พัฒนาตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ

“ปัจจุบันเฟิร์นและสามี เราทำธุรกิจของเราเองหลายอย่างค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นธุรกิจด้านการผลิตสินค้าต่างๆ ซึ่งเราก็จะมีการสร้างโรงงานของเราเองโดยเฉพาะ โดยที่สามีก็จะดูแลเรื่องการออกแบบ เพราะเขาเรียนจบมาด้านวิศวกรรมศาสตร์ ส่วนเฟิร์นก็จะดูแลในเรื่องบัญชีและการเงิน เพราะเฟิร์นเรียนจบด้านเศรษฐศาสตร์และด้าน Management Technology ค่ะ”

“และถึงแม้ว่างานของเฟิร์นจะเป็นเรื่องบัญชีและการเงิน แต่เฟิร์นก็ต้องเข้าไซต์งานและโรงงานเกือบทุกวัน เพราะเราก็ต้องไปตรวจตรารายละเอียดความเรียบร้อยของงานในด้านอื่นๆ ด้วย หรือบางทีก็มีที่ต้องไปคุยงานกับลูกค้า เรียกได้ว่างานอื่นๆ ที่เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เฟิร์นก็ต้องคอยดูและช่วยสามีอีกแรงหนึ่งด้วยค่ะ เพราะอันที่จริงแล้ว ในความคิดของเฟิร์น ความสำเร็จในชีวิตของผู้ชาย โดยเฉพาะในแง่ของคนที่เป็นสามีแล้ว แรงสนับสนุนหรือการซัพพอร์ทจากผู้หญิงที่เป็นภรรยา ก็คือองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของความสำเร็จ เหมือนเราเป็นคนที่คอยเติมเต็มในจุดเล็กๆ ที่เขาอาจมองข้ามหรือมองไม่เห็น”

 

Q: แล้วการที่สามีกับภรรยาต้องมาทำงานด้วยกันแบบนี้จะทำให้เกิดปัญหาบ้างหรือเปล่า

“จริงๆ ในแง่ของการทำงาน ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเฟิร์น คิดว่ามันเป็นเรื่องปกตินะคะ อย่างสไตล์การทำงานของสามีเฟิร์น เขาก็จะเป็นสไตล์สบายๆ ในขณะที่เวลาทำงาน เฟิร์นจะค่อนข้างเข้มงวดในเรื่องกฎระเบียบต่างๆ ลูกน้องส่วนใหญ่ก็เลยจะค่อนข้างกลัวเรามาก (หัวเราะ) แต่จริงๆ ที่เราเข้มงวดก็เพราะเราอยากให้งานออกมาดีและมีคุณภาพมากกว่าค่ะ”

“ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องการทำงานระหว่างเฟิร์นกับสามี บางทีก็จะเป็นเรื่องความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันหรือสไตล์การทำงานที่แตกต่างกัน ก็อาจจะมีเถียงกันบ้าง (หัวเราะ) หรืออย่างบางทีงานในบางจุด เรารู้ว่าความคิดของเขากับเรามันไม่ตรงกัน ถ้าคุยกันต้องมีปัญหากันแน่ๆ เราก็ต้องให้หัวหน้าเขาไปคุย หรือบางอย่างเราเลี่ยงได้ เราก็เลี่ยงที่จะไม่พูด ให้คนอื่นพูดแทน คนที่เขาคุยกันแล้วเข้าใจ คือเรียกได้ว่าสุดท้ายแล้วเราทั้งคู่ก็จะมีวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้มันลุล่วงไปได้ด้วยดี ที่สำคัญคือ เราทั้งคู่จะไม่เอาปัญหาเรื่องงานกลับมาที่บ้านเด็ดขาดค่ะ คือเราจะแบ่งแยกชัดเจนว่าเวลาทำงานเราก็จะเต็มที่กับงาน แต่เมื่อไหร่ ที่เป็นเวลาส่วนตัวหลังจากเวลางาน เราก็จะไม่เอาเรื่องงานมาปะปนเลยค่ะ”

และถึงแม้ว่าทั้งคู่อาจจะมีความไม่เข้าใจกันบ้างในบางครั้งเรื่องการทำงาน ทว่าในฐานะสามีภรรยา ทั้งคู่กลับมีความ เข้าอกเข้าใจกันเป็นอย่างดี อีกทั้งยังถือว่าเป็นคู่บ่าวสาวหมาดๆ เพียงแค่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เอง

“เฟิร์นกับสามี เราคบกันเป็นแฟนมา 4-5 ปี และเพิ่งจะแต่งงานกันได้ไม่นาน จริงๆ ตั้งแต่ตอนที่เราเริ่มคบกัน เราทั้งคู่ต่างก็ยอมรับในข้อดีและข้อเสียที่แต่ละฝ่ายมีอยู่แล้ว การที่เราจะคบใครสักคน เราต้องกล้าที่จะยอมรับทั้งข้อดีและข้อเสียของอีกฝ่ายหนึ่งให้ได้ ความสัมพันธ์มันถึงจะไปได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่มีใครหรอกที่จะสมบูรณ์ 100% แม้กระทั่งตัวเฟิร์นเองก็ไม่สามารถทำตามสิ่งที่คิดได้ทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรู้จักและยอมรับตัวเราเองให้ได้ค่ะ ในขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับและเข้าใจในตัวตนของอีกฝ่ายให้ได้ด้วยค่ะ”

Q: และในฐานะคู่แต่งงานหมาดๆ เราจึงอยากทราบถึงความเป็นไปในแง่ของชีวิตคู่หลังการแต่งงานนั้น แตกต่างกับชีวิตคู่รักก่อนแต่งงานหรือไม่อย่างไร

“จริงๆ ชีวิตครอบครัวที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ก็เป็นไปตามที่เฟิร์นคาดหวังเอาไว้นะคะ เพราะคุณพ่อเฟิร์นท่านจะสอนอยู่เสมอว่า เราเป็นผู้หญิง เราก็ต้องทำหน้าที่แม่บ้านได้ ต้องซักผ้า ถูบ้าน กวาดบ้าน ทำกับข้าวได้ ส่วนผู้ชายก็ต้องทำหน้าที่ในความเป็นพ่อบ้านได้เช่นกัน อย่างก๊อกน้ำเสียก็ต้องซ่อมได้ หลอดไฟขาดก็ต้องเปลี่ยนได้ ซึ่งเฟิร์นก็โชคดีมากนะ เพราะสามีเขาก็ทำหน้าที่พ่อบ้านได้ดีมาก”

“แต่สิ่งที่เฟิร์นคิดว่าเราทั้งคู่โชคดียิ่งไปกว่านั้นก็คือ เราทั้งคู่เลือกที่จะเรียนรู้ในบทบาทที่แตกต่างของตัวเองด้วย อย่างสามีเฟิร์นเขาก็ทำกับข้าวเป็นนะคะ เขาก็ไม่ได้มองว่างานแบบนี้คืองานของผู้หญิง หรืออย่างตัวเฟิร์น งานช่างบางอย่างเราก็ต้องทำให้เป็น ต้องรู้ที่จะแก้ปัญหาเบื้องต้น ไม่ใช่รอแต่ความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ เพียงอย่างเดียว”

“เฟิร์นคิดว่าสมัยนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย คุณก็ต้องรู้จักบาลานซ์ชีวิตให้ได้ทั้งงานในบ้านและงานนอกบ้าน ต้องรู้จักฝึกฝนตัวเองให้ทำสิ่งต่างๆ ได้โดยที่ไม่มานั่งยึดติดว่านี่เป็นเรื่องของผู้หญิงหรือเรื่องของผู้ชาย อย่าลืมว่าถ้าเราสามารถเรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเองโดยที่ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ตัวเราเองนี่แหละค่ะที่จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และไม่ต้องคอยกังวลกับปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกด้วยค่ะ”

เห็นเต็มที่ทั้งการทำงานและการดูแลครอบครัวแบบนี้ แต่ในมุมของการดูแลตัวเองในด้านต่างๆ เฟิร์นก็ทำหน้าที่ในบทบาทของความเป็นผู้หญิงที่รักสวยรักงามได้อย่างเต็มร้อยเช่นกัน

“ถ้าเป็นเรื่องการแต่งตัวก็คงต้องบอกว่ามีความหลากหลายและขึ้นอยู่กับกาลเทศะมากกว่าค่ะ เช่น ก็ต้องดูว่าวันนี้เราจะไปที่ไหน ไปทำอะไรบ้าง อย่างถ้าต้องไปไซต์งานก็จะเลือกใส่เดรส เพราะเราทำงานเราก็ต้องเตรียมพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ว่าเราอาจจะต้องไปเจอลูกค้าด้วย เพราะฉะนั้นก็ต้องแต่งตัวเผื่อไว้นิดหนึ่งค่ะ”

“ส่วนเรื่องแบรนด์เสื้อผ้า เฟิร์นจะเน้นแบรนด์ของดีไซเนอร์ไทยเป็นส่วนใหญ่ เพราะรู้สึกว่าดีไซเนอร์ไทยจะมีความเข้าใจสรีระของผู้หญิงไทยได้ดีกว่า บางทีซื้อแบรนด์นอกมาก็ต้องมาปรับแก้ไขไซส์ มันก็ไม่สะดวกค่ะ เฟิร์นเป็นคนที่แต่งตัวตามอารมณ์ในแต่ละวันที่ตื่นมาด้วย อย่างแบรนด์ Vatanika ชอบที่ใส่แล้วเรารู้สึกว่าตัวเองดูสวยเซ็กซี่ขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ส่วนถ้าวันไหนอยากได้สไตล์ผู้หญิงๆ หน่อย ก็จะชอบใส่แบรนด์ Poem ค่ะ”

“ส่วนพวกเครื่องประดับที่เป็นจิวเวลรี่ เฟิร์นจะชอบเพชร ผู้หญิงก็มักจะชอบอะไรที่มันวิบๆ วับๆ หน่อยอยู่แล้ว และเพราะรู้สึกว่าเป็นอัญมณีที่มีความคลาสสิกและสวมเข้ากับเสื้อผ้าได้ทุกสไตล์ ที่สำคัญคือ เพชรเป็นอัญมณีที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี ให้กับเราได้อีกด้วยค่ะ”

“ส่วนแอคเซสเซอรี่อื่นๆ อย่างกระเป๋าและรองเท้า เฟิร์นก็จะดูที่ดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นหลักค่ะ อย่างรองเท้าก็จะเลือกที่ใส่แล้วรู้สึกสบายได้ตลอดทั้งวัน ชอบที่สุดคือ YSL คือผ่านการลองมาหลายแบรนด์แล้ว แบรนด์นี้คือใส่สบายแล้วก็ไม่กัด เดินคล่องเดินได้ทั้งวัน ไม่เมื่อยไม่กัด ส่วนกระเป๋าที่ชอบก็คือ Hermes ค่ะ เพราะรู้สึกว่าเป็นกระเป๋าที่ใช้งานได้คุ้มค่าและทนทาน ดีไซน์ก็ไม่หวือหวามากและสามารถมิกซ์แอนด์แมตช์กับการแต่งตัวได้ง่ายด้วยค่ะ”

“สำหรับการดูแลผิวพรรณ จริงๆ แล้วเฟิร์นก็ไม่ได้ไปทำอะไรมากมาย ก็ดูแลแบบปกติทั่วไปค่ะ สกินแคร์ที่ใช้หลักๆ เลยคือ SKII แต่ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือครีมกันแดด ซึ่งก็ใช้ La Mer มาตลอด แต่ล่าสุดลองใช้ของแบรนด์ Supergood เพราะใช้ตามก้อย-รัชวิน คือเราเป็นเพื่อนกัน แล้วเห็นว่าช่วงที่เค้าวิ่งกับพี่ตูนบ่อยๆ แต่ผิวเค้าไม่คล้ำเลย ก็เลยอยากลองกับตัวเองดูบ้าง อีกอย่างเราต้องไปออกไซต์ตรวจงานบ่อยๆ ครีมกันแดดนี่คือต้องทาบ่อยๆ ต้องเลือกที่ดีที่สุดค่ะ”

“ส่วนเมคอัพที่ขาดไม่ได้ก็คือลิปสติกค่ะ มีเยอะมาก ในกระเป๋าต้องมีพกติดตัวตลอด ส่วนตัวแล้วเฟิร์นคิดว่าลิปสติกสามารถบอกอารมณ์เราได้ว่าวันนี้เราอารมณ์ประมาณไหน และเป็นเมคอัพที่สื่อถึงความเป็นผู้หญิงได้ดีที่สุดอีกด้วยค่ะ”

เรื่องและสไตล์ : Cedar ภาพ : ธนัท เตรียมชาญชูชัย

[Sassy_Social_Share]
56