ปีที่แล้ว เอสม่อน – กัญญ์วรา แก้วจีน ผิดหวังจากการประกวดมิสทิฟฟานี่ อินเตอร์แนชั่นแนล 2017 ไปอย่างน่าเสียดาย แต่เธอไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะถอดใจยอมแพ้ ตรงกันข้าม เธอตั้งเป้าหมายและเตรียมตัวเพื่อหวังจะลงประกวดในปีถัดไป

ปีนี้ ผลจากการเตรียมตัวเตรียมใจ และมุ่งมั่นเพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด ทำให้เธอได้สวมมงกุฎและสายสะพาย กลายเป็นมิสทิฟฟานี่ประจำปี 2561 ได้อย่างสง่าผ่าเผย โดยเฉพาะจุดเด่นของเธอที่ไม่ใช่แค่หน้าตาที่สวย รูปร่างสง่างาม ภาพลักษณ์เลิศหรูดูแพง แต่เป็นทัศนคติและความคิดของเธอในรอบตอบคำถาม ที่เอาชนะใจกรรมการจนต้องสวมมงให้เธอ

ในซีรีส์ LGBTQIA+ The Series [2] “มิสทิฟฟานี่ในโลกธรรมดา” เราจึงชวนเอสม่อนมานั่งจิบชาร้อน สัมภาษณ์ลงลึกในแบบที่ไม่ต้องเลือกคำถาม ไม่มีเวลาจำกัด และไม่มีใครตัดสิน เกี่ยวกับเรื่องความคิด ชีวิต และความต้องการของชาว LGBT ในแบบที่เธอเป็น และฟังเธอยืนยันว่า เมืองไทยนี่แหละ คือที่ที่ LGBT จะใช้ชีวิตในโลกธรรมดาได้อย่างเป็นสุข

เอสม่อน มิสทิฟฟานี่ 2018

Q: ทำไมถึงอยากเข้าประกวดมิสทิฟฟานี่
จริงๆ เป็นความฝันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เพราะเวทีมิสทิฟฟานี่ เพราะว่าเป็นเวทีเดียวที่เปิดโอกาสให้กลุ่ม LGBT ได้แสดงความสามารถ แล้วก็มีรุ่นพี่มาชักชวนเข้ามา ก็เลยทำให้รู้สึกว่ามันเป็นโอกาสที่ดี เราก็เลยคว้าโอกาสนี้ไว้

Q: หลังจากได้ตำแหน่งแล้วชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง
เปลี่ยนค่ะ แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก แค่มีคนรู้จักมากขึ้น ทำอะไรก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น เรื่องการแต่งหน้าทำผม หรือเรื่องของการดูแลตัวเองก็ต้องดูแลเป็นพิเศษมากกว่าเดิม

Q: รู้มาว่าเคยเข้าประกวดปีที่แล้วด้วย ทำไมถึงอยากเข้าประกวดอีกรอบในปีนี้
เราอยากกลับไปแก้ไขมากกว่า เพราะว่าพอเราลองกลับไปย้อนดูในปีนั้น เราถึงรู้ว่าตรงไหนทำไม่ได้ หรือควรปรับปรุงตรงไหนบ้าง เราก็เลยรู้สึกว่าอยากจะลองอีกสักปีนึง ไม่อยากเว้นว่างไปเฉยๆ พอรู้ข้อผิดพลาดก็เลยกลับมาปรับปรุงแก้ไข เริ่มหนึ่งใหม่ในปีนี้

Q: ปีที่แล้วมีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง
อย่างตอนปี 2017 เราค่อนข้างที่จะสนุกกับการประกวด อย่างเช่นที่มีคนพูดกันถึงน้องคนหนึ่งที่ทำผมแอฟโฟร่ หัวหยิกฟู มาประกวดมิสทิฟฟานี่ 2017 ด้วย ซึ่งมันเป็นความสนุกที่ส่วนตัวไปหน่อย จนเราลืมไปว่ามันอาจจะเกินงาม หรือเกินความสวยไปนิดนึง ปีนี้เราเลยกลับไปมองจุดสำคัญให้มากขึ้นว่า เวทีนางงามไม่ใช่เวทีแฟชั่นที่จะต้องเล่นสนุกไปกับมัน ทำให้เรากลับไปปรับปรุงแก้ไขแล้วก็กลับไปประกวดอีกครั้ง

Q: หลังจากได้ตำแหน่งแล้ว มีแผนหรือมีความคิดจะทำอะไรต่อไป
จริงๆ แล้วแรกเริ่มเลยคืออยากจะเป็นนางแบบ ไม่ได้อยากจะเป็นนางงาม แต่ว่าในวงการบันเทิง มีคนกลุ่ม LGBT ค่อนข้างน้อย ซึ่งเวทีนี้เป็นเหมือนเป็นเวทีที่จะทำให้เราก้าวขึ้นมาอีกก้าวหนึ่ง ให้เราได้ต่อยอดไปสู่การเป็นนางแบบได้ ก็เลยวางแผนไว้ว่า ปีหน้าหลังจากอำลาตำแหน่งแล้วก็อยากจะลองสายแฟชั่น เดินแบบดูบ้าง

Q: ถ้ามีโอกาสได้ผลักดันโครงการหรือว่าแคมเปญเกี่ยวกับ LGBT ในเมืองไทย ในฐานะมิสทิฟฟานี่ เอสม่อนอยากผลักดันประเด็นไหนมากที่สุด
เอาจริงๆ ม่อนอาจจะไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือกลุ่ม LGBT โดยตรง เพราะว่าสำหรับม่อนมองว่ากลุ่ม LGBT ไม่ได้แปลกหรือแตกแยกจากคนอื่น จริงๆ แล้วม่อนอยากจะช่วยเหลือทุกองค์กรเลย ไม่ว่าจะเป็น เด็ก ผู้หญิงหรือผู้ชาย คนพิการที่อยู่ในประเทศไทย เพราะว่าจริงๆ แล้ว เราควรที่จะช่วยทุกๆ เพศ เพราะว่ายิ่งเราช่วยแต่เฉพาะกลุ่มของเรากันเอง จะทำให้เราถูกมองว่าเป็นที่เห็นแก่ตัว

Q: คิดอย่างไรกับการที่มีคนบอกว่า เมืองไทยเป็นสวรรค์ของคนข้ามเพศ
ม่อนว่าก็เป็นสิ่งที่ดีนะคะ ที่เขามองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เสรีของเพศทางเลือก ทำให้คนอื่นมองว่าประเทศเราเปิดโอกาสมากขึ้น และทำให้ทุกคนมีความกล้าที่จะแสดงออกมาในตัวตนที่เราเป็น แม้ว่าในสังคมไทยนั้นอาจจะเปิดกว้าง การแสดงออกทางเพศ อย่างเช่นในเรื่องการแต่งกาย ที่อาจจะมีข้อจำกัดทางกฎหมายบ้าง แต่เราก็ไม่ได้ว่าตรงนั้นเป็นปัญหา เพราะม่อนรู้สึกว่า แม้ว่าเราจะเป็น LGBT แต่เราก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่าปกติเลย อย่างตัวม่อนเกิดมา 21 – 22 ปี แล้วม่อนก็ยังใช้ชีวิต ปฏิบัติตัวตามกฎหมายทุกอย่างได้อยู่ ประเทศไทยจึงเป็นเมืองที่ดีและเป็นเมืองที่สวยงามไม่ว่าสำหรับเพศไหนก็ตาม

Q: ปัจจุบันยังเจอคนที่เขาไม่เข้าใจในตัวเราบ้างไหม
ก็ยังมีอยู่บ้าง แต่ปัจจุบันค่อนข้างน้อยแล้ว เพราะว่าทุกวันนี้สื่อ หรือวงการบันเทิง ค่อนข้างที่จะให้กลุ่ม LGBT ได้แสดงความสามารถมากขึ้น นอกจากว่าเป็นแค่ช่างแต่งหน้าทำผมเบื้องหลังอย่างเดียว ตอนนี้ก็มีพรีเซนเตอร์สินค้าที่เป็นสาวประเภทสองได้มาแสดงความสามารถแล้ว ซึ่งม่อนมองว่า คนในปัจจุบันที่จะเห็นว่าสาวประเภทสองเป็นสิ่งที่ผิด หรือขัดแย้งกับเพศจริงๆ มันเริ่มน้อยมากแล้ว

เอสม่อน มิสทิฟฟานี่ 2018

Q: ในการเป็นหญิงข้ามเพศของเอสม่อน มีจุดที่ทำให้เรารู้สึกว่าลำบากในการใช้ชีวิตบ้างไหม
ม่อนว่าตอนที่โตขึ้นมา ก็ไม่ได้ลำบากแล้ว แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เราต้องก้าวข้ามเลยก็คือใจของตัวเองมากกว่า ว่าเรากลัวในสิ่งที่เราเป็นหรือเปล่า ซึ่งตอนเด็กๆ เราก็เป็นค่ะ ที่มีคนมาล้อว่า อีตุ๊ด อีกะเทย เรารู้สึกว่าเราไม่ชอบ เพราะมันทำให้เรารู้สึกแตกต่างจากคนอื่น เราไม่สามารถเล่นกับเพื่อนๆ ได้ พอเล่นกับผู้หญิงก็โดนว่าเป็นอีตุ๊ด พอไปเล่นกับผู้ชาย ผู้ชายก็ไม่เอา เพราะว่าเราก็เป็นผู้ชายที่อ่อนแอ กลายเป็นว่าตอนเด็กมันเลยเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เป็นสิ่งที่ข้ามผ่านยากที่สุด แต่พอโตมาก็รู้สึกว่า เรามีวิธีการคิดที่เปลี่ยนไป เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็สามารถแต่งหญิง ใช้ชีวิตอย่างผู้หญิงคนหนึ่งได้อย่างปกติ พอเราโตขึ้นเราก็จะค่อยๆ ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมและสภาพสังคมได้อย่างดี

Q: มีความรู้สึกอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างไหม
อาจจะมีตอนเด็กๆ ที่อาจจะสับสนบ้าง ด้วยความที่เราจะมีพี่เป็นผู้ชาย แล้วเราก็มีเพื่อนข้างบ้านที่เป็นผู้หญิง ก็จะมีบ้างช่วงที่เราเล่นหม้อข้าวหม้อแกง หรือช่วงนึงก็จะยิงนก เล่นยิงปืน ใส่รองเท้าสตั๊ตเตะบอลบ้าง เลยมีช่วงนึงที่เรารู้สึกว่า เอ๊ะ เราเป็นอะไรกันแน่ แต่พอโตขึ้นมามันก็เริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า เราชอบรักสวยรักงามมากกว่า และก็มีนิสัยลุยๆ ม่อนรู้สึกว่ามันก็เป็นสิ่งที่ดี ที่เราค่อนข้างจะมีความอ่อนโยนเหมือนผู้หญิง และก็มีความแข็งแกร่งเหมือนผู้ชาย ม่อนว่าตัวเราเองจะตอบตัวเองได้ดีที่สุดแล้วเราเป็นอะไร เราจะเลือกทางไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดเลยเราจะต้องมีความดีในตัวว่าเราปฏิบัติยังไงให้คนในสังคมไม่รังเกียจเราไปมากกว่าเดิมอีก  แค่เป็นเพศอย่างนี้เราก็ถูกสังคมหารครึ่งจากเพศหญิงและเพศชายอยู่แล้วแต่เราต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมหรือว่าปฏิบัติในชีวิตทั่วไปโดยไม่ทำร้ายใคร

Q: คิดอย่างที่คนทั่วไปจะมองว่า กลุ่มLGBT มีชีวิตที่โฉ่งฉ่าง มีสีสัน
จริงๆ แล้วม่อนว่ากลุ่ม LGBT เป็นเพศที่คิดบวกมากกว่า แล้วก็อยู่กับใครก็มักจะทำให้คนนั้นมีความสุข ม่อนว่ามันเป็นสีสันที่ทำให้เพศชายและเพศหญิงมาอยู่ในตัวเรา แล้วก็ทำให้พวกเราสามารถเข้ากันได้ในมนุษยชน และอยู่ในกรอบในสังคมเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเสียงเฮฮา ม่อนว่าเป็นเพศที่สร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้ทุกคนมากกว่า

Q: ชีวิตของเอสม่อน เป็นแบบนั้นไหม
เป็นค่ะ เราก็จะเฮฮาบ้างในกลุ่มเพื่อนที่เราสนิท แต่ถ้าอยู่ข้างนอกเราก็เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยที่จะแสดงกริยาอะไรมาก เป็นคนที่ชอบอะไรเรียบง่าย แต่ถ้าอยู่กับเพื่อนก็จะเฮฮาปาร์ตี้เลย สร้างเสียงหัวเราะเฮฮาปกติเลย

Q: ถ้าสมมติว่ามีกฎหมายที่เกี่ยวกับคนเพศเดียวกันออกมา เช่นการเลือกใช้คำนำหน้าได้ แต่งงานกับเพศเดียวกันได้ เอสมอนคิดว่าชีวิตของคนที่เป็น LGBT จะดีขึ้นอย่างไร
ก็น่าจะดีขึ้นค่ะ สำหรับมุมมองของม่อน มันก็มีทั้งแง่ดีและแง่ไม่ดีอยู่ร่วมกัน ม่อนว่ามันก็เป็นสิ่งที่ดีขึ้น เพราะว่ามันก็จะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น อย่างเช่น ไปต่างประเทศเราก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับคำนำหน้าชื่อในพาสสปอตว่าทำไมร่างกายเราเป็นผู้หญิง แต่ทำไมในพาสสปอตถึงเป็นนาย มีปัญหาตรงนี้ค่อนข้างบ่อยมากๆ ในกลุ่ม LGBT โดยตรง ม่อนว่าถ้ามีก็จะทำให้ไปไหนมาไหนสะดวกมากขึ้น แต่มันก็อาจจะมีสิ่งที่ไม่ดีบ้าง อย่างเช่นการปลอมแปลงตัวตนที่ง่ายขึ้น หรือกฎหมายบางอย่างที่ยังไม่ครอบคลุมตรงนี้เท่าไร ในเรื่องของการใช้คำหน้า ถ้ากฎหมายออกหมายออกมาก็ยินดีที่จะยอมรับค่ะ แต่ว่าก็ต้องมีสิ่งที่มาแก้ไขจุดบกพร่องให้รัดกุมมากขึ้น และต้องมีข้อแบ่งแยกให้ชัดเจนมากขึ้น

Q: ในฐานะที่เอสมอนเป็นสตรีข้ามเพศ อะไรเป็นความฝันหรือความต้องการสูงสุด
จริงๆ ม่อนไม่ได้อยากเปลี่ยนกฎหมายในประเทศไทย แต่ม่อนอยากเปลี่ยนใจคนมากกว่า ให้ยอมรับเรามากขึ้น และเห็นว่าเราเป็นเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง หรือเป็นมนุษย์คนหนึ่งก็ได้ ไม่ต้องมองว่าเราเป็นคนพิเศษ หรือว่าเราจะต้องดูเด่น หรือต่างจากใคร แค่มองเห็นว่าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ใช้ชีวิตทั่วไปได้อย่างคนปกติเท่านั้นเอง

Q: คิดยังไงกับการที่มีคนบอกว่า LGBT ที่มักจะได้รับการยอมรับ จะต้องเป็นคนหน้าตาดี หรือไม่ก็ต้องตลก
จริงๆ มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่สังคมไทยค่อนข้างที่จะยอมรับคน ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตามจากรูปร่างหน้าตาเป็นอันดับแรก แต่ว่าจริงๆ แล้วก็อยากให้มองที่ประสิทธิภาพหรือผลงานที่เขาทำออกมาดีกว่า ว่ามันเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับได้ไหม เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณีไหม ม่อนไม่อยากให้มองว่าสาวประเภทสองต้องเป็นเพศที่ตลกเท่านั้นถึงจะถูกยอมรับ เพราะมันทำให้รู้สึกว่าเรากลายเป็นตัวตลก ทำให้ถูกมองว่าสาวประเภทสองทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเป็นตัวตลก ม่อนว่าจริงๆ แล้วสาวประเภทสองก็เป็นเหมือนคนทั่วไปที่ใช้ชีวิตอย่างคนปกติ สามารถทำอาชีพได้ทุกอาชีพ

เอสม่อน มิสทิฟฟานี่ 2018

Q: คิดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่คนที่เป็น LGBT ควรจะมีในการใช้ชีวิต
เราต้องไม่รู้สึกว่าเราแตกต่าง นั่นคือสิ่งแรกเลยที่กลุ่ม LGBT ต้องมี  ต้องไม่รู้สึกว่าเราแตกต่าง หรือน้อยเนื้อต่ำใจว่าทำไมเราถึงเกิดมาเป็นแบบนี้ เราต้องรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น และก็เมื่อเราเกิดมาแล้วเราต้องโฟกัสว่าฉันเกิดมาเพื่ออะไร เพื่อใคร เรายังมีพ่อแม่ที่ยังคอยอยู่ข้างหลังเรา คอยช่วยเหลือและเป็นห่วงเรา เราต้องเชื่อมั่นว่าเราจะเป็นคนๆ หนึ่งที่ทำให้สังคมดีขึ้นได้

Q: ฝันอยากมีครอบครัวเป็นของตัวเองบ้างไหม
ฝันค่ะ ก็อยากมีลูก จริงๆ แล้วเป็นคนชอบเด็ก อยากมีครอบครัวเหมือนเพศทั่วๆ ไป อยากมีความสุข อยากลองเลี้ยงลูกดูว่าเราสามารถเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้โตเป็นผู้ใหญ่ในสังคมได้ไหม

Q: คิดว่าครอบครัวในฝันของเอสม่อนจะเป็นยังไง
จริงๆ เราก็อยากเลี้ยงลูกแบบตามใจลูกนั่นแหละ เพราะว่าเราก็ถูกกีดกันมาตั้งแต่เด็ก เรารู้สึกว่าสังคมค่อนข้างที่จะรังแกเรา เราก็เลยรู้สึกอยากให้ลูกมีอิสระกับสิ่งที่เขาเลือกในชีวิต แล้วก็คอยดูลูกอยู่ห่างๆ เลี้ยงลูกแบบเพื่อน คิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดีและทำให้ลูกเข้าใจ เติบโตไปพร้อมกับเรา แล้วเราก็จะได้เรียนรู้ประสบการณ์อะไรจากลูกด้วย

Q: ถ้าเกิดมีลูกจริงๆ อยากบอกอะไรกับลูก
จริงๆ มันเป็นสิ่งที่ม่อนได้มาจากพ่อกับแม่เลยคือ เป็นอะไรก็ได้แต่ขอให้เป็นคนดี ซึ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่เราอยากบอกกับลูกเหมือนกันว่า เป็นอะไรก็ได้เลยลูก ขอให้เป็นคนดีของสังคมก็พอ

Q: ถ้ามีใครสักคนมาบอกว่าอยากเป็นเหมือนคุณ คุณจะบอกหรือแนะนำอะไรกับเขา
จริงๆ อยากจะบอกว่า เป็นตัวของตัวเองดีที่สุดค่ะ อย่าไปเหมือนใคร แต่ว่าอาจจะมีแนวคิดที่คล้ายๆ กับไอดอล เรามีเป้าหมายในชีวิตอย่างไร และตั้งใจ ค่อยๆ ปฏิบัติไปเรื่อยๆ และต้องมีความอดทนอดกลั้นที่จะต่อสู้ เพราะว่าเราอาจจะมี่คนที่ชื่นชอบได้ แต่ใช่ว่าจะเลียนแบบไปซะทุกอย่าง

Q: คิดว่าตัวเองที่เป็นแบบนี้ เป็นคนพิเศษหรือคนธรรมดาๆ
คิดว่าเป็นคนธรรมดาทั่วไป เพราะว่าทุกวันนี้เราอยู่ในกรอบที่เรียกว่ามิสทิฟฟานี่ เพราะว่าเราเป็นมิสทิฟฟานี่แล้ว แต่พอกลับบ้านไป ก็เหมือนเราถอดหน้ากากออกน่ะค่ะ มันเหมือนหัวโขนที่เราใส่ไว้ พอกลับบ้านไปก็ถอดออก แล้วก็กลายเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เราสามารถเดินข้างทางได้ เราสามารถกินข้าว ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วๆ ไป ใส่รองเท้าแตะ แต่งตัวสบายๆ ไม่จำเป็นต้อง Keep look อยู่ตลอดเวลาก็ได้ เราเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบที่เยอะขึ้น แล้วเราก็เป็นคนที่สังคมรู้จักมากขึ้นเท่านั้นเอง

Q: คนที่เป็น LGBT มักจะโดน Stereotype ว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ คิดอย่างไร / ต้องใช้ชีวิตอย่างไร
อย่างที่บอกว่า การเกิดมาเป็น LGBT  ไม่ได้มีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาคนบางกลุ่มตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะคนเขาก็จะมองพวกเราว่าเราเป็นคนไม่ดี เราเป็นพวกผิดเพศ จริงๆ ก็อยากจะบอกว่า ลองทำความรู้จักเราก่อนมั้ย ลองเรียนรู้ก่อนว่าเราเป็นคนยังไง ถึงแม้ว่าเราจะแตกต่าง แต่เราก็สามารถสร้างความสุขกับคนอื่นได้ อยากให้มองว่าลองมารู้จักกับเราก่อน ก่อนที่จะตีตราว่าเป็นคนไม่ดี

Q: รู้สึกว่าสังคมไทยมันเหมาะไหมกับการใช้ชีวิตของชาว LGBT
เหมาะมั้ย ม่อนคิดว่าเหมาะนะ เพราะม่อนก็ยังใช้ชีวิตได้อย่างปกติเหมือนคนทั่วไป สามารถแต่งหญิงได้โดยที่ไม่มีคนเอาหินมาปาใส่ หรือว่าไม่มีกฎหมายใดมาบอกว่าการเป็นสาวประเภทสองนั้นมันผิด หรือว่าการจะถูกลงโทษเหมือนในบางประเทศที่ยังไม่ได้ให้การยอมรับกลุ่มคน LGBT ก็ยังมีการเอาหินมาปาใส่ การถูกขับไล่อะไรแบบนี้ ซึ่งประเทศไทยไม่มีตรงนี้ ก็เลยทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ม่อนมองว่ามันโอเคแล้วสำหรับกลุ่ม LGBT ที่อยู่ในประเทศไทย

เอสม่อน มิสทิฟฟานี่ 2018

Q: คิดยังไงกับคำว่า “จะเป็นอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดีก็พอ”
ม่อนว่ามันใช้ได้จริง ม่อนว่ามันสามารถเป็นแรงผลักดันสำหรับกลุ่ม LGBT ที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีแรงลุกขึ้นต่อสู้ได้ เพราะว่าอย่างที่บอก เราโดนคำดูถูกมาตั้งแต่เด็ก เราโดนเพื่อนล้อ การใช้ชีวิตในการทำงาน ในสังคมก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ เพราะว่าสิ่งที่เราเป็นมันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับกันในสังคม แต่พอเรามาเจอคำนี้ เรารู้สึกว่า คนที่พูดคำนี้กับเราคือคนที่ให้แรงผลักดันเรา ให้เรามีแรงที่จะลุกขึ้นเพื่อต่อสู้และก้าวเดินต่อไปได้โดยที่ไม่ต้องสนใจคำดูถูก เราเลยรู้สึกว่ามันเป็นแรงกระตุ้นที่ดีค่ะ

Q: คิดยังไงกับการที่ดูเหมือนว่าสังคมทั่วไปจะยอมรับ LGBT มากขึ้น แต่สุดท้ายก็จะมีปัญหากับในอีกหลายๆ สังคม ที่ยังเลือกปฏิบัติกับคนกลุ่มนี้ เช่น ไปสมัครงานบางที่ก็ไม่รับ รวมถึงภาครัฐที่ยังเพิกเฉยและไม่ได้ให้สิทธิอย่างที่ LGBT ต้องการมากสักเท่าไหร่
สังคมไทยยอมรับได้เฉพาะคำพูด แต่ไม่ได้ยอมรับเราด้วยการกระทำ นี่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่ประเทศไทยอาจจะยังไม่ได้ก้าวผ่านจุดๆ นี้ แต่จริงๆ ม่อนอยากจะบอกว่า จริงๆ มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องรู้สึกว่าเราต้องทำอะไรให้มากขึ้นในสังคมให้ได้ ในเมื่อกลุ่มเราเป็น LGBT ดังนั้นเมื่อตอนสมัครงานมันเลยเป็นปัญหาสำคัญมากๆ ที่ว่าอาจจะมีบางองค์กรที่ยังไม่รับคนกลุ่มนี้เข้าทำงาน ยกตัวอย่างเช่นพี่หนาม (หนาม-วรวลัญช์ ทวีกาญจน์ รองชนะเลิศอันดับ 2 มิสทิฟฟานี่ยูนิเวิร์ส 2018) เขาก็เป็นครู เขาก็เจอปัญหานี้เหมือนกันว่า คุณไม่สามารถที่จะทำงานเป็นครูได้เพราะว่าคุณแต่งหญิง เพราะกลัวว่านักเรียนอาจจะลอกเลียนแบบคุณได้นะ มันเป็นเรื่องของความคิดคนมากกว่า ว่าการเป็นสาวประเภทสองมันไม่ใช่โรคติดต่อที่ใครก็ติดได้ มันเป็นพันธุกรรมที่มีมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์แล้ว

เพราะฉะนั้น มันไม่เกี่ยวเลยกับการที่สาวประเภทสองจะลอกเลียนแบบกันได้ ดังนั้นเลยอยากให้มองเราไปที่ศักยภาพ หรือมองไปที่หน้าที่ว่าการเป็นครูนั้นมีหน้าที่ที่ต้องสอนนักเรียนมากกว่า ในเรื่องของกฎหมายต่างๆ แน่นอนว่ามันมีข้อตกหล่น ที่อาจจะไม่ได้รองรับเราอยู่แล้ว แต่ที่ม่อนบอกตั้งแต่แรกว่าตัวม่อนเองก็เป็นสาวประเภทสองที่ใช้ชีวิตอย่างถูกต้องตามกรอบประเพณี กรอบของสังคมไทย รวมถึงกรอบของกฎหมาย จริงๆ ไม่ต้องไปโฟกัสจุดๆ นั้นก็ได้ อยากให้ลองโฟกัสที่ว่า วันนี้เราทำอะไร หน้าที่เราคืออะไร แล้วก็ใช้ชีวิตเป็นตัวของตัวเองในทุกๆ วัน ให้ถูกต้องตามกรอบที่เขาตั้งเอาไว้ เพราะสิ่งสำคัญคือเราต้องยอมรับกฎหมายอันนี้ก่อน ไม่ใช่รู้สึกว่าเราจะต้องมีเพศนะ เราจะต้องมีกฎหมายที่มารองรับเรา ซึ่งมันก็กลายเป็นว่าเห็นแก่ตัวมากเกินไปหรือเปล่าที่เกิดเป็นสาวประเภทสองแล้วต้องมีกฎหมายมารองรับเรา เพราะเราก็สามารถใช้นิยามปกตินี่แหละค่ะ แค่เราไม่ไปโฟกัสแค่จุดนั้นแค่ จุดเดียว

Q: คำว่า “เพศ” คืออะไรในความคิดของคุณ
คำว่าเพศสำหรับเอสม่อนจริงๆ มันก็คือคนนั่นแหละค่ะ เพราะว่าสิ่งที่เหนือกว่าเพศก็คือคนนั่นเอง คือม่อนว่ามองเราที่คำว่าคนดีกว่า อย่าไปมองแค่คำว่าเพศ

Q: คิดว่า เพศวิถี ในชีวิตของคนเราสามารถสลับเปลี่ยนไปมาได้ไหม หรือมันคงที่/ถูกเลือกมาแล้วตั้งแต่กำเนิด
จริงๆ ม่อนว่ามันเปลี่ยนได้ค่ะ เพราตัวม่อนเองก็เป็นผู้ชายมาก่อน แล้วเราก็เปลี่ยนด้วยเพศสภาพมากกว่า จริงๆ ในบัตรประชานหรือในนามบัตรเราก็ยังเป็นนายอยู่ อย่างที่บอกว่าเพศวิถีมันขึ้นอยู่กับว่าเรามองอะไร ถ้าเรามองที่บัตรประชาชน เราก็เป็นเพศชาย แต่ถ้ามองที่รูปลักษณ์ภายนอกเราก็เป็นผู้หญิง อย่างที่บอกไปแล้วว่า อย่าโฟกัสที่เพศเลย โฟกัสที่การใช้ชีวิตในประจำวัน การมองที่ความเป็นคนดีกว่า เพราะว่าสิ่งนี้มันสะท้อนสิ่งที่เรียกว่าความเท่าเทียม ถ้าเรารู้สึกว่าเท่าเทียม เราก็จะรู้สึกว่าไม่ได้แตกต่างจากใคร ยิ่งถ้าเรารู้สึกว่าแตกต่าง เราก็จะยิ่งรู้สึกแตกต่างยิ่งขึ้นไปอีก

เอสม่อน มิสทิฟฟานี่ 2018

Q: จะดีไหมถ้าโลกนี้ไร้เพศ
มันก็อาจจะไม่ดีก็ได้นะคะ เพราะว่าถ้าโลกนี้ไม่มีเพศ คือแม้ว่าโลกนี้จะสร้างเพศขึ้นมาสองเพศก็จริง แต่เพศที่เพิ่มเติมขึ้นมามันเป็นเพศที่เกิดมาจากความเปลี่ยนแปลง เราเป็นเพศที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา ขอใช้คำว่าพิเศษกว่าคนอื่นก็แล้วกัน เพราพวกเราเกิดมาเป็นเพศที่มีสีสัน ถ้ามีแต่ผู้ชายผู้หญิงอย่างเดียวมันก็ดูน่าเบื่อ

Q: ในสังคมไทย ถ้าคนที่รู้ตัวว่าเป็น การ come out หรือเก็บไว้กับตัว อย่างไรดีกว่ากัน
ม่อนว่าแสดงตัวออกมาเลยดีกว่า แสดงตัวออกมาว่าเราเป็นอะไร เพราะว่าถ้าเราไม่แสดงออก มัวแต่เก็บกดไว้มันก็จะเครียดไปอีก กลายเป็นว่ามัวแต่จะคิดว่าฉันจะทำยังไงดี จริงๆ ม่อนว่าสังคมไทยที่เป็นอยู่คือการไม่กล้าแสดงออกกับครอบครัวว่าเราเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นก็แสดงออกเลยว่าเราเป็นอะไร ม่อนว่าพ่อแม่เราเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เด็ก เขาก็น่าจะรับรู้อยู่แล้วแหละว่าเราเป็นอะไร มีพฤติกรรมแบบไหน อย่างม่อนเองก็ไม่ได้เป็นคนที่พ่อแม่ยอมรับได้ตั้งแต่เด็กๆ แต่เราก็รู้สึกว่า ถ้าเราเป็นแบบนี้ เราก็แสดงออกมาเลยดีกว่าค่ะ ม่อนก็แต่งหญิงเลย สิ่งที่พ่อแม่เป็นห่วงเรามากที่สุดคงเป็นเรื่องที่กลัวว่าเราเป็น LGBT เป็นสาวประเภทสองแล้ว เราจะใช้ชีวิตได้เหมือนอย่างคนอื่นๆ ไหม อยู่ในสังคมแล้วจะถูกล้อไหม จะถูกกดดันไหม แต่ม่อนก็พิสูจน์ให้พ่อกับแม่เห็นว่าสามารถใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติเลย เราทำงานมีเงินเดือนนะ เราสามารถส่งเงินให้พ่อกับแม่ได้ ม่อนว่าพอเราโตในระดับหนึ่งแล้ว พ่อแม่ก็จะเข้าใจว่า เออ ลูกฉันสามารถใช้ชีวิตได้อย่างคนอื่นๆ แม้ว่าลูกฉันอาจจะแตกต่าง แต่ก็ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไปเลย อาจจะแค่มีรูปลักษณ์ที่ไม่ตรงกับเพศกำเนิดแค่นั้นเอง ม่อนว่าลองพูดกับพ่อแม่ดูก่อน แล้วเราก็แสดงตัวตนออกมาเลย ม่อนว่าทุกคนพร้อมที่จะเห็นตัวตนของเรามากกว่า ทุกคนพร้อมที่จะมองเห็นว่าเราจะสร้างสีสันอะไรให้สังคมได้บ้าง

Q: มีความหวังบ้างไหมว่าสิทธิทางเพศจะเท่าเทียมกันได้จริงๆ ในประเทศไทย
มีค่ะ เพราะว่าม่อนเองก็รู้จักกับพี่ๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิของสาวประเภทสองในประเทศไทยโดยตรง ซึ่งคนเหล่านี้เป็นคุณครูของม่อนเองที่ทำหน้าที่ผลักดันเรื่องของสิทธิเรื่องต่างๆ เช่นเรื่องของคำนำหน้า หรือเรื่องของการแต่งงานเพศเดียวกัน ก็จะมีพี่กลุ่มหนึ่งที่คอยเป็นแรงสนับสนุนให้กับเหล่า LGBT เพื่อบังคับใช้กฎหมาย และทำให้การใช้ชีวิตดีขึ้น อันนี้ทำให้ม่อนรู้สึกว่ายังมีความหวังอยู่ เพราะว่าพี่ๆ เหล่านี้ช่วยต่อสู้ในเรื่องของกฎหมายมาตลอด 20-30 ปีแล้ว ถึงแม้ประเทศไทยมันจะค่อนข้างที่จะช้ามาก เพราะว่าประเทศไทยมีกฎระเบียบแบบแผนค่อนข้างชัดเจน แต่ม่อนว่าสักวันหนึ่งประเทศไทยจะก้าวผ่านสิ่งเหล่านี้ไปได้แน่นอน เพียงแต่ว่าจะช้าหน่อยเท่านั้นเอง

[Sassy_Social_Share]
139