หัวค่ำวันอาทิตย์นั้น หลังจากจบรายการ MasterChef ประเทศไทย ซีซั่นที่ 3 คนไทยทั้งประเทศ และ “แมกซ์-นันทวัฒน์ จรรยาลิขิต” หนึ่งในสามผู้เข้าแข่งขัน ก็ได้ทราบไปพร้อมๆ กันทั้งประเทศว่า สจ๊วตหนุ่มวัย 36 ปีคนนี้ คือผู้ที่ทำอาหารสามจานสุดท้ายในรอบ Finale และชนะใจคณะกรรมการทั้งสาม จนได้กลายเป็นแชมป์มาสเตอร์เชฟประเทศไทยคนที่ 3 ไปในที่สุด

นอกจากเงินรางวัล โทรฟี่ และการมี Cook Book เป็นของตัวเองแล้ว ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปจากก่อนหน้านั้นอย่างไร เมนูในรายการจานไหนที่เขารู้สึกอยู่มือ เขารู้สึกอย่างไรกับความพยายามที่ผิดพลาดจากการตกรอบ 100 คนในซีซั่น 2 คนที่อยู่มือกับของหวานจนได้ฉายา “เจ้าหญิงขนมหวาน” เอาชนะตัวเองและชนะใจกรรมการด้วยอาหารคาวได้อย่างไร และที่เราสนใจมากๆ คือ เขาเป็นแชมป์มาสเตอร์เชฟก็จริง แต่จริงๆ แล้วเขาไม่ได้อยากเป็นเชฟ


เล่าให้เราฟังหน่อยว่าตั้งแต่คุณได้แชมป์มา ชีวิตของคุณเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

หลังจากที่ได้แชมป์มานะครับ เอาสิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนไปก่อน คือแมกซ์ก็ยังทำงานเหมือนเดิม คือเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเหมือนเดิม ก็คือยังทำงานปกติ แต่ว่าที่จะเปลี่ยนไปคือจะมีงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาหารเพิ่มมากขึ้น ไปทำ Cooking Show ออกสื่อมากขึ้น แล้วตัวแมกซ์เองก็ทำขนมขาย เป็นกิจการ เป็นรายได้ของที่บ้านด้วย แล้วก็มีสตูดิโอที่ให้คนมาเช่าสำหรับสอนทำอาหาร ทำขนมทุกวันอาทิตย์ครับ

แม็กซ์-มาสเตอร์เชฟประเทศไท

เนื่องจากว่าในรอบ Finale ผู้เข้าแข่งขันจะรู้พร้อมๆ กับคนดูทั้งประเทศ วินาทีแรกที่คุณรู้ว่าตัวเองได้แชมป์ ตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

คือที่ได้ดูนั้นคือเขาจะถ่ายผู้ชนะไว้สามแบบเลยครับ คือมีแบบที่แมกซ์ชนะ แล้วก็เควสกับเตยชนะ แล้วค่อยมาตัดต่ออีกที ซึ่งแม็กซ์เองก็รู้ในวันนั้นเหมือนกัน วันนั้นตอนที่รู้ผลก็ทั้งดีใจแล้วก็ตกใจด้วย เหมือนว่าสิ่งที่เราพยายามทำมาตลอดทั้งซีซั่น 2 ที่ผ่านเข้ารอบแค่รอบ 100 คน กับซีซั่นนี้ ที่เราพยายามฝึกฝนมาเรื่อยๆ มันก็ประสบความสำเร็จแล้ว

ทำไมคุณเลือกที่จะมาแข่งในรายการนี้

จริงๆ เรารู้จักรายการนี้มานานแล้ว ตั้งแต่เวอร์ชั่นต่างประเทศ ก็รู้สึกว่ามันสนุกจัง เราเป็นคนที่ชอบทำอาหารอยู่แล้ว เวลาดูแล้วเราก็จะคิดตามว่าถ้าเขามีวัตถุดิบแบบนี้ เราจะเอามาทำอะไรดี แล้วพอเกิดขึ้นที่เมืองไทย ตอนซีซั่น 1 ก็ยังไม่คิดจะสมัคร เพราะคิดว่ายังไม่พร้อม ก็เลยบอกเพื่อนให้ไปสมัคร เพื่อนคนนั้นก็คืออ๊อฟ ที่เป็นผู้แข่งขันในซีซั่น 1 พอเขาสมัครแล้วเขาก็ได้เข้าไปเป็นผู้เข้าแข่งขัน พอมาซีซั่น 2 ก็เลยรู้สึกว่าพร้อมกว่าเดิม ก็เลยชวนเพื่อนไปสมัคร ก็คือแบงค์ ซึ่งแบงค์ได้เข้ารอบ แต่เราไม่ได้ ซึ่งเราก็เสียใจ เพราะเรารู้สึกว่าเราเองก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่

ตอนแรกก็คิดว่าคงไม่ได้สมัครแล้ว แต่พอเราดูเพื่อนแข่งแล้วเรายังรู้สึกว่า ถ้าเป็นเรา เรา    จะทำแบบนี้ๆๆ เราก็เลยรู้สึกว่าสนุกจัง เรายังตามดูรายการอยู่ ยังอยากไปแข่ง อยากอยู่ในบรรยากาศแบบนั้นจังเลย มันน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เรากลับมาสมัครในซีซั่นที่ 3 เพราะว่าถ้าเราไม่ชอบ ไม่อยากแข่ง เราคงไม่อยากติดตามอะไรมากขนาดนี้ มันเหมือนเป็นสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ เป็นสิ่งที่เราต้องการอยากจะทำให้ได้

แม็กซ์-มาสเตอร์เชฟประเทศไท

คุณเคยวิเคราะห์ตัวเองบ้างไหมว่าทำไมคุณถึงไม่ผ่านเข้ารอบ 100 คนในซีซั่นที่สอง

เท่าที่ลองวิเคราะห์ดูนะครับ แล้วก็ลองถามเพื่อนๆ และคนในวงการอาหารว่าเราไปแข่งด้วยเมนูอะไรบ้างในรอบต่างๆ พอได้คุยกับหลายๆ คนเลยรู้ว่าสิ่งที่เรายังเสียเปรียบคือเรื่องของอาหารคาว ที่อาจจะยังไม่น่าสนใจมากพอ หรือมีความคิดสร้างสรรค์มากพอ เพราะเราเองก็ไม่ได้ศึกษาด้านอาหารคาวมาก่อน ทำแต่ของหวาน เพราะว่าเราถนัดและเคยเรียนมาก่อน แต่รายการมาสเตอร์เชฟมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณเก่งแต่อาหารหวานได้อย่างเดียว ต้องทำให้ได้ทั้งคู่ ซึ่งเลยทำให้เราเสียเปรียบจนกระทั่งตกรอบ 100 คน ไม่ได้เข้าไปแข่งต่อ

ได้ยินมาว่าคุณสนใจในการทำอาหารมาตั้งแต่เด็กๆ

ใช่ เพราะว่าคุณป้าเปิดร้านขายอาหารตามสั่ง พวกยำต่างๆ พอปิดเทอมปะป๊าก็ให้เราไปช่วยเป็นลูกมือ เพราะว่าคุณป้าเขามีลูกจ้างคนเดียวก็เลยทำไม่ทัน เพราะว่าตอนนั้นคนพักเที่ยงออกมากินเยอะมาก ตอนแรกก็ช่วยแค่เสิร์ฟกับตักข้าวเฉยๆ พอบ่ายๆ คนเข้าทำงานหมดแล้วก็จะว่าง ก็เลยไปยืนตรงที่คุณป้าทำกับข้าว แล้วก็ลองทำยำดู คือเขาก็ไม่ได้สอนหรอกครับ อาศัยว่าสังเกตดูตอนที่คุณป้าทำว่าต้องใส่อะไรเท่าไหร่ ทำออกมาครั้งแรกก็กินไม่ได้ เพราะว่าเราไม่รู้สัดส่วนว่าควรจะเป็นยังไง พอกลับบ้าน ปกติหม่าม้าก็ทำอาหารเองอยู่แล้ว ก็เลยลองถามหม่าม้าแล้วก็ลองทำตาม แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีคนชมว่าอร่อยแล้วนะ มันก็เลยเป็นการเพิ่มกำลังใจว่าเราเองก็น่าจะทำอาหารได้ นอกจากนี้ก็ศึกษาจากใน YouTube บ้าง แล้วก็ชอบซื้อตำราอาหารมาอ่านเล่น

แม็กซ์-มาสเตอร์เชฟประเทศไท

รู้สึกว่าตัวเอง Born to be ด้านการทำอาหารไหม

ไม่ คิดว่าความชอบในสิ่งที่เราคิดว่าดี มันดีแค่เฉพาะในบ้านเรา ในครอบครัวแค่ไม่กี่คนนั่นแหละ แต่พอออกไปข้างนอกเรายังรู้สึกว่าตัวเราเองตัวเล็กๆ ยังมีอะไรอีกเยอะที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับวงการอาหาร คงไม่ใช่ Born to be แต่เป็น Try to be มากกว่า เพราะเรารู้สึกว่าเราพยายามที่จะเป็นตรงนี้ ถ้าไม่พยายามก็คงไม่ได้มาแข่งมาสเตอร์เชฟรอบที่สองแน่นอน

ตอนที่ทำอาหารตอนนั้น จำโมเมนต์นั้นได้ไหมว่ารู้สึกกับตัวเองว่าอย่างไร ถึงขั้นว่าเกิดความรู้สึกอยากเป็นเชฟเลยไหม

แมกซ์บอกได้เลยว่าแมกซ์เป็นผู้เข้าแข่งขันคนเดียวที่ไม่ได้อยากเป็นเชฟ แต่อยากเป็นอาจารย์ แมกซ์ว่าการเป็นเชฟไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่ว่าสิ่งที่แมกซ์อยากเป็นมากกว่าการเป็นเชฟคือแมกซ์อยากเป็นอาจารย์ เพราะแมกซ์เองเคยทำเพจแจกสูตรทำขนมฟรี มีวิธีทำทุกอย่าง ใครเข้ามาอยากได้สูตรก็เอาไปเลย จะเอาไปทำขายก็ได้ ยินดีมากๆ แล้วก็จะมีคนเข้ามาคอมเมนต์ว่าเอาสูตรไปลองทำกินแล้วอร่อย เป็นจุดประสงค์หลักเลยว่าคนที่ไม่มีอาชีพเขามาเห็นสิ่งที่เรานำเสนอและไม่ได้คิดเงิน เขาก็หยิบเอาไปสร้างอาชีพ มันก็เกิดประโยชน์ เราก็ได้บุญด้วย เหมือนว่าเราได้สร้างอาชีพให้เขา และการที่เราให้ความรู้กับคนอื่นๆ มันต้องเป็นความรู้ที่เราค้นคว้ามาแล้วว่ามันต้องเป็นจริง จะสอนแบบมั่วๆ ไม่ได้ เป็นการสร้างคนด้วย โอเค การเป็นเชฟ ทำอาหารให้คนกินแล้วอร่อย ก็เป็นความสุข ณ ตรงนั้น แต่ถ้าแม็กซ์สามารถสอนเด็กสิบคนไปเป็นเชฟได้จริงๆ เด็กสิบคนนั้นและคนที่ได้กินอาหารของพวกเขาก็จะมีความสุขด้วย

คุณมีจุดเด่นที่คนดูรายการจำได้คือเรื่องของการทำอาหารหวาน สนใจการทำขนมหวานมาตั้งแต่เมื่อไร

จริงๆ เป็นคนที่ทำขนมหวานไม่เป็น อย่างที่บอกคือครูพักลักจำ ทำกับข้าวกินเองมาเรื่อยๆ ก็เกิดความรู้สึกว่าทำไมไม่ทำขนมบ้าง ตอนแรกก็คิดว่าไม่ต้องหัดหรอก ไปเรียนเอาเลย แต่ก็คิดว่าลองทำก่อนดีไหม เพราะว่าอาหารคาวเรายังลองทำเองเลย ก็เลยลองหัดทำขนมหวานดู ตอนที่ทำก็ไม่ได้ทำอะไรง่ายๆ แบบบราวนี่ แต่ไปหัดทำขนมสไตล์ฝรั่งเศสที่ยากกว่า แต่พอทำออกมาแล้วปรากฏว่าทำไม่ได้ ทั้งๆ ที่ส่วนผสมก็ทำตามสูตรใน YouTube เป๊ะๆ แล้วนะ ดูจนรู้สึกว่าไม่น่าจะพลาด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อยู่ดี น่าจะมีอะไรมากกว่านี้ ก็เลยไปลงเรียนกับคนรู้จัก ซึ่งก็โอเค แต่สิ่งที่แมกซ์อยากได้จริงๆ คือไม่ได้อยากจะทำตามสูตร แต่แมกซ์อยากได้หลักการทำ แล้วเอาไปพัฒนาต่อ ก็เลยไปลงเรียนที่เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ตอนนั้นเรียนก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทำอะไร แค่คิดว่าชอบเฉยๆ แล้วก็มีโอกาสเข้ามาเรื่อยๆ จนทำให้รู้สึกว่า จริงๆ แล้วเรียนทำขนมไม่จำเป็นต้องออกไปทำขนมขายก็ได้ ถ่ายโฆษณาก็ได้ ทำคุกกิ้งโชว์ก็ได้

เคยได้ยินมาว่า ของหวานนั้นเป็นอาหารที่ทำยากกว่าของคาว คุณคิดว่าประโยคนี้จริงเท็จแค่ไหน

ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ แมกซ์เทียบว่าขนมหวานเหมือนภาษาที่มีแกรมม่า ถ้าใส่ส่วนผสมผิด เหมือนผันผิด Tense ประโยคก็จะผิดรูปแบบไปเลย ขนมก็จะออกมาเป็นอะไรก็ไม่รู้ ถ้าถามว่ายากกว่าไหม แมกซ์ว่ายากกันคนละแบบ อย่างขนมหวานถ้าคุณทำตามสูตร อย่างน้อยก็ออกมาเป็นขนม แต่ของคาวต้องทำไปชิมไป ไม่ใช่ว่าคุณทำสิบสูตร แล้วคุณจะใส่เครื่องปรุงเข้าไปสิบเท่า ต้องชิมกันหน้างาน มันก็เลยมีความยากที่ต่างกัน แล้วแต่ความถนัดด้วย

แม็กซ์-มาสเตอร์เชฟประเทศไท

ในมาสเตอร์เชฟประเทศไทย คุณมีฉายาว่า “เจ้าหญิงขนมหวาน” ด้วย รู้สึกอย่างไรบ้าง

ใช่ (หัวเราะ) จริงๆ ในซีซั่น 2 คนที่เด่นเรื่องขนมหวานก็คือ “ลัท” กับ “เดียว” แล้วก็จะเรียกแซวๆ เดียวว่าเป็นเจ้าหญิงขนมหวาน อะไรแบบนี้ เขาเห็นเราทำขนมหวานเหมือนกัน เป็นสายหวาน ซอฟท์ๆ

แม็กซ์-มาสเตอร์เชฟประเทศไท

พอทราบมาว่าเคยเปิดโรงเรียนสอนทำขนมด้วย

คือตอนนั้นไปเรียนที่เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ตอนนั้นก็มีเพื่อนที่เรียนรุ่นเดียวกัน มีความคิดเหมือนกันว่าไม่ได้อยากทำขนมขาย แต่อยากจะถ่ายทอดความรู้ให้กับคนที่สนใจหรืออยากมีอาชีพ ก็เลยรวมตัวกันเปิดโรงเรียนสอนทำขนมดีกว่า พอเปิดได้สักพัก ด้วยความที่แต่ละคนทำงานประจำกันอยู่ทุกคนเลยไม่มีเวลาว่างพอที่จะมาดูแล ก็เลยต้องปิดตัวลง

ถ้าชอบการทำขนมหวานขนาดนี้ ทำไมยังทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ทำไมไม่มุ่งไปเป็นเชฟเลย

คือด้วยเสน่ห์ของอาชีพสจ๊วต ทำให้เราสามารถเลือกเวลาทำงานได้ ไม่เหมือนงานออฟฟิศที่มีเวลาตายตัว แต่อาชีพสจ๊วตก็อย่างเช่น ถ้าสมมติว่าแมกซ์อยากหยุดวันนี้ ก็ไปแลกตารางเวลากับเพื่อนร่วมงาน ก็จะเป็นวันหยุดขึ้นมา เลยทำให้สามารถทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปได้ครับ

แม็กซ์-มาสเตอร์เชฟประเทศไท

พอตกรอบจากซีซั่น 2 แล้ว ทำไมยังอยากสมัครแข่งขันในซีซั่น 3 อีกครั้ง  

คือพอตกรอบจากซีซั่น 2 เรารู้สึกว่าเรายังไม่ได้ยอมแพ้ มันจะมีความคิดอยู่ตลอดว่าเราแพ้ได้ยังไง ซีซั่นนี้ก็เลยต้องกลับมา แน่นอนว่าเราต้องพัฒนามากกว่าเดิม เราจะพิสูจน์ให้ได้ว่าเราจะไม่ยอมแพ้อีกต่อไป เราจะไม่ใช่ผู้แพ้อีกต่อไปแล้ว เราจะเป็นผู้ชนะ

ระหว่างนั้นมีการเตรียมตัวเพื่อพัฒนาฝีมืออย่างไรบ้าง

จากซีซั่น 2 ที่แมกซ์ตกรอบมา แมกซ์ก็เลยไปเรียนด้านอาหารคาว อาหารไทยเพิ่มเติม พอเราตั้งใจจริงว่าเราจะต้องเข้ารอบให้ได้ ก็เลยไปศึกษาเพิ่มเติม ลองหัดทำ ศึกษาจากใน YouTube ซื้อหนังสือมาอ่านเพิ่ม และให้รุ่นพี่และรุ่นน้องที่อยู่ในวงการอาหารช่วยแนะนำ ช่วยสอน เพราะว่าอยากให้คณะกรรมการเห็นว่าเรามีพัฒนาการขึ้นจากคราวที่แล้วด้วยนะ

จำความรู้สึกในรอบ 30 คน (Ep.1) ได้ไหมว่าตอนนั้นรู้สึกอย่างไร

จำได้ว่าตื่นเต้นมาก เราเคยแต่ดูรายการมาตลอด แล้ววันนี้ก็คือนี่แหละ สิ่งที่เราดูมาโดยตลอด วันนี้ได้มาอยู่ในนี้แล้ว ตอนที่วิ่งเข้าไปในครัวนี่แบบว่าขนลุก ตื่นเต้นเลย แล้วก็มองไปเห็นตรงนี้ว่าคือสเตชั่น นี่คือที่เก็บอุปกรณ์ ตอนนั้นยังไม่มีอะไรอยู่ในหัว คิดแค่ว่าได้มาอยู่ในนี้แล้วก็ต้องทำให้ดีกว่าเดิม เพราะถ้าตกรอบนี้อีก เราก็อาจจะเฟลไปอีกหนึ่งปีนะ ถึงจะดีกว่าเดิมแต่ก็ถือว่ายังไม่ได้ถูกเรียกว่ามาสเตอร์เชฟ

วันนั้นตอนที่โจทย์เป็นปลาแซลมอน จริงๆ ก็ไม่ได้ยากมาก แต่มันยากตรงที่ว่าเขาให้เวลาแค่ 40 นาที ซึ่งน้อยกว่าการแข่งขันปกติที่มี 60 นาที แล้วปลาที่ให้มาก็ต้องมาขอดเกล็ดเอง แล่เอง แล้วก็ต้องทำเมนูให้ได้ภายใน 40 นาที ถือว่ายากมาก ลนมาก ขนาดรู้ว่าไม่ได้ยากมาก แต่มันก็ตื้อไปหมดเลย หยิบวัตถุดิบมาแบบมั่วซั่วไปหมด ไม่ได้ใช้แต่ก็หยิบมาทำไมไม่รู้ แล้วค่อยมาคิดหน้างานว่าจะทำอะไรดี ไม่คุ้นสถานที่อะไรซักอย่างเลย เป็นการแข่งที่ทุลักทุเลมาก แต่พอทำออกมา คณะกรรมการก็ชมว่าอร่อย

แม็กซ์-มาสเตอร์เชฟประเทศไท

รอบไหนในมาสเตอร์เชฟประเทศไทย ซีซั่นที่ 3 ที่คุณรู้สึกว่ากดดันที่สุด

รอบจาก 6 คนจะเข้าไปเป็น Top5 เพราะเราแข่งมานาน 10 กว่า Ep. แล้ว การที่ได้เป็นอันดับที่ 6 กับอันดับที่ 5 แค่อันดับเดียว แต่ความรู้สึกมันต่างกันมากๆ อย่างน้อยถ้าจะตกรอบ ก็ขอเข้าไปเป็น Top5 ก่อน คือรอบอื่นๆ ต่อให้ไม่ได้เป็นจานที่ดีที่สุดก็ยังไม่เป็นไร แต่กับรอบนี้เป็นบททดสอบกล่องปริศนา (Mystery Box) รอบสุดท้าย (Ep.14) ก็เสียใจที่ไม่ได้เป็น 3 จานที่ดีที่สุด ทั้งที่ก็ตั้งใจเต็มที่ กดดันที่สุดเพราะกลัวว่าจะไม่ได้เข้าไปเป็น Top5

แล้วผู้เข้าแข่งขันอย่างคุณ ชอบบททดสอบไหนในรายการมากที่สุด

ส่วนตัวแมกซ์ชอบ Mystery Box เพราะว่าทุกคนได้สิ่งของเหมือนๆ กันหมด ฉะนั้นอยู่ที่ฝีมือแล้วว่าใครจะดัดแปลงอาหารให้ออกมาน่าสนใจได้มากกว่ากัน อย่างรอบ Invention Test (บททดสอบความคิดสร้างสรรค์) จะมีวัตถุดิบหลักให้ แล้วเราก็ไปหยิบวัตถุดิบอื่นๆ มา แต่รอบนี้มันวัดกึ๋นน่ะ ว่าคุณได้ของเหมือนๆ กันนะ แต่คุณจะทำอย่างไรให้อร่อย น่าสนใจ มีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนอื่น

ถ้าอย่างนั้นคุณชอบบททดสอบ Mystery Box ครั้งไหนมากที่สุด

คงเป็นรอบที่ชนะนั่นแหละครับ (Ep.9) หนึ่งคือเข้าทางเราด้วย สองคือไม่ใช่ว่าเก่งทำขนมแล้วจะทำขนมออกมาได้ดีนะครับ เพราะว่ามันขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วย อย่างรอบนั้นมีนมข้นหวานให้ แต่ไม่มีวิปครีมกับนมสดให้ ซึ่งนมกับวิปครีมถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการทำขนม ถ้าไม่มีก็ทำขนมบางอย่างไม่ได้เลย วันนั้นแมกซ์ก็เลยทำมูสขึ้นมาด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีมูสก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวทำขึ้นมาให้ดู เป็นความอยากจะท้าทายว่ารอบนี้แมกซ์ต้องชนะ แมกซ์จะทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้

แม็กซ์-มาสเตอร์เชฟประเทศไท

มีรอบไหนไหมที่คุณรู้สึกภูมิใจที่สุด

ถ้าภูมิใจที่สุดน่าจะเป็นรอบที่เข้า Top5 (Ep.14) ที่เอาจานของ Ep.1 ที่เป็นแซลมอนมาพัฒนาใหม่ จานนั้นถือว่าเป็นการพิสูจน์แบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือเลย ให้คนทั่วประเทศที่ดูให้เห็นว่าเราไม่ได้เก่งแต่ขนมหวานนะ เรามีดีด้านอาหารคาวด้วยเหมือนกัน ขนาดหม่อมป้อม (หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล) เองก็ยังบอกว่าจานของเราเป็นจานที่มีพัฒนาการสูงที่สุด เพราะแมกซ์ทำองค์ประกอบใหม่หมด ซึ่งก็เป็นจานเดิมนี่แหละ แต่เปลี่ยนวิธีการปรุงใหม่ ใส่ลูกเล่นใหม่ๆ เข้าไป

ในระหว่างแข่ง คุณมีการแอบเก็งบ้างไหมว่าแต่ละรอบจะมีโจทย์แบบไหน วัตถุดิบแบบไหน หรือจะมีลูกเล่นอะไรขึ้นมาบ้าง

เรียกว่าหาข้อมูลเพิ่มดีกว่า ถ้า Ep.1 เอาแซลมอนมาแล้ว Ep. ต่อไปก็ไม่น่าจะเอาปลามาแล้วมั้ง จะเป็นเนื้อ หมู ไก่หรือเปล่า ถ้าเป็นไก่แล้วจะเอาไปทำอะไรดี อาหารไทยทำแบบไหน อาหารฝรั่งทำแบบไหน จะคิดแบบนี้ แล้วก็จะคิดแบบนี้กับทุกวัตถุดิบ แล้วก็ลองหัดทำบ้าง เป็นแบบนี้เรื่อยๆ ระหว่างที่ไม่ได้ไปแข่ง แมกซ์ก็จะลองหาข้อมูลไว้เป็นอาวุธติดตัว

ในซีซั่น 3 เป็นซีซั่นที่ขึ้นชื่อว่ามีลูกเล่นของกฎ กติกาที่พลิกแพลงและคาดเดาไม่ได้มากที่สุด สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณกดดันบ้างไหม

คือถ้าดูรายการมาตลอดทั้ง 2 ซีซั่นแรก และ MasterChef Junior ซีซั่น 1 ก็จะเห็นว่าไอ้นี่ก็ออกไปแล้ว ไอ้นั่นก็ออกไปแล้ว ไม่น่าจะมาแล้วมั้ง ก็ปรากฏว่าเป็นของที่เคยมีมาแล้ว บางทีไม่ได้เก็งมาก็มีหลุดๆ บ้าง ในซีซั่น 3 ก็เคยเก็งกับพี่ๆ น้องๆ ที่แข่งด้วยกันนะว่าจะต้องออกมาประมาณนี้ๆๆ พอเก็งมาซักประมาณ 3-4 Ep. ก็คุยกันว่าอย่าไปเก็งเลย เสียเวลา เพราะว่ามันไม่เคยถูก สู้เอาเวลานี้ไปซ้อมดีกว่า เวลาเจออะไรก็จะได้ทำได้

เอาจริงๆ ก็เครียดนะ กดดัน จะทำยังไงดีวะ บางทีคิดไม่ออกเลยก็มี แต่สุดท้ายก็ต้องคิดให้ได้ เพราะว่าเวลามันจำกัดแค่ 60 นาที ถ้ามัวแต่อึ้งก็ทำอะไรไม่ได้ แล้วก็แพ้ กลับบ้าน

แม็กซ์-มาสเตอร์เชฟประเทศไท

แล้วพอคุณเข้ารอบ Finale คุณเป็นคนเดียวที่ทำอาหารทั้ง 3 จานในธีม Street food ธีมนี้มีที่มาจากอะไร

จริงๆ ก็พอจะ รู้แล้วว่าต้องทำ 3 จาน คือ Appetizer (อาหารเรียกน้ำย่อย) Main Course (อาหารจานหลัก) และ Dessert (ของหวาน) แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรดีที่จะแสดงออกถึงความเป็นตัวเราด้วย ก็เลยชวนลูกพี่ลูกน้องไปกินข้าวที่เยาวราช เพราะปกติก็ชอบไปอยู่แล้ว ก็เลยไปกินข้าว ไปเดินดู ก็รู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมร้านพวกข้าวเหนียวมะม่วง ร้านขายอาหารทะเลเผาทำไมมีคนต่างชาติมากินเยอะจังเลยวะ ทั้งๆ ที่มันธรรมดามากเลย ก็แค่กุ้งเผา ก็แค่ข้าวเหนียวมะม่วง ที่อยู่คู่กับบ้านเรามานานแล้ว แต่แปลกใหม่สำหรับชาวต่างชาติ ทำไมเราไม่เอาสิ่งที่เรารู้สึกว่าธรรมดาๆ มาปรับใหม่ให้กลายเป็นอีกรูปแบบไปเลย ก็เลยลองเล่นกับคอนเซปท์นี้

เล่าคอนเซปท์ของแต่ละจานให้ฟังหน่อย

สำหรับ Appetizer ได้คอนเซปท์จากกุ้งเผาน้ำจิ้มซีฟู้ดธรรมดาๆ เลย แต่ถ้าทำแบบธรรมดา ไม่ได้แชมป์แน่นอน (หัวเราะ) ก็เลยมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้แปลกประหลาดออกไป เริ่มจากการใช้กุ้งและหอยเชลล์ การจัดการวัตถุดิบก็ต่างกัน อย่างกุ้ง แมกซ์จะเอาไปหมักกับน้ำส้มยูสุและน้ำมะนาวในถุง แล้วใช้เครื่อง Compress ดูดอากาศออกจากถุงให้หมด เพื่อให้รสชาติซึมเข้าไปในตัวเนื้อได้เร็วขึ้น ลำพังกุ้งกินแบบเดี่ยวๆ ก็มีรสชาติ ส่วนหอยเชลล์ใช้วิธีการหมักที่เรียกว่า Cured เอาหอยเชลล์มาหมักกับเกลือ น้ำตาล ผิวมะนาว ทำให้มีรสชาติมากขึ้น แล้วเนื้อก็จะแน่นขึ้น แล้วน้ำจิ้มซีฟู้ดก็เอามาทำเป็นสโนว์ แต่ไม่ใช่น้ำจิ้มซีฟู้ดธรรมดา เพราะแมกซ์ใส่แอปเปิลเขียว ใส่น้ำส้มยูสุเข้าไปด้วย แล้วก็เอาไนโตรเจนเหลวผสมแล้วก็เอาไปปั่นให้เป็นผงปุยๆ เหมือนเป็นลูกเล่นในการเสิร์ฟอาหารอะไรแบบนี้ครับ

ส่วน Main Course แมกซ์ทำเป็น surf & turf แกงเผ็ด ได้คอนเซปท์มาจากข้าวราดแกงข้างทางนี่แหละ เวลาเรากินข้าวราดแกงเราก็ไม่อยากกินอย่างเดียว อยากจะกินหลายๆ อย่างรวมกัน แต่จะทำอย่างไรให้ในหนึ่งจานมี 2 รสชาติที่ไม่ตีกันให้ได้ ก็เลยนึกไปถึงแกงเผ็ดกับแกงฉู่ฉี่ เพราะว่าเบสของเครื่องแกงคล้ายกันเลย ต่างกันแค่เครื่องฉู่ฉี่จะมีรากผักชีตำลงไปด้วย แมกซ์ก็เลยดึงเอารากผักชีออก แล้วเอาไป sous-vide กับแซลมอน ให้กลิ่นเข้าไปอยู่กับแซลมอน ส่วนเนื้อก็เอาไปหมักกับสามเกลอ (รากผักชี-กระเทียม-พริกไทย) แล้วก็เอาไปอบ แล้วก็เสิร์ฟพร้อมกับซอสแกงเผ็ด เวลากินซอสกับเนื้อก็จะเหมือนกินแกงเผ็ดเนื้อ แต่ถ้ากินซอสกับแซลมอนก็จะเหมือนกินฉู่ฉี่

ส่วน Dessert ก็คือข้าวเหนียวมะม่วงซึ่งคนรู้จักทั่วโลกอยู่แล้ว แต่จะทำยังไงให้คนเห็นแล้วรู้สึกว่าไม่เป็นข้าวเหนียวมะม่วงนี่หว่า แต่พอกินเข้าไปแล้วก็ยังเป็นข้าวเหนียวมะม่วง ก็ถือว่าเป็นความท้าทายว่าการจะทำของที่คนรู้จักอยู่แล้วให้เปลี่ยนรูปแบบการกินได้ยังไง ในจานนี้จะมีทั้งหมด 7 องค์ประกอบ อันนี้ต้องซ้อมมาอย่างดี เพราะถ้าไม่ซ้อมก่อนเราจะไม่รู้เลยว่าจะต้องทำขั้นตอนไหนก่อน เพราะถ้าทำผิดขั้นตอน ขั้นตอนที่เหลือก็จะพังเลย เพราะองค์ประกอบไม่ครบ ทำให้จานที่ได้ออกมาไม่สมบูรณ์

แม็กซ์-มาสเตอร์เชฟประเทศไท

แล้วใน 3 จานนี้ คุณชอบเมนูจานไหนที่สุด

ก็คงเป็น Main Course มันเป็นการพิสูจน์ตัวเองด้วย เพราะที่ผ่านมาคนจะรู้สึกว่าแมกซ์ก็ทำได้แค่ขนมหวานแหละ แต่จานนี้เป็นจานที่ได้รับคำชม โดยเฉพาะหม่อมป้อมที่เชี่ยวชาญ ทำอาหารไทยมาตลอดชีวิต เขาก็บอกว่าคุณภูมิใจได้เลยนะว่าคุณเป็นคนที่ทำอาหารไทยเป็น เพราะอันนี้เป็นการทำแกงไทยครั้งแรกด้วยซ้ำ แม้ว่าจะเคยเรียนมานะครับ แต่พูดตรงๆ คือไม่กล้าทำ ยังไม่มั่นใจขนาดนั้น แต่พอรอบไฟนอล เราก็จะรู้สึกว่าเฮ้ย เรามาแข่งมาสเตอร์เชฟประเทศไทยนะ ถ้าไม่มีอาหารไทยเลยมันก็จะดูยังไงๆ อยู่

คุณรู้สึกยังไงที่พอคุณได้เป็นแชมป์ จากนั้นก็เริ่มมีการพูดถึงกันในทำนองว่าว่า คุณเองเป็นแชมป์แบบม้ามืด เพราะคู่แข่งอย่างเตยและเควสนั้นเป็นที่พูดถึงในการแข่งขันมากกว่า

ใช่ ความรู้สึกครึ่งหนึ่งเราเองก็รู้สึกว่าเป็นม้ามืดจริงๆ แต่สิ่งที่คนภายนอกไม่ค่อยรู้คือ ผู้เข้าแข่งขันในรุ่นของเราเองจะสนิทกันมาก ซ้อมทำอาหารด้วยกันด้วยซ้ำ อย่างเตยเองก็จะรู้ว่าแมกซ์ทำอาหารคาวได้หลายอย่าง เพียงแค่ยังไม่มีโอกาสได้เอาไปใช้ในรายการเท่านั้นเอง คนอื่นในรายการก็รู้ว่าแมกซ์ทำอาหารคาวเป็น แต่แค่อาจจะไม่ได้เด่นเท่าเวลาทำขนมแค่นั้นเอง

เดาว่าถ้ารายการมีซีซั่น 4 คุณเองก็น่าจะต้องไปเป็นโจทย์ในรายการเหมือนกับแชมป์คนก่อนๆ ด้วย ถ้าเป็นคุณ คุณคิดว่าอยากให้ผู้เข้าแข่งขันทำโจทย์แบบไหน

คือแมกซ์ว่าถ้าได้ไปให้โจทย์ในรอบ Pressure test (บททดสอบความละเอียดและความแม่นยำ) คนส่วนใหญ่หรือคนที่มาแข่งก็จะคิดว่า ถ้าเห็นหน้าแมกซ์ ต้องเป็นขนมหวานแน่นอน ซึ่งก็ต้องเป็นแบบนั้น เพราะคนให้ความเชื่อมั่นว่าเราทำขนมหวานได้ดีกว่าของคาวอยู่แล้ว ก็จะไม่ทำให้ผิดหวัง แน่นอนว่า รอบ Pressure test ต้องไม่ใช่อะไรง่ายๆ แน่ๆ (หัวเราะ) ต้องเป็นขนมที่มีเทคนิคที่แมกซ์ไม่เคยใช้ในรายการเลย เป็นการโชว์เทคนิคในอีกเลเวลที่มากกว่าที่แมกซ์เคยทำในรายการด้วยซ้ำ

แม็กซ์-มาสเตอร์เชฟประเทศไท

การเป็นแชมป์รายการมาสเตอร์เชฟ ทำให้คุณมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นเชฟขึ้นมาบ้างไหม หรือก็เหมือนเดิม

ไม่ คือแมกซ์ก็ยังเป็นคนที่รักการทำอาหารเหมือนเดิม เพราะการเป็นเชฟไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรียนจบแล้วได้เป็นเชฟ หรือแข่งขันในรายการแล้วได้เป็นเชฟ การเป็นเชฟไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ว่าทำอาหารเป็น การเป็นเชฟคือนอกจากต้องทำอาหารเป็น ต้องคิดเมนูได้ด้วย ต้องบริหารคน บริหารร้าน ดูเรื่องเงิน ควบคุมต้นทุน กำไร เหมือนกับเป็นการทำร้านอาหารหนึ่งร้านเลย แต่ถ้าคนข้างนอกจะเรียกเราว่าเชฟก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติเรา ก็ถือว่ายินดี แต่ตัวแมกซ์เองคงไม่เรียกตัวเองว่าเชฟ

มีความคิดจะใช้ความเป็นแชมป์รายการมาสเตอร์เชฟไปต่อยอดบ้างไหม เช่นเปิดร้านอาหาร ทำขนมขาย ฯลฯ

ตอนนี้ก็กำลังทำขนมขาย เพราะว่ามีคน Inbox เข้ามาเยอะมากว่าอยากให้ทำขนม แต่ว่าอาจจะต้องรอสักพัก เพราะว่าช่วงนี้กำลังยุ่งๆ อยู่ พอมีเวลาว่างๆ ก็ทำขนมออกมาขาย ช่วยกันกับแม่และพี่ชายเป็นธุรกิจเล็กๆ ส่วนที่บ้านทุกวันอาทิตย์ก็จะเปิดสตูดิโอให้คนที่มีความสามารถด้านอาหาร แต่ไม่มีสถานที่หรืออุปกรณ์ทำครัวเข้ามาเปิดคลาสเวิร์คช็อปได้ ให้คนที่มีความฝันที่อยากจะสอนการทำอาหาร แต่ว่าไม่มีต้นทุนที่จะเปิดโรงเรียน ก็สามารถมาเช่าไปก่อน เพราะราคาให้เช่าก็ไม่ได้แพงเกินไป อุปกรณ์ก็มีให้หมดเลย ตอนนี้ก็มีนายทุนเสนอว่าจะเปิดร้านขนมให้เหมือนกัน แต่ว่าต้องขอตกลงกันก่อนว่าจะไปได้ดีไหม ถ้าโอเคก็ตกลงทำ แต่สิ่งที่อยากเป็นมากที่สุดคืออยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งก็มีติดต่อเข้ามาแล้ว 2 ที่ ก็กำลังดูอยู่ว่าจะแบ่งเวลาไปทำได้ไหม จริงๆ ที่หนึ่งติดต่อจะให้ไปสอนเดือนนี้เลย แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ว่างเพราะว่ากำลังทำ Cook Book อยู่

โอกาสเข้ามาเยอะขนาดนี้ มีความคิดอยากลาออกจากอาชีพสจ๊วต ออกมาทำงานด้านอาหารแบบเต็มตัวเลยไหม

คงไม่ถึงขั้นลาออก เพราะอย่างที่แมกซ์บอกว่า อาชีพสจ๊วตมันมีเสน่ห์ตรงที่สามารถปรับเปลี่ยนเวลาทำงานได้ แมกซ์คิดว่าสามารถทำงานสจ๊วตควบคู่กับการทำงานเป็นอาจารย์พิเศษได้ในเวลาเดียวกัน เพราะแมกซ์คิดว่าจะทำงานเป็นอาจารย์พิเศษในวันหยุด ก็ยังทำต่อไปเพราะว่าเป็นสิ่งที่ชอบเหมือนกันด้วย

แม็กซ์-มาสเตอร์เชฟประเทศไท

คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ยากและเป็นอุปสรรคที่สุดในการก้าวเข้าสู่อาชีพเชฟ

อุปสรรคคือการฝึกฝน ถ้าเราไม่ฝึกฝน สิ่งที่เราเคยทำได้มาแล้ว และเราห่างจากมันไปนานๆ ฝีมือมันดรอปลงได้ อะไรที่เป็น Skill test ถ้าเราไม่ได้ฝึกฝนหรือทำบ่อยๆ สกิลจะตกลง ความต่อเนื่องก็จะไม่มี เป็นข้อคิดเตือนใจสำหรับคนในอาชีพนี้และอาชีพอื่นๆ ด้วย

คุณคิดว่า ทำไมคนเราจึงทำอาหารชนิดเดียวกันแท้ๆ แต่ทำให้อร่อยได้ไม่เท่ากัน

จริงๆ มันคือคำว่า “รสมือ” เกิดขึ้น เหมือนที่เขาพูดว่าคนนี้รสมือดี คนนี้รสมือไม่ดี ทั้งๆ ที่ให้วัตถุดิบทุกอย่างเหมือนกัน เท่ากันเลย ยกตัวอย่างอาหารคาวแล้วกัน อย่างอาหารคาวจะมีเรื่องของการควบคุมไฟเข้ามาเกี่ยวข้อง จะผัดยังไงให้พอดี ไม่นานเกินไปหรือเร็วเกินไป นี่คือสิ่งที่เรียกว่ารสมือ ทั้งๆ ที่ใส่ทุกอย่างเหมือนกันเลย ต่างกันที่วิธีการทำนี่แหละที่ทำให้อร่อยหรือไม่อร่อย

สำหรับคุณ รสมือเป็นพรสวรรค์หรือพรแสวง

สำหรับแมกซ์นะ ทั้งสองอย่างรวมกัน เป็นพรสวรรค์ด้วย แต่ฝึกได้ไหม ฝึกได้ แมกซ์เคยทำแต่ของหวาน ไม่ได้ถนัดอาหารคาว แล้วพอมาทำอาหารคาว อย่างน้อยก็ทำให้คนที่ได้กินของคาวแล้วชมได้ นี่คือการฝึกฝน ส่วนพรสวรรค์ แมกซ์พูดถึงในด้านขนมหวาน ถ้าทำตามสูตรก็อร่อยแหละ แต่พอลองปรับสูตรดู ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำเลยนะ แค่กะๆ เอา แต่คนก็ยังบอกว่าอร่อย นั่นแหละคือพรสวรรค์ แต่พรแสวงหรือการฝึกฝนก็ต้องมีด้วย

แม็กซ์-มาสเตอร์เชฟประเทศไท

ในฐานะที่คุณเก่งด้านของหวาน คิดว่าเสน่ห์ของของหวานสำหรับคุณคืออะไร

เสน่ห์ของของหวานคือความสวยงาม ความซับซ้อน รสชาติที่บางทีเราก็เดาไม่ออก มันลึกลับ มีอะไรให้ค้นหา อย่างของคาว ถ้าเห็นว่าใส่พริกเยอะๆ เห็นแล้วรู้เลยว่าต้องเผ็ดแน่ๆ แต่ของหวาน มีรูปลักษณ์แบบนี้ เห็นเป็นสีเหลืองๆ ถ้าไม่บอกหรือชิมมาก่อนก็ไม่รู้ว่าตกลงมันหวานหรือเปรี้ยว เห็นขนมมีสีเหลืองๆ อาจจะเป็นทุเรียนก็ได้ หรืออาจจะเป็นมะม่วงผสมเสาวรส รสชาติออกเปรี้ยวๆ ก็ได้ เราไม่มีทางรู้มาก่อนถ้ายังไม่ได้ชิม

แม็กซ์-มาสเตอร์เชฟประเทศไท

มีขนมที่คุณชอบหรือถนัดทำที่สุดบ้างไหม

ถ้าเป็นซิกเนเจอร์ของแมกซ์จะเป็นขนมที่เรียกว่าอิสปาออง (Ispahan) มันไม่ได้เป็นชื่อขนมนะ แต่เป็นชื่อรสชาติที่รวมเอารสของกุหลาบ ราสเบอร์รี่ และลิ้นจี่เข้าด้วยกัน แต่จะเอาไปทำขนมอะไรก็ได้ ทำเป็นเค้กหรือมูสก็ได้ ซึ่งแมกซ์ใช้ในรายการบ่อยมาก ทำเป็นโฟมเพื่อมาโปะบนอาหารคาวก็ทำมาแล้ว

คำถามสุดท้าย-ถ้ามีคนเดินเข้ามาบอกคุณว่า อยากเป็นเชฟขนมหวานที่เก่งเหมือนคุณ คุณจะแนะนำเขาว่าอย่างไร

ก็คงต้องถามตัวเองว่าชอบอะไรก่อน การที่เราจะทำอะไรสักอย่างให้ดีต้องมีความชอบก่อน คุณไม่ต้องชอบทำอาหารหรือมาเป็นเชฟก็ได้ ถ้าคุณชอบท่องเที่ยว คุณไม่จำเป็นต้องเป็นสจ๊วตก็ได้ คุณเป็น Blogger หรือ Youtuber ก็ได้ พอเรามีความชอบ เราก็จะมีความใฝ่รู้ อยากจะรู้ไปซะทุกอย่างว่าอย่างนี้ทำอย่างไร หลังจากนั้นก็จะมีอาการอยากลองวิชาขึ้นมา ก็ต้องลองทำว่าจะเป็นอย่างไร ผลจะออกมาเป็นยังไงไม่รู้ล่ะ แต่ว่าถ้าทำแล้วมันใช่ ทำแล้วชอบ ก็ค่อยมาคิดอีกทีว่ามันอาจจะเป็นอาชีพของเราก็ได้ หรือจะเป็นงานอดิเรกก็ได้ คุณอาจจะทำงานที่ไม่ได้ชอบมากแต่หาเลี้ยงชีพได้คุณก็ทำไป บังเอิญว่าแมกซ์ชอบทำอาหารและก็เป็นอาชีพได้เท่านั้นเอง

 

[Sassy_Social_Share]
23