ลากันไปแบบสวยงามสำหรับรายการเต้นยับ Dance Dance Dance Thailand ที่ได้ 6 คู่เต้นคนดังมาวาดลวดลายเต้นสารพัดแบบ ซึ่งนอกจากเราจะได้เห็นโชว์สนุกๆ กับฉากหลังแบบ Augmented Reality เทคโนโลยีภาพเสมือนจริงที่ช่วยเพิ่มอรรถรสขึ้นอีกเป็นเท่าตัว เรายังได้รู้ในอีกหลายแง่มุมของคู่เต้นแต่ละคู่ที่แตกต่าง อย่างคู่รักอารมณ์ดี “ซาร่า-นลิน โฮเลอร์” กับหวานใจ “เต้ย-ธโนทัย เอื้ออมรรัตน์” รวมถึงคู่เพื่อนซี้นักร้องนักเต้นอย่าง “ธามไท แพลงศิลป์” และ “เอม-สาธิดา ปิ่นสินชัย”

รู้ตัวตอนไหนว่าหลงรักการเต้นเข้าแล้ว
ซาร่า : ตั้งแต่เด็กๆ เลย 5 ขวบ เพราะครอบครัวสนับสนุนด้วย แล้วมีพี่สาวเป็นแดนเซอร์มาก่อน เวลามีงานประกวดคุณแม่ก็จะชอบส่งเราไป แล้วก็ให้พี่นี่แหละสอนเต้น เราก็สนุกทุกครั้งที่ได้เต้น อยู่โรงเรียนก็เป็นเด็กกิจกรรม ได้เต้น ได้ทำทุกอย่าง
เต้ย : ของเรามารู้ตัวตอนโต ตอนเด็กๆ ขี้กลัว ไม่ค่อยมั่นใจ แต่มาเจอบีบอยตอนอายุ 18 แล้ว เรารู้สึกว่าการเต้นแนวนี้ใช้ร่างกายมนุษย์ได้เกินที่เราคิด เต้นด้วยหัว ด้วยไหล่ ด้วยหลัง ทุกส่วนของร่างกาย เท่จัง ก็เป็นจุดเริ่มต้น
ธามไท : ไม่รู้เหมือนกันครับ (หัวเราะ) ตอน 8 ขวบผมเห็นหนังเรื่องนึงแล้วบอกแม่ว่าอยากทำแบบนั้นได้ เขาก็เลยส่งผมไปเรียนเต้น พอเรียนก็จะเจอพี่เจอเพื่อน เขาก็ชวนต่อไปเรื่อยๆ ไปแข่ง ไปเต้นโน้นนี้ คือเด็กๆ เราก็ไม่รู้ว่าชอบรึเปล่า แค่เราโตมาแบบผูกพัน เต้นมาตลอด ผมไม่ใช่เด็กกิจกรรม เป็นเด็กหลังห้อง แต่เต้นได้ เขาก็เลยเอาเราไปทำกิจกรรม (หัวเราะ)
เอม : เอมเริ่มด้วยการร้องเพลงก่อน แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ชอบยืนร้องเฉยๆ เพลงช้าเราก็มีแอบขยับ ก็บอกแม่ เรารู้สึกว่าการเต้นต้องใช้เบสิค ก็เลยไปเรียน เริ่มจากเรียนแจ๊ส แต่รู้สึกว่าไม่ใช่ทางเราก็เลยเปลี่ยนสาย แต่แจ๊สดีมาก แนะนำเลย

ทำไมถึงตัดสินใจเข้าร่วมการแข่งขัน
เอม : ไม่คิดเลย (หัวเราะ) รู้แค่ว่าได้เต้น แล้วเขาก็บอกว่าต้องมีคู่ คนเดียวที่นึกได้คือธาม เพราะเราเคยเรียนเต้นด้วยกันตั้งแต่เด็ก แล้วเคยไปเรียนเต้นที่อเมริกามาด้วยกัน แต่รู้ว่าเขาเป็นสายไม่ชอบแข่งเท่าไหร่ เราก็ไม่ได้อยากจะแข่งแล้ว แค่อยากทำโชว์ เพราะรู้ว่ารายการใช้เทคโนโลยีเออาร์ซึ่งไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน
ธามไท : อันนี้รู้ด้วยเหรอ ทำไมเราไม่รู้เรื่องอะไรเลย
เอม : เอมโทรไปแค่ ธามๆ มาเต้นกันป่ะ คือถ้าไม่ได้ธามก็คิดหนักเหมือนกันว่าจะมาดีไหม เพราะการที่เราจะต้องมาอยู่กับคนหนึ่ง 6 เดือน ถ้ามีอะไรในใจกันนิดเดียว ถ้าซ้อมถ้าอะไรกันจะยังไง
ธามไท : ผมแค่รู้สึกว่าไม่ได้เต้นคนเดียวไง ก็ไม่ได้ล้มคนเดียว ล้มก็ล้มทั้งคู่ (หัวเราะ) ก็ไม่ได้คิดอะไรเยอะ
ซาร่า : ของซาร่าตอนแรกก็สองจิตสองใจนะ เราก็ไม่อยากแข่งแล้วเหมือนกัน แล้วงานเราก็เยอะพอสมควร ก็กลัวจะทำได้ไม่เต็มที่ แต่พอเขาบอกว่าเป็นการกุศลนะ เลยอยากลอง เลยตัดสินใจรับ
เต้ย : ผมมีปัญหาคือกระดูกสันหลังเคลื่อนตอน 10 ปีที่แล้ว
ซาร่า : จริงๆ ก็ถามเขาก่อนว่าไหวไหม แต่พอเขาโอเค เราก็โอเค เพราะโอกาสที่จะมาเต้นด้วยกันจริงจังไม่ได้หาง่ายๆ รายการนี้ทำให้เราอยากลอง อยากรู้ว่าการเต้นของเราจะไหวแค่ไหน

ปกติในชีวิตประจำวันได้เต้นมากน้อยแค่ไหน
เอม : เราเต้นตลอด ในห้องน้ำเราก็เต้น (หัวเราะ)
ธามไท : ทุกวันผมต้องเห็นเกี่ยวกับเต้น ไม่ว่าจะในยูทูป คุยกับเพื่อน ได้ยินเพลงก็เต้น โยกๆ คืออยู่กับอะไรพวกนี้ตลอด
ซาร่า : ถ้าปัจจุบันคือนานๆ ที เวลาเจอกัน อยู่คนเดียวก็ไม่ได้เต้น
เต้ย : ผมนี่ปัจจุบันแทบจะไม่ได้เต้นเลย


ห่างหายจากการเต้นไปนาน พอได้กลับมาเต้นความรู้สึกเป็นไง
เต้ย : มีความสุขมาก…กกกกกก ผมร้องไห้ไปเยอะนะกับอาการบาดเจ็บ บีบอยใช้ภาระร่างกายเยอะ ผมเริ่มช้าด้วย ผมรู้สึกเลยว่าแย่มาก ก็ได้พักไประยะหนึ่ง พอมีรายการนี้มา พอได้ลองเต้นปุ๊บคือมีความสุข ยิ่งได้เต้นด้วยกันเราได้ปรึกษากัน คุยกัน เหมือนความสุขที่ลืมไปแล้วกับเรื่องตรงนี้ย้อนกลับมา แฮปปี้มาก
ซาร่า : ของซาร่าจะเป็นในแนวมุมมอง…เราเต้นมาตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่ไม่มีงาน หรือตอนที่ไปทำงานที่จีน ว่างๆ เราจะไปหาที่เรียนเต้น หรือไปขอซ้อมกับเพื่อนที่เป็นแดนเซอร์ แค่อยากเต้นเพราะว่าเรามีความสุขจริงๆ จนตอนนี้คนจะไม่ค่อยรู้ว่าซาร่าเต้นได้ จะเห็นเราในมุมตลกเฮฮา แต่จริงๆ แล้วเราก็มีมุมจริงจังที่อยากให้เห็น

ออกกำลังกายด้วยการเต้น หรือต้องออกกำลังกายอื่นๆ เพิ่ม
เอม : เราสองคนเหมือนกันคือไม่ได้ชอบฟิตเนส ไม่ชอบวิ่ง ถ้าเสียเหงื่อด้วยการยกเวท วิ่ง เราจะท้อมาก แต่จะเน้นเรื่องยืดกล้ามเนื้อมากกว่า ให้คลายตัว ไม่เกร็ง จะได้ไม่บาดเจ็บเวลาเต้น
ธามไท : อย่างฟิตเนสผมเล่น แต่เล่นเพื่อหุ่น ไม่ได้เพื่อกำลังอะไร เราเต้นอยู่แล้ว คือผมรู้สึกว่าเพิ่มกำลังในตัวเองอยู่แล้ว

คนเต้นเป็นมีเสน่ห์ตรงไหน
ซาร่า : จริงๆ ผู้ชายไม่หล่อเลยที่เจอในชีวิต แต่พอเต้นได้ปุ๊บเสน่ห์เขาจะออกมา
เต้ย : อย่างพวกอเมริกันหลายคนเลยนะ ดูเผินๆ เหมือนเส้าหลินอ่ะ หัวเกรียนๆ แต่พอเต้นขึ้นมาปุ๊บคือหล่อ
เอม : เหมือนธามเนี่ยใกล้ตัว เป็นคนที่ยืนหรือนั่งเฉยๆ ก็ไม่อะไร พอเต้น โห หล่อขึ้นเยอะมาก อยากให้เต้นไปเรื่อยๆ ทั้งวันวนไปเลย หยุดเต้นเมื่อไหร่น่ารำคาญ
ธามไท : ผมว่าคนเต้นเป็นเท่าที่เห็นส่วนใหญ่จะหุ่นดีกว่าคนทั่วไป ผมมองหน้ามองหุ่นก่อนอ่ะ (หัวเราะ)
เอม : เดี๋ยวก่อน เธอไม่ได้ดูไลน์เต้นอะไรเลยเหรอ (หัวเราะ)
ธามไท : แหม ก็ผู้ชาย… จริงๆ ผมเต้นมา ผมก็จะให้เครดิตคนที่เต้นเป็นมากกว่าอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่การทำวันเดียวแล้วได้ เรารู้ว่าคุณต้องฝึกมาในระดับนึง รู้ว่าคนนี้ต้องมีความตั้งใจ
ซาร่า : เราว่าคนที่เต้นจะมีเสน่ห์ตรงที่เขาเข้าใจตัวเอง เข้าใจร่างกาย เข้าใจการวางท่า วางคาแรกเตอร์ เป็นบุคลิกภาพที่หลุดออกมาจากการยืน การพูด เป็นการเอ็นเตอร์เทนทั้งตัว ใช้เสน่ห์ทุกอย่างบนร่างกาย เป็นศิลปะที่ครอบคลุมที่สุดแล้ว

ถ้าบังคับว่าห้ามเต้น สามารถอยู่นิ่งๆ ได้นานแค่ไหน
ธามไท : อยู่ที่ว่าเปิดเพลงอะไรมาให้ดีกว่า (หัวเราะ)
เอม : ไม่ใช่แค่พวกเราหรอก ทุกคนแหละ
ธามไท : ผมเคยวัดมาแล้วกับเพื่อน เราจะแพ้เพลงตามร้านเสื้อผ้า เขาจะชอบเปิดเพลงเหมือนเดินแบบ


คนชอบเต้น จำเป็นแค่ไหนต้องเรียนเต้น
ธามไท : ผมว่าพื้นฐานสำคัญนะ เป็นตัวที่ทำให้ต่อท่าง่าย แต่ก็อยู่ที่ว่าคุณลงทุนระยะยาวขนาดไหน สมมติคุณอยากเต้นแค่ 5 วัน ซ้อม 5 วัน คุณไม่ต้องพื้นฐานแน่นก็ได้
เอม : แต่ถ้าคุณอยากทำเป็นอาชีพก็อีกแบบ คุณควรรู้เบสิค บางคนลงท่าเลย ได้เหมือนกัน แต่พอกลับมาดูจะมีที่รู้สึกว่าบางจุดถ้าคุณแน่นอีกจะเต้นได้ไลน์ดีขึ้น
ธามไท : คนที่เรียนมาจะรู้ว่าท่านี้มาจากอะไร แล้วจะต่อท่าไปทางไหน ทุกอย่างจะง่ายถ้ารู้เบสิค
ซาร่า : อย่างซาร่า ไม่ใช่เรามีพรสวรรค์นะที่ทุกคนมองว่าแป๊บเดียวก็เต้นได้ จำท่าได้ แต่แค่เราชิน เราฝึกมาตั้งแต่เด็กๆ
ธามไท : ดีที่ผมเริ่มเบสิคตั้งแต่ 8 ขวบ ตอนเด็กๆ ไม่รู้เรื่องอะไรอยู่แล้ว เต้นตามคนอื่นไป (หัวเราะ) ถ้าเริ่มตอนโตแล้ว เราจะไปหวังที่จุดนู้นแล้วไง เห็นคนเต้นเก่งอยากเต้นได้แบบนั้น แต่เวลาไปเรียนเขาจะให้เราเต้นท่าง่ายๆ ก่อน เราอาจจะรู้สึกเซ็ง แต่ต้องคิดก่อนว่าเขาให้เริ่มทำท่านี้เพราะอะไร
เอม : ตอนเรียนมีเป็นสิบๆ คนในห้องนะ แต่ก็จะค่อยๆ หายไป เพราะทนอยู่กับเบสิคไม่ได้ เบสิคเป็นอะไรที่น่าเบื่อ คือคนที่ไม่เคยเรียนแต่เต้นได้ดีก็มีเหมือนกัน คือพรสวรรค์ก็มีส่วน แต่อย่างคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เก่งก็ฝึกได้หมด

ผู้ใหญ่บางคนมองว่าเรื่องเต้นอะไรแบบนี้ไร้สาระ
ธามไท : สมัยนี้วัดกันไม่ได้แล้วนะ ต้องถามว่าอะไรที่เขามองว่าไร้สาระ ถ้าทำให้เรียนแย่ นั่นอยู่ที่สมอง อยู่ที่วิจารณญาณและการตัดสินใจชองเด็กแต่ละคนแล้ว อายุเท่ากัน ทุกอย่างเหมือนกัน แต่การตัดสินใจบางอย่างไม่เหมือนกัน คนทุกคนก็เลยไม่เหมือนกัน
เอม : อย่างเรานี่การเต้นคือสาระในชีวิตเราเลย การเต้น เป็นแดนเซอร์อยากให้รู้ว่าไม่ได้ง่าย
เต้ย : เป็นการพัฒนาตัวเองในหลายรูปแบบ มองเป็นเรื่องเล่นก็ได้ หรือเป็นศิลปะ ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน
ธามไท : ใช่ เหมือนเล่นฟิตเนส งั้นผมบอกว่าคนเล่นฟิตเนสคือไร้สาระเหรอ ก็ไม่ใช่
เอม : อย่างเอมตอนนี้เรียนป.โท ก็มีปัญหาเรื่องแบ่งเวลา ปรึกษาอาจารย์เขาก็พูดมาว่า แล้วอะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิตคุณล่ะ คือการเต้น การโชว์ หรือคือการเรียนตรงนี้ นี่ก็อึ้งไปแป๊บนึง แล้วตอบว่าเรียนหนูว่าสำคัญมากแต่หนูไม่ได้รัก หนูอยากเรียนจนจบ แต่ถามว่ามี Passion เท่าเต้นไหมก็ไม่ แต่ก็สำคัญ จริงๆ คนเราทำได้หลายอย่างนะในเวลาเดียวกัน ไม่ได้ต้องเลือก อย่างธามก็เรียนอยู่ คือทุกคนทำได้
ธามไท : ผมเคยเข้าห้องปกครองของโรงเรียน เขาก็จะพูดเรื่องเกมเรื่องเต้น ผมก็จะบอกว่า ไม่เกี่ยว ที่แย่คือเราเอง คือการตัดสินใจของเรา อย่าไปโทษอย่างอื่น คือเด็กแต่ละคนตัดสินใจไม่เหมือนกัน
ซาร่า : ซาร่าว่าเด็กๆ ทุกคนต้องมีพัฒนาการในการเติบโตที่แตกต่างกัน สำคัญคือการให้เขาได้เรียนรู้ก่อนว่าเขาชอบหรือไม่ชอบ ถ้าเขาชอบก็สนับสนุน การเต้นไม่ใช่เด็กสนุกอย่างเดียว แต่ฝึกพัฒนาการ ฝึกการเข้าสังคม บุคลิกภาพ ความคิด โดยเฉพาะเรื่องความจำ เวลาเต้นจำเยอะมาก เขาสามารถเอาสกิลพวกนี้ไปปรับใช้ในชีวิตต่อๆ ไปได้ด้วย

 

ส่วนหนึ่งจากคอลัมน์ Round Table ในนิตยสารกุลสตรี ฉบับพฤศจิกายน 2561
** เรื่องโดย fiefiez S. สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอกภาพหรือเนื้อหาใดๆ ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากต้องการเผยแพร่กรุณาแชร์บทความเท่านั้น **

[Sassy_Social_Share]
160