กว่าจะเป็นช่อม่วงจานสวย ณ มหานครนิวยอร์ก

พนิดา บวรนีรนาถ

เรื่อง : แม่บ้านเที่ยงคืน

ช่อม่วง อาหารไทยจานสวยที่หากินยากและหลายคนอาจจะเพิ่งจะได้ยินชื่อบ่อยๆ จากละครย้อนยุคสุภาพบุรุษจุฑาเทพเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่ที่น่าแปลกคือ มีอีกหลายคนที่เพิ่งจะได้ชิมครั้งแรกและจดจำรสชาติมิรู้ลืมของช่อม่วงจานแรกก็ที่มหานครนิวยอร์กนี่เอง

คนเมืองนิวยอร์กนี้หนา เขารู้จักช่อม่วงจากร้านอาหารไทยเล็กๆ ในย่านหรูเดินไม่ไกลจากแถวเล็กซิงตันที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ตั้งแต่หน้าร้านจนถึงห้องน้ำที่ละเมียดทุกขณะจิตกว่าจะได้ล้างมือก็ต้องผ่านรูปปั้นใบบัวแต่ละชั้นทำให้ได้พิจารณาทั้งหยดน้ำทั้งความประณีตของเจ้าของร้านเลยทีเดียว แต่กว่าจะได้อาหารไทยแต่ละจานรสชาติไทยๆ จัดๆ ที่ไม่ยอมใส่ผงชูรสเลยสักนิดในต่างแดนแบบนี้ กว่าจะมีร้านที่สวยงาม รางวัลมิชลินมาทุกปี มีรายการโทรทัศน์มาถ่ายทำ หรือคนดังหลายคนมา   นั่งกินได้ เบื้องหลังก็ไม่ได้งามละมุนเช่นนี้ เจ้าของร้านเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่แบกความฝันมาจากเมืองขอนแก่นตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยในวัยยี่สิบต้นๆ ร้านของเธอ จึงชื่อ เดอะนัว (The Nuaa) เป็นภาษาอีสานที่เป็นบรรยายรสชาติอาหารว่ากลมกล่อมจริงๆ ยิ่งกว่าแซบเสียอีก กุลสตรีขอแบ่งปันเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้ คุณโอ – พนิดา บวรนีรนาถ หนึ่งในหุ้นส่วนเจ้าของร้านอาหารชื่อดังร่วมกับ  คู่ชีวิตและพี่สาวที่ตั้งอยู่ถนนสายหลัก 1 Avenue (เฟิร์ส อเวนิว) และวันนี้กุลสตรีอยากจะเล่าตำนานร้านเดอะนัวผ่านบันทึกการเดินทางที่เราเอามาฝากจากอเมริกาเลยทีเดียว

คุณโอช่วยเล่าที่มาที่ไป ทำอย่างไรถึงได้มาตั้งรถรากอยู่ที่นิวยอร์ก

และก่อนมาทำร้านทำอะไรมาบ้าง

พอเรียนจบมหาวิทยาลัย โอก็มาที่นิวยอร์กเลย ตอนแรกกะว่ามาเรียนต่อ แต่อยู่ไปอยู่มาได้เข้าไปลองทำงานในร้านอาหารและเมื่อได้เข้ามาทำงานในร้านก็รู้สึกว่ามีอะไรให้เรียนรู้เยอะเลย เพราะว่าตอนเราอยู่เมืองไทย เราไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน พอได้ทำ มันก็ทำให้โอเริ่มสนุกกับการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ บวกกับตัวโอเป็นคนที่ชอบกินอาหารนอกบ้าน เป็นคนชอบดูรายการอาหาร ตอนเด็กๆ ก็ชอบไปยืนดูแม่ดูป้าทำอาหาร ก็เลยมีความใฝ่ฝันอยู่แล้วว่า โตขึ้นอยากจะเปิดร้านอาหาร โอทำงานอยู่ในร้านอาหารมาเกือบสิบปี นอกจากได้เรียนรู้ อะไรทุกวัน มันก็สนุกตรงที่ว่าทำงานแล้วได้ตังค์ เราไม่ต้องขอเงินพ่อแม่แล้ว แถมเงินที่ได้ก็เอาไปเลี้ยงครอบครัวได้อีก โอก็เลยรู้สึกว่าสนุกกับระหว่างทางที่เราจะเดินไปยังเป้าหมาย

 

ที่บอกว่าจะเรียนต่อคือไม่ได้เรียนแล้ว

   ใช่ โอก็เปลี่ยนแผนเลย เพราะเราได้ตั้งเป้าหมายในชีวิตแล้วว่าเราอยากทำร้านอาหาร เพราะฉะนั้นโอก็เรียนรู้กับการทำงานตลอดระยะเวลาเกือบสิบปีให้เต็มที่ว่าร้านอาหารต้องทำอะไรบ้าง

 

ตอนทำงานเสิร์ฟ ปกติรายได้เป็นอย่างไร เพราะใครๆ ก็บอกว่าอยากมาทำงานเสิร์ฟที่อเมริกา

   รายได้ตอนที่โอทำเมื่อสิบปีที่แล้ว เขาจะจ่ายเป็นชิฟท์ (กะทำงาน) ชิฟท์ละ 15 เหรียญ (ดอลลาร์) เงินที่เราได้ส่วนใหญ่มาจากทิปที่ลูกค้าให้ ถ้าใครได้ทำอยู่ที่ร้านที่มีลูกค้าเยอะ ก็จะได้เงินเยอะ อย่างโอนี่โชคดีที่ได้อยู่ร้านที่ค่อนข้างยุ่ง หนึ่งวันโอได้ประมาณเกือบๆ 200 เหรียญ ซึ่งจริงๆ เรารอเงินทิป ไม่ได้รอจากเงินที่ร้านอาหารจ่ายให้ แต่สมัยนี้เขาจ่ายค่าตัวเป็นชั่วโมงแล้ว ก็จะเยอะหน่อย บวกกับทิปอีก

 

สมัยนี้เขายังได้ทิปกัน 200 เหรียญอยู่ไหม ถ้าเป็นร้านที่มีลูกค้ามาก

   ถ้าร้านยุ่งๆ ก็อาจจะได้ แต่โอว่าค่อนข้างน้อยนะ เพราะว่ายิ่งร้านยุ่ง เจ้าของร้านก็ต้องลงคนเพิ่ม เพื่อที่ลูกค้าจะได้บริการที่ดีขึ้น มันก็ต้องมีส่วนหารเยอะขึ้น น่าจะอยู่ที่ 150 - 170 เหรียญ ไม่น่าถึง 200 สำหรับร้านอาหารไทย ถ้าเป็นร้านฝรั่งอาจจะได้เยอะ เพราะว่าอาหารเขาแพงกว่าเรา

ทำอย่างไรถึงได้ทำร้านอาหารคะ เพราะการทำร้านอาหารไม่น่าจะใช่เรื่องง่าย

   ใช่ มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ว่าตอนนั้นเหมือนกับว่าตัวเองกำลังไฟแรง และคิดว่า ตัวเองน่าจะมีประสบการณ์มากพอแล้วที่จะเปิดร้าน จึงตัดสินใจเปิดร้านกับแฟนและพี่สาว แต่พอเริ่มลงมือทำ ก็รู้แล้วว่าทางมันก็ไม่ได้ ปูไปด้วยกลีบกุหลาบเหมือนที่เราคิดไว้

 

กว่าจะได้เปิดร้าน เจออะไรบ้างด่านที่หนึ่ง

   อุปสรรคแรกเลยที่โอเจอก็เกี่ยวกับการต้องประสานงานเรื่องเอกสารกับแลนด์ลอร์ด (คนให้เช่าที่ทำร้าน) เพราะว่าโอก็ไม่เคยจัดการเรื่องเอกสารหรือข้อกฎหมายต่างๆ พอโอไปทำ ก็เหมือนเราเป็นเด็กไม่ค่อยรู้เรื่อง ซึ่งแลนด์ลอร์ดเหมือนเขาเป็นนักธุรกิจใหญ่อยู่ Fifth Avenue แล้วโอเป็นเด็กธรรมดาๆ ไปคุยกับเขา พออายุ เยอะขึ้นแล้วมองย้อนกลับไปตอนนั้น โอรู้สึกว่าโอเหมือนเด็กที่ไปคุยกับผู้ใหญ่ และรู้ตัวเลยว่าเสียเปรียบเขาตั้งแต่วันนั้นเลย แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเราเซ็นสัญญาไปแล้ว

 

การต่อสู้กับซิตี้

   (สำนักงานของเมือง ถ้าบ้านเราก็คงเป็นสำนักงานเขต) ซึ่งซิตี้นี้คือของรัฐบาล ที่ก่อนทำร้านเราก็ต้องไปขออนุญาต และต้องรอให้เขาออกใบอนุญาตให้เราทำร้าน ซึ่งบางคนโชคดี ก็ได้เร็ว บางคนโชคไม่ดีก็ได้ช้า และโอก็โชคดีมาก ได้ช้ามากๆ (หัวเราะ) โอได้ใบอนุญาตในการทำร้านช้ามาก (เน้นเสียง) จนทำให้มันเลยเวลาที่ตกลงกับแลนด์ลอร์ดไว้ ว่าจะทำร้าน   4 เดือน โดยไม่คิดค่าเช่า แต่โอใช้เวลาทั้งหมดไปเป็นปี ซึ่งหลังจาก 4 เดือน โอต้องจ่ายค่าเช่าไปเรื่อยๆ ซึ่งประมาณเดือนละ 14,000 เหรียญ เป็นเงินที่เยอะสำหรับคนปกติธรรมดา แต่เราทำอะไรไม่ได้เลย เพราะเราไม่สามารถไปเร่ง ซิตี้ได้ เราจำต้องก้มหน้ารับไป

 

ก่อนที่เขาจะให้ใบอนุญาต เขาต้องดู อะไรบ้าง

   เขาจะดูแปลนว่าเราขอยื่นแปลนไปทำอะไร ไม่ว่าจะเรื่องท่อ การก่อสร้าง เขาต้องการ Blue Print แบบทั้งหมด และบางทีที่เราส่งไปเป็นช่วงที่คนมาทำเรื่องเยอะ เขาก็จะตรวจสอบช้า กว่าเขาจะอนุมัติก็ต้องใช้เวลาหลายเดือน ของโอเขาใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เขาถึงอนุมัติ พอดูเรื่องแปลนแล้วเขาจะดูว่ามันถูกต้องตามกฎหมายที่เขากำหนดไว้หรือเปล่า ดูเรื่องท่อน้ำ ถ้าโอต้องการเพิ่มท่อน้ำ เพิ่มอ่างล้างมือ เขาก็ต้องให้เราทำแปลนของท่อใต้ดินในร้านของเราไปให้เขาทั้งหมด ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก และตอนนั้นโอก็ไม่รู้ว่า การขออนุญาตเรื่องท่อเป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าโอรู้ตั้งแต่ตอนนั้นโอจะไม่แตะต้องท่ออะไรใดๆ ในร้านเลย (หัวเราะ) ด้วยความไม่รู้จึงต้องรับมาเป็นบทเรียนและประสบการณ์

 

การก่อสร้างร้าน

   ด่านต่อมาคือผู้รับเหมาที่จะมาทำร้าน ให้เรา ก็ทำๆ ไป พอร้านใกล้เสร็จ เหลืออีกประมาณหนึ่งในสี่ที่ยังไม่เสร็จ ที่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ผู้รับเหมาก็ขอเบิกเงินไปซื้อของอย่างที่ทำปกติ แล้วอยู่ดีๆ เขาก็หายไปพร้อมกับเงินก้อนนั้น ซึ่งก็หลายหมื่นอยู่ ตอนนั้นที่โอรู้ตัว ก็รู้สึกเข่าแทบทรุด มันเคว้งมากเลย เพราะเราก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องการก่อสร้างอะไรมากมาย เราก็คิดว่าทำไมเราต้องเจอเรื่องแบบนี้ แต่ว่าต้องตั้งสติ พอดีแฟนโอซึ่งเป็นเชฟ เขาก็เรียนจบมาทางด้านช่างมาด้วย เขาก็เลยยังคุมช่างให้ทำงานต่อจากผู้รับเหมาได้ ซึ่งช่างก็คือช่างที่ผู้รับเหมาทิ้งไว้ให้เราดูแลจ่ายเงินเอง ซึ่งที่จริงโอจ่ายเงินค่าช่างให้ผู้รับเหมาแล้ว ทำให้เราต้องมาจ่ายสองครั้ง โอ แฟน และพี่สาวก็ต้องมาช่วยช่างทำ ช่วยติดไฟ ทาสี เพื่อให้มันเร็วขึ้น เพราะทุกนาทีมันเป็นเงินหมดเลย ถ้าร้านเปิดช้า เราก็ต้องเสียค่าเช่าและจ่ายค่าช่างไปเรื่อยๆ ซึ่งมันมีแต่รายจ่าย ไม่มีรายรับเข้ามา เราเลยต้องลงแรงช่วยช่างเพื่อให้ร้านได้เปิดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ด่านหิน คำวิพากษ์วิจารณ์

   หลังจากนั้น ร้านก็เสร็จ เราก็ได้เปิดร้าน แต่มันก็ยังมีเรื่องคำวิพากษ์วิจารณ์ของคน เพราะว่าร้านที่โอเปิด ตอนนั้นเมื่อ 5 - 6 ปีที่แล้ว มันไม่มีใครทำสไตล์นี้ และทุกคนก็คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะเปิดร้านสไตล์นี้ในนิวยอร์กซิตี้ คืออาหารรสชาติไทยจริงๆ เผ็ดจัดก็คือเผ็ดจัด เป็น Fine Dining และเสิร์ฟในราคาค่อนข้างสูงกว่าระดับมาตรฐานที่ร้านอาหารไทยในนิวยอร์กเขาทำกัน ทั้งญาติพี่น้อง เพื่อนๆ ทั้งคนสนิททั้งคนไม่สนิท ทั้งคนรู้จัก ทั้งคนไม่รู้จัก เขาก็วิพากษ์วิจารณ์กันเยอะมากหนาหูว่า ร้านแบบนี้ ทำไม่ได้มันไปไม่รอดหรอก มันไม่มีทางเป็นไปได้ มีคนบอกให้โอเปลี่ยนเถอะ เพราะเขากลัวว่า เราจะล้มจะเจ็บ ซึ่งตอนนั้นเครียดมาก เพราะว่าโอก็เชื่อในใจลึกๆ ของตัวเองว่า เราต้องทำได้ และโอก็เป็นคนที่ทำตามเสียงหัวใจของตัวเอง ก็เลยตัดสินใจว่าโอเชื่อว่าโอทำได้ เลยไม่เปลี่ยนตามที่คนอื่นเขาพูด

   พอร้านเปิดจริงๆ ช่วง 2 - 3 เดือนแรก มันก็เป็นอย่างที่ทุกคนพูดจริงๆ (หัวเราะ) คือลูกค้าในนิวยอร์กรับอาหารสไตล์ร้านโอไม่ได้ รับราคาไม่ได้ ตอนนั้นโอโดนลูกค้าบ่นเยอะว่า ทำไมอาหารร้านยูแพงแบบนี้ ทำไมอาหารร้านยู มันไม่มีเหมือนร้านอื่น ซึ่งตอนนั้นโอก็รู้สึกว่า หรือว่าสิ่งที่เราทำมันไม่ถูกจริงๆ แต่ในใจลึกๆ เราก็คิดว่า เราเอาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า   โอทำอาหารที่มีคุณภาพให้ลูกค้า โอก็เชื่อว่าต้องมีสักคน ต้องมีลูกค้าสักกลุ่มที่เห็นคุณค่าในสิ่งที่โอทำ โอก็เลยสลัดความไขว้เขวนั้น ออกไป บอกตัวเองว่าเราต้องทำในสิ่งที่เราเชื่อ โอเลยยังทำต่อโดยที่ไม่สนใจคำคอมเพลน ของลูกค้า

 

ล้มลุกคลุกคลานจนมีฟ้าหลังฝน

   ในที่สุด ฟ้าหลังฝนก็งดงามเสมอ ผ่านไประยะเวลาหนึ่ง ลูกค้าที่มากินเขาก็เริ่มเข้าใจว่าที่อาหารยูมันนาน เพราะว่าอาหารของยูมันสวยมาก รสชาติดีมาก เขาก็เลยไปบอกกันปากต่อปาก เราจึงได้ลูกค้าดีๆ มา มีทั้ง Celebrity เชฟชื่อดัง ไปจนถึงผู้นำของประเทศต่างๆ เลือกที่จะมากินร้านโอเมื่อเขามานิวยอร์ก เช่น ประธานาธิบดีของศรีลังกา ดาราบอลลีวูด ไอรอนเชฟหลายคนมาลองอาหารร้านโอ ร้านโอได้รางวัลมิชลินทุกปี และร้านโอยังได้รับรางวัลเป็นร้านอาหารไทยที่ดีที่สุดในนิวยอร์กซิตี้ ถือว่าไม่เสียแรงที่เราอดทนทำกันมา

 

ก่อนที่จะเริ่มทำร้าน เราได้ฝันไว้ไหมว่าร้านเราจะเป็นแบบไหน

   คอนเซปต์ที่เราคิดไว้คือ Modern Authentic Thai อาหารจะเป็นแบบ Fine Dining และมีพรีเซนเตชั่นแบบสวย แต่รสชาติคือไทยจริงๆ ซึ่งยังไม่มีใครทำแบบนี้ เขาก็เลยชอบ ยอมให้เช่าร้านเขา

อาหารไม่ใส่ผงชูรสด้วย

   ใช่ค่ะ เพราะเชฟเขาจะเข้มงวดมากว่า เขาเป็นเชฟแล้ว ถ้าใส่ผงชูรสก็เป็นเชฟที่ไม่มีฝีมือ เชฟคือแฟนโอเอง ซึ่งเขาคิดว่าอาหารถ้าวัตถุดิบดี ถ้ารู้วิธีการทำที่ดีแล้ว มันจะอร่อยด้วยตัวของมันเอง โดยที่เราไม่ต้องใส่ผงชูรส

 

จุดขายที่ทำให้เราประสบความสำเร็จคืออะไร

   โอคิดว่าการที่เชฟของเรา ร้านของเราใส่ใจทุกอย่างเกี่ยวกับอาหารและเซอร์วิส เราจะเน้นเรื่องการบริการมาก เพราะเราเสิร์ฟอาหารที่ราคาค่อนข้างสูง ส่วนที่ลูกค้าชอบจริงๆ น่าจะเป็นอาหาร ลูกค้าที่เขาลิ้มรสจริงๆ จะรู้ว่าอาหารร้านเราไม่เหมือนร้านอื่น มันผ่านกรรมวิธีที่ประณีต ผ่านขั้นตอนการทำที่ดีจริงๆ ทั้งคุณภาพและรสชาติ

 

อาหารที่คนฮิตสั่งเยอะๆ เป็นจุดขายของเราคืออะไรบ้าง

   ตอนนี้ที่ดังจริงๆ คือ ช่อม่วง เพราะว่ามีหลายรายการ หลายสื่อเข้ามาทำรีวิวให้กับช่อม่วง เพราะเขารู้สึกว่ามันเป็นอาหารที่สวยและอร่อย เขาจึงเข้ามาทำรีวิวกัน จนตอนนี้ ช่อม่วงโด่งดังมาก

ทำไมถึงเป็นช่อม่วง เพราะช่อม่วงค่อนข้างทำยาก ที่เมืองไทยยังหากิน ยากเลย

   เหตุผลที่เราเลือกช่อม่วงมีความส่วนตัวนิดหนึ่ง ตอนเด็กๆ โอเคยเห็นช่อม่วงในหนังสือ แต่ไม่เคยกินเลย เราก็มีความใฝ่ฝันว่าอยากกินช่อม่วงมาก แต่มันหากินยาก ตอนนั้นโออยู่ที่ขอนแก่นก็ไม่ค่อยมีใครทำ เลยคิดว่าสักวันหนึ่งโอจะต้องกินขนมช่อม่วงให้ได้ แล้วพอมาทำร้านอาหาร โอคิดว่าต้องเอาช่อม่วงมาทำ เพราะโอรู้สึกว่าช่อม่วงกำลังจะหายไปจากประเทศไทย มันเป็นขนมที่มีคุณค่าและมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน โอคิดว่าเราควรจะอนุรักษ์ไว้ ถึงแม้ตอนทำจะใช้เวลามาก แต่โอคิดว่าคนจะต้องเห็นคุณค่าของมัน แล้วในที่สุดเขาก็เห็นคุณค่าจริงๆ แล้วก็ประสบความสำเร็จ เพราะได้เป็น The Best Dumpling ในนิวยอร์กซิตี้

 

นอกจากช่อม่วงแล้วมีอะไรอีก

   ขนมจีนน้ำยาปู ที่ร้านเราได้รับการแนะนำจากมิชลินว่าถ้ามาที่นี่ต้องกินขนมจีนน้ำยาปู เพราะรสชาติเข้มข้นจัดจ้าน และใช้ขมิ้นสดๆ มาทำ ขนาดคนไทยมากินยังชอบเลย จริงๆ โอทำอาหารรสชาติไทย ใส่น้ำปลา ใส่เครื่องปรุงไทยตามปกติ บางอย่างที่มันควรจะเผ็ดโอก็ให้มันเผ็ดเลย โอคิดว่าน้ำยาปูไม่ได้เผ็ดมาก ฝรั่งรับได้ โอก็ทำรสชาติไทยเลย แล้วฝรั่งก็รับได้จริงๆ

มีเครื่องดื่มที่ผสมความเป็นไทย

   Grapefruit Martini ลูกค้าก็ชอบ เพราะกินแล้วมันสดชื่น เป็นการผสมผสานระหว่างใบโหระพากับเกรฟฟรุต ลูกค้ามาถึงก็จะมีสั่งตลอด เพราะน่าจะเป็นจุดขายของร้านเลยก็ว่าได้ เพราะเราเอาใบโหระพามาทำรวมกับผลไม้

 

เท่าที่ฟังดู ตอนนี้ร้านก็อยู่ตัวขึ้น

หรือเปล่าคะ

   ใช่ค่ะ ร้านเริ่มอยู่ตัวขึ้น ลูกค้าที่มาที่ร้านก็จะเป็นลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่เขาต้องการมาลิ้มรสจริงๆ ซึ่งไม่มีปัญหาลูกค้าบ่นเหมือนกับตอนที่เปิดร้านแรกๆ

 

แต่ยังมีความท้าทายที่ต้องเจอเรื่อยๆ

   เกี่ยวกับพนักงาน เพราะตอนที่โอเปิด ร้านใหม่ๆ โออายุยังน้อยและพนักงานก็อายุเยอะกว่าโอ ตอนนั้นอายุประมาณ 29 โอก็ต้องประสานกับคนที่อายุมากกว่า ตอนแรกก็ต้องปรับตัวเยอะเหมือนกันว่า ทำอย่างไรเขาถึงจะตามเราได้ ทำอย่างไรเขาถึงจะฟังเรา เพราะเราเด็กกว่าเขาเยอะ แต่ในที่สุดก็ทำได้

 

การทำงานบริหารร้านกับคู่ชีวิต ข้อดีและความท้าทาย

   มีทั้งข้อดีและข้อเสียในการทำงานร่วมกัน ข้อดีคือ เราเข้าใจกันและรู้ใจกัน ทำให้ทำงานง่าย เขารู้ว่าเราต้องการอะไร เราก็รู้ว่าเขาต้องการอะไร อาหารที่ออกมามันก็เลยตรงกับจุดประสงค์ ของเราทั้งสองคน แต่ในการทำงานร่วมกัน    ก็ลิ้นกับฟัน งุ้งงิ้งๆ ทะเลาะกันบ่อยๆ ทำให้บางทีก็เสียสุขภาพจิตเรื่องงาน ส่วนใหญ่ จะทะเลาะกันเรื่องพนักงาน คือว่าโอเป็นคนที่ค่อนข้างเข้มงวดมาก ส่วนแฟนโอเขาเป็นคนใจดี เขาจะค่อนข้างปล่อย ก็จะทะเลาะกันเรื่องนี้ว่า ทำไมยูปล่อยขนาดนี้ ให้มันได้มาตรฐานนะ แม้ว่าจะเปิดเกือบทุกวันมาห้าปีกว่าจะหกปีแล้ว แต่แปลกมากที่ไม่รู้สึกเบื่อกันเลยค่ะ จริงๆ มันจะต้องเบื่อเนอะ เพราะอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง ไปไหนด้วยกัน ทำอะไรด้วยกัน หรืออาจจะเป็นเพราะตอนทำงานเราก็ต่างคนต่างทำงาน ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง เขาเป็นเชฟ เขาก็ทำหน้าที่เชฟเลย ตอนที่ทำงานไม่มีคำว่าแฟน ไม่มีคำว่าแฟมิลี่อะไรใดๆ ทำงานก็คือทำงาน มันก็เลยไม่ใช่แบบ ฉันเบื่อเธอจังเลย

[Sassy_Social_Share]
49