มื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว แฟนคลับหลายคนอาจรู้สึกเสียดายที่ “แจน-เจตสุภา เครือแตง” ไม่ได้มาขึ้นปกกุลสตรี “ฉบับชราไลน์” (ฉบับที่ 1115) ด้วยในฐานะที่เธอเป็นหนึ่งในสมาชิกยูนิตนั้น สาเหตุเพราะการประกาศจบการศึกษาจากวงไอดอลวงเดิมอย่างกระทันหัน ที่เกิดขึ้นก่อนวันถ่ายแฟชั่นไม่นาน

(เบื้องหลังที่เราพอจะกระซิบบอกได้คือ เราตั้งใจจะพาชราไลน์ทั้งหกขึ้นปกแบบไม่ได้จะตั้งใจตัดใครออก แต่ก่อนวันถ่ายแฟชั่นประมาณสองสัปดาห์ แจนได้ประกาศจบการศึกษาผ่านทางคลิปแบบกะทันหัน และด้วยเงื่อนไขนั้น เราจึงไม่สามารถพาแจนมาขึ้นปกได้)

อย่าว่าแต่แฟนคลับเลย เราเองก็ช็อคไม่แพ้กันที่ชราไลน์บนปกกุลสตรีจะเหลือแค่ห้าคน

เกือบหนึ่งปีต่อมา แจนกลายมาเป็นศิลปินเดี่ยวในนาม “Jan Chan” มีผลงานเพลงออกมาหลายซิงเกิล เป็นพรีเซนเตอร์ ถ่ายแบบ และมีหน้าที่หลักในการเป็น Hokkaido Smile Ambassador ให้กับรัฐบาลของเมืองฮอกไกโด และยังทำงานหลากหลายด้าน ตั้งแต่การถ่ายโฟโต้บุ๊ค เป็นนักแสดงรับเชิญในละครไทยรีเมคจากญี่ปุ่น จนไปถึงการออกแบบผ้า และเสื้อยืดที่ยังคงได้รับการตอบรับจากแฟนคลับเป็นอย่างดีเช่นเคย

กุลสตรีฉบับนี้เลยเป็นจังหวะพิเศษที่เราพาแจนจังมาขึ้นปกฉบับปีใหม่ ที่เราเรียกกันเองว่าเป็น “JANuary issue” และนั่งลงคุยกับแจนที่ให้สัมภาษณ์ด้วยความสดใสจนคนฟังอย่างเราๆ แทบจะยิ้มไม่หุบ และเชื่อว่าใครๆ ที่ได้อ่านสัมภาษณ์ของแจนชิ้นนี้แล้ว ก็น่าจะรู้สึกสดชื่นสดใส ต้อนรับปีใหม่ได้อย่างแน่นอน

และเช่นเคย เมื่อได้โอกาสสัมภาษณ์แจนจังทั้งที เราจึงสัมภาษณ์เรื่องราวต่างๆ ของแจนอย่างยาวเหยียดร่วมชั่วโมง และนำเอาบทสัมภาษณ์ที่ไม่ได้ลงในเล่มมาลงในเว็บให้เหล่าเซนต์อาร์มี่ได้อ่านกันอย่างจุใจแบบ Uncut

ด้วยความช่างพูด และสดใสร่าเริงของแจน เราจึงได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอยู่เนืองๆ และแจนยินดีที่จะตอบคำถามทุกอย่าง แจนในวันนั้นพูดคุยเก่งเสียจนมาร์คซัง (ผู้ดูแลต้นสังกัดของแจนจัง) ที่มานั่งฟังการสัมภาษณ์ด้วย แอบแซวแจนว่า “Talkative” (ช่างพูด) เสียเหลือเกินอยู่เป็นระยะๆ

จริงๆ แล้ว แจนจะรู้ไหม ว่าตอนนั้นตัวเองพลาดการขึ้นปกกุลสตรี?

ก่อนอื่นเลย มีเรื่องจะบอกแจนอย่างหนึ่ง คือทางกุลสตรีเองติดต่อ BNK48 ยูนิตชราไลน์มาถ่ายแบบขึ้นปก ตอนนั้นคือประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2561 (ฉบับที่ 1115) ซึ่งจริงๆ แล้วจะต้องมีแจนด้วย แต่ว่าแจนประกาศจบการศึกษาไปก่อน เลยไม่ได้มาถ่ายแฟชั่นด้วยกันตั้งแต่ตอนนั้น
แต่ว่าตอนนั้นไม่รู้อะไรเลย เพราะว่าไม่มีใครแจ้ง เพราะว่าค่อนข้างจะปุ๊บปั๊บเหมือนกัน

แล้วตอนนั้นแฟนคลับก็ถามมาค่อนข้างเยอะเหมือนกันว่าทำไมแจนไม่ได้ขึ้นปกด้วย
จริงเหรอคะ (หัวเราะ)

จนสุดท้ายแฟนคลับบางคนก็ตัดภาพแจนไปใส่ปกกุลสตรีปกนั้น
มี…เค้าชอบตัดต่อกัน (หัวเราะ)

พอถามเรื่องนี้ ก็เลยอยากถามต่อว่า ได้ติดตามวงเดิม หรือว่ายังได้พูดคุยกับกลุ่มชราไลน์อยู่บ้างไหม
ก็ดูผลงานบ้างนะคะ แต่คงไม่ได้ไปดูตารางงานแบบละเอียด คือก็จะไม่รู้หรอกว่าแต่ละวันพวกเขาไปทำอะไรที่ไหนบ้าง แต่ก็ยังฟอลโลว์อินสตราแกรมอยู่ ก็ยังถามไถ่อยู่บ้างว่าเป็นยังไงบ้าง สบายดีมั้ย บางทีถ้าอยากคอมเมนต์บ้างก็ทำได้ ก็คุยกันปกติค่ะ แต่ก็อาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดเจาะลึกว่าวันนี้ไปไหน งานอะไร ก็คือจะไม่รู้แล้ว เพราะว่าส่วนตัวเองก็มีงานที่ต้องทำเหมือนกัน ก็ยังคอยติดตามและก็พูดคุยกันหลังไมค์บ้างอยู่เสมอ

อยากย้อนถามไปตั้งแต่การเลือกเส้นทางการเป็นไอดอลหน่อย ว่าทำไมถึงอยากมาเป็นไอดอล เพราะเท่าที่ทราบมาว่า ถ้าแจนไม่ได้เป็นไอดอล ก็กำลังจะไปเป็นพนักงานบริษัทที่ไหนสักแห่ง
ไม่ใช่กำลังจะหรอก เป็นพนักงานบริษัทเลยนี่แหละ…(หัวเราะ) คือตอนนั้นเพิ่งเรียนจบพอดี กำลังเคว้งคว้าง แต่ตอนนั้นก็คือว่ายังไม่อยากจะทำงานนั่งในออฟฟิศ เพราะพอจะรู้อยู่แล้วว่าน่าจะรอได้ ก็เลยอยากจะฉีกแนวไปทำอย่างอื่นก่อน ด้วยอายุที่ก้ำกึ่งระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ แล้วเราอยู่ตรงกลางพอดี เราสามารถที่จะไปลองทำอีกแนวทางหนึ่งได้ สมมติว่าถ้าไปทำงานออฟฟิศเลย เราก็ไม่สามารถจะกลับมาทำตรงนี้ได้อีกแล้ว

แล้วช่วงตอนที่เรียนก็มีโอกาสได้ไปแคสต์งานในวงการบันเทิงบ้างบ่อยๆ เป็นเอ็กซ์ตร้าบ้าง นักแสดงหลักบ้าง ก็เลยค่อนข้างจะคุ้นชินกับการแคสติ้งพอสมควร ก็เลยคิดว่าน่าจะสนุกดี แล้วมันก็มีความเป็นญี่ปุ่นที่เราชอบด้วย เป็นเด็กผู้หญิงใส่ชุดน่ารักๆ ก็เลยลองไปทำดูก่อน แล้วอายุก็ถึงช่วงที่เขาจะเปิดรับพอดี ก็เลยถือว่าเป็นความโชคดีของเราด้วยที่ในไทยกำหนดลิมิตอายุมากกว่าทางญี่ปุ่น (ไม่เกินอายุ 23 ปี) แล้วตอนนั้นเราก็ 22 ปริ่มๆ จะ 23 พอดี ก็กลัวเหมือนกันว่าเค้าจะรับสมัครตอนไหน จะเกินอายุ 23 หรือยัง ก็เลยลองฉีกออกมาทำดูก่อน เพราะว่าอยากทำอะไรที่น้อยคนที่จะได้ทำค่ะ

แล้วก่อนหน้านี้มีความชอบทางด้านการเต้น การร้องเพลงบ้างไหม
ชอบ แต่ว่าทำไม่เป็น (หัวเราะ) ก็คือว่าไม่เคยเรียนเลย ไม่เคยมาแนวทางนี้มาก่อน งานในวงการบันเทิงที่เคยทำก็เป็นแค่เอ็กซ์ตร้ามาก่อน แล้วก็ไม่เคยเรียนร้องเรียนเต้นมาก่อน เรียนเต้นนี่คือติดลบเลยก็ว่าได้ เพราะว่าตอนเข้าวงมาใหม่ๆ ก็เป็นเด็กหลังห้องที่สุด ไม่ได้จะอะไรนะ อันนี้มันเป็นความจริงที่ทุกคนก็น่าจะรู้ว่าเต้นไม่ได้…(หัวเราะ) แต่ว่าพาร์ทการร้องก็ยังโอเคหน่อย เพราะส่วนตัวก็คือไม่เคยเรียน แต่ว่ามันก็ไม่ได้ร้องเพี้ยน Pitch ยังโอเคอยู่ ก็ยังพอจะร้องได้ ก็ต้องฝึกกันไป (ยิ้ม)

แน่นอนว่าพอแจนเข้ามาอยู่ตรงนี้ มันก็มีกระแสทั้งบวกและลบ แจนรับมือกับตรงนั้นยังไงบ้าง
ตอนแรกก็รับไม่ได้ (หัวเราะ) เพราะว่าตอนเป็นไอดอลใหม่ๆ หนูว่าทุกคนก็น่าจะโดน Attack อยู่เหมือนกัน ตอนแรกๆ ด้วยความที่เราก็เป็นคนธรรมดาๆ แล้วอยู่ๆ วันหนึ่งก็โดนวิจารณ์ โดนว่า โดนกระแสต่างๆ บางทีก็เรื่องจริงบ้างไม่จริงบ้าง แล้วเราก็รู้สึก เพราะตอนนั้นยังไม่มีหลักของตัวเอง อารมณ์ก็เลยเอนเอียงไปตามคอมเมนต์ต่างๆ พอเค้าคอมเมนต์ชมก็ โอ้โห แฮปปี้ดีใจมาก ไม่เคยมีคอมเมนต์กระหน่ำชมขนาดนี้มาก่อนในอินสตราแกรม แล้วก็มีคอมเมนต์ที่ว่าร้ายเราโน่นนี่นั่น ทั้งที่เป็นเรื่องจริงก็คือติเพื่อก่อ อันนี้ก็ยังโอเค แต่มันก็มีที่แบบว่าติเฉยๆ ด่าเอามันก็มี ตอนแรกก็รู้สึกว่าดาวน์เหมือนกัน ไม่มีแรงทำอะไรเลย ทำไมโลกนี้ไม่มีใครรักเราเลย อะไรประมาณนี้ หนักถึงขั้นที่ว่า ไม่อยากทำแล้ว ถ้าทำแล้วเดี๋ยวก็โดนว่า โดนตำหนิอีก ท้อเหมือนกันนะช่วงแรกๆ

แต่ว่าก็จะมีคุณครู และรุ่นพี่ในวงการบันเทิงที่เค้าเข้ามาสอน เข้ามาบอกว่า โอ๊ย นี่มันเป็นเรื่องปกติ เรื่องธรรมชาติมากสำหรับคนที่ทำงานในวงการบันเทิงตรงนี้ เราก็ฟังแล้วก็ไม่เชื่อหรอกค่ะ เพราะว่าตอนนั้นมันก็ยังซึมซับอะไรไม่ได้มาก เมื่อเวลาเราทำงานมากขึ้น อยู่มานานมากขึ้นเราก็จะเรียนรู้ไปเองว่า สุดท้ายแล้วเครียดไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ตอนแรกก็เครียดว่าเราทำอะไรก็ไม่ดี แต่ว่าพอปรับตัวได้ปุ๊บ ก็ยังอ่านคอมเมนต์ลบๆ ที่ไม่ได้ติเพื่อก่อตรงนั้นอยู่ เป็นการสร้างเกราะขึ้นมาทีละนิดๆ จนเราสามารถป้องกันมันได้ เพราะว่าพอเริ่มโตขึ้นแล้วเราคิดได้ว่าคอมเมนต์ไหนเป็นคอมเมนต์ที่ดี คอมเมนต์ไหนคือคอมเมนต์ที่แย่ แต่ว่ามันก็ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกค่ะ มันก็มีบางครั้งที่เราอ่านแล้วก็ยังรู้สึกเจ็บจังเลย ก็มีปรับๆ กันไป

เพราะว่าเราก็ยังมีความรู้สึกอยู่ค่ะ ถ้ามีคนมาว่าเรา เราก็ยังรู้สึกแย่อยู่เหมือนกัน แต่ก็โอเคนะคะว่าเราสามารถผ่านมันมาได้ แต่เดี๋ยวก็มีเรื่องใหม่เข้ามาอีก (หัวเราะ)

แล้วทำไมแจนถึงตัดสินใจประกาศจบการศึกษา ทั้งๆ ที่ช่วงนั้นวงก็เพิ่งจะกำลังมีชื่อเสียง
จริงๆ มันไม่ใช่เพิ่งจะมีชื่อเสียง มันมีชื่อเสียงตั้งแต่ตอนนั้นแล้วล่ะค่ะ (หัวเราะ) ที่ประกาศจบการศึกษา เอาตรงๆ ก็คือด้วยอายุด้วย และถ้าสมมติว่าที่บ้านเราซัพพอร์ต แล้วเราอายุน้อยกว่านี้ อะไรอย่างนี้ค่ะ (หัวเราะ) เราก็ยังอยากที่จะอยู่ พูดตรงๆ เลยก็คือยังอยากเล่นสนุกตรงนั้นอยู่ มันเป็นการเล่นสนุกที่อีกด้านหนึ่งมันก็เป็นการทำงานเหมือนกัน เป็นการทำงานที่สนุก (หัวเราะ)

แต่ว่าทีนี้เราไม่ได้มีทางบ้านซัพพอร์ตเรา เราต้องเป็นคนซัพพอร์ตทางบ้านแทนแล้ว เพราะว่าเราเรียนจบแล้ว โตแล้ว หลักๆ ก็คือเป็นเรื่องอายุ แล้วก็เรื่องฐานะ…จริงๆ ไม่อยากจะพูดเรื่องเศร้าๆ ดราม่าซักเท่าไหร่นะคะ (หัวเราะ) แต่ว่ามันก็เป็นเรื่องฐานะทางบ้านด้วย เอ่อ…ไม่อยากพูดอ่ะ มันเศร้า มันดราม่า (หัวเราะร่วน) ที่บ้านก็ไม่ได้มีเงินซัพพอร์ตเรามากเท่าไหร่

เราเองก็เรียนจบแล้วด้วย แก่แล้ว ก็ควรจะทำงานที่เป็นหลักแหล่ง เพราะว่าไอดอลมันก็เป็นงานสำหรับวัยรุ่น เราก็เลยคิดว่าอยากจะทำสิ่งที่เรารัก เพื่อที่ว่าโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นก็จะได้ทำงานเพื่อซัพพอร์ตที่บ้านได้ต่อๆ ไป เราก็เลยต้องเลือกทางนี้ ซึ่งตอนนั้นก็เครียดมากเลย ก็แบบ…เอาไงดีว้า แล้วก็ร้องไห้ เพราะว่าในใจเรายังรู้สึกว่าเป็นเด็กผู้หญิงอยู่ ยังอยากเป็นเด็กผู้หญิง ยังอยากจะเต้นอยากจะร้อง ยังอยากจะมีแฟนคลับมาเย้…เชียร์เรา อะไรแบบนี้

แต่ในอีกด้านหนึ่งก็คิดว่า เราก็อายุเยอะแล้วนะ 24 จะ 25 แล้ว มันก็ควรจะออกมาแล้วหาหลักแหล่งของตัวเองได้แล้ว คือถ้าเราไม่เริ่มตอนนี้ ถ้าสมมติจะไปเริ่มตอนอายุสามสิบ ก็คิดว่าไม่น่าจะทำงานที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ได้แล้วล่ะค่ะ เพราะว่าหลักๆ ก็คืออายุนั่นเอง (หัวเราะ) เพราะว่าพอสามสิบปุ๊บ จะออกมาเป็นนักร้อง มาถ่ายแบบ คนก็คงจะไม่ค่อยสนใจมาก เพราะว่าเราค่อนข้างที่จะเป็นผู้ใหญ่แล้ว และความสดใหม่มันก็เริ่มที่จะหายไป กลายเป็นคนที่ต้องเริ่มก่อร่างสร้างตัว ทำงานเพื่อที่จะซัพพอร์ตครอบครัวกลับไป ซึ่งหนูก็คิดว่า เราควรจะออกมาทำตั้งแต่ช่วงที่เรายังมีกำลังอยู่ ซึ่ง 25 นี่ก็ไม่เด็กแล้วล่ะ (หัวเราะ)

ซึ่งเอาจริงๆ ก็มีคนบอกว่า เฮ้ย ออกมาทำไม วงกำลังดังๆ อยู่เลย น่าเสียดาย หรือบางคนก็อาจจะสมน้ำหน้า ก็ยอมรับได้นะคะว่ามันก็เป็นอย่างนี้จริงๆ ว่าสิ่งที่เราทิ้งมามันกำลังจะไปได้ดี ซึ่งหนูก็รู้แหละว่ามันจะไปได้ดี เติบโตขึ้นตั้งแต่ตอนที่เริ่มวง เพราะว่ามีแฟนคลับซัพพอร์ตเราอยู่เสมอ พอเวลาเราไปไหนก็จะมีแฟนคลับมาให้ความสนใจ ซึ่งตอนแรกคนก็จะพูดกันว่ามันจะดังเหรอ หนูไม่เคยคิดแบบนั้น หนูคิดแต่ว่าวงมันจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่ามันแปลกใหม่ แล้วก็มีเรื่องราวของชีวิต และกิจกรรมของเมมเบอร์อยู่ในนั้นด้วย แต่ว่าอีกทางหนึ่งก็คือ พอมาเป็นศิลปินธรรมดา อาจจะไม่ได้มีชีวิตหวือหวามากสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเราไม่เริ่มตั้งแต่อายุน้อยๆ มันก็สายแน่นอน ซึ่งถ้าไม่ออกมาตอนนี้ พอออกมาปุ๊บ ก็กลายไปเป็นพนักงานบริษัท ก็ต้องไปรื้อฟื้นกันใหม่อีกที เราก็เลยเลือกตรงนี้ เพื่อที่จะ ตึ้ง! เซ็ทซีโร่ใหม่

เรามีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าเราเริ่มต้นแล้วทำไปเรื่อยๆ ผลงานของเรามันก็จะปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วตอนนี้หนูเพิ่งจะจบการศึกษามาได้ประมาณเกือบ 9 เดือน ผลงานเพลงของหนูทุกเพลงที่หนูฟังเอง ตั้งแต่ซิงเกิลแรกจนถึงตอนนี้มี 5 ซิงเกิลแล้ว หนูเห็นได้เองว่ามันมีความพัฒนาขึ้น ถึงแม้ซิงเกิลล่าสุด (Piece of home) มันจะยังดีไม่พอสำหรับที่จะดังไปทั่วประเทศ แต่ว่าแค่มันมีการพัฒนาตั้งแต่หนึ่งจนถึงห้าหนูก็โอเคแล้ว และสิ่งนี้มันคือผลงานของเราจริงๆ ที่เป็นตัวเรา

ถ้าเกิดว่าเรายังอยู่ในไอดอลกรุ๊ปอยู่ พอเราออกมา เพลงหรือสิ่งต่างๆ มันก็ไม่ได้ตามเราออกมาด้วย แต่ถ้าเราทำตรงนี้ สมมติว่าเป็นแจนจังมาครบสิบปีแล้ว มีเพลงของตัวเองเป็นเซ็ทเลย ถ้าหนูเลิกเป็นแจนจัง ไปเป็นพนักงานบริษัท หรือไปทำงานอื่นๆ แต่เพลงเซ็ทลิสต์อันนี้มันก็ยังเป็นของแจนจังอยู่ค่ะ เหมือนเป็นการออกมาสร้างผลงานของตัวเอง (ยิ้ม)

ตอนที่แจนประกาศจบการศึกษา ต้องยอมรับว่ามันค่อนข้างที่จะกะทันหันเหมือนกัน รู้สึกยังไง
หนูรู้สึกว่าทำไมมันเร็วจัง รออีกหน่อยไม่ได้เหรอ (หัวเราะร่วน) อันนี้หนูต้องบอกเลยว่าผู้ใหญ่เป็นคนจัดการตารางให้ ซึ่งจริงๆ หนูก็ยังอยากอยู่ร้องเพลงในเธียเตอร์บ้าง ซึ่งตอนแรกเขาก็บอกว่าถ้าประกาศจบแล้วจะได้ร้องเพลงในเธียเตอร์นะ แต่ว่าพอดีโชคร้าย เพราะว่าเธียเตอร์มันสร้างไม่ทัน ก็เลยไม่ได้เล่น

แล้วมันก็มีอีกเรื่องหนึ่งคือ เธียเตอร์เพิ่งจะสร้างใหม่ เราจะไปเปิดเวทีด้วยการจบการศึกษามันก็จะดูไม่ดี เขาก็เลยปล่อยจางไปแล้วกัน (หัวเราะ) มันก็จะดูไม่ค่อยดีถ้าจะไปขึ้นแสดง Graduation stage (รอบการแสดงในเธียเตอร์ครั้งสุดท้ายของสมาชิกที่ประกาศจบการศึกษา) ตอนที่เพิ่งจะสร้างเสร็จ ก็เลย ฮือ…(หัวเราะ) อันนี้เป็นเรื่องที่เสียใจที่สุด ณ ตอนนั้น เพราะว่าเราก็ยังอยากใส่ชุดสวยๆ ได้อำลาแฟนคลับ เย้… แต่มันก็ไม่มี ก็รู้สึกไม่ดีพอสมควรสำหรับเรื่องนี้ เพราะว่าก็อยากจะจบแบบสวยๆ บ้าง (หัวเราะ)

พอแจนประกาศจบการศึกษา ก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า วงมีงานใหม่ๆ มากขึ้น มีสารคดี มีหนัง พรีเซ็นเตอร์ ฯลฯ
มีหนัง มีละคร คือกลายเป็นโมเดลลิ่งหนึ่งเลย แล้วก็กระจายเด็กออกไป ฟิ้ว…(หัวเราะ)

รู้สึกเสียดายหรือมีคิดบ้างไหมว่าแบบ ถ้าฉันยังอยู่ ฉันอาจจะได้ทำอะไรแบบนี้ด้วยบ้างก็ได้
โอ้โห…หนูคิดว่าหนูอาจจะได้ทำ แต่อาจจะไม่ได้ทำเยอะหรอกค่ะ เพราะว่าดูจากอายุแล้วเขาก็น่าจะเลือกเด็กๆ ไปมากกกว่า เอาตรงๆ เลยคือหนูคิดว่า เวลาอยู่ในวง มันจะมีอยู่สองส่วน มันจะมีพาร์ทของการเป็นไอดอล กับพาร์ตของโลกของความเป็นจริง โลกในการทำงาน อย่างเช่นหนัง ซีรีส์ ละคร อะไรก็ว่าไป ใช่มั้ยคะ คือหนูอ่ะ ดังแค่ในโลกของไอดอล แต่เวลาออกไปข้างนอก ไม่มีใครรู้จักหนูเลยซักคน (หัวเราะ) อะไรประมาณนี้ค่ะ ซึ่งเขาก็จะรู้จักแต่คนที่เด่นๆ ซึ่งหนูคิดว่าตัวหนูเองไม่มีทางที่จะทำให้คนข้างนอกรู้จักหนูได้โดยตัวของหนูเอง ทำไม่ได้ มันทำได้แค่พาร์ทของไอดอล ก็แค่แบบ…เย้ ย่า…(ทำท่าเต้น) อะไรแบบนี้ แล้วก็งานจับมืออีกอย่างหนึ่ง

แต่ความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งคือ คนภายนอกไม่ได้รู้จักเรา ซึ่งเวลาการทำงาน เขาจะเลือกเมมเบอร์จากความดังในโลกของความเป็นจริง ไม่ได้เลือกจากความดังของโลกไอดอล ซึ่งหนูคิดว่าตัวหนูอาจจะอยู่อันดับล่างๆ เลยด้วยซ้ำ เพราะว่าเขาอาจจะเลือกคนที่เหมาะสมมากกว่า ก็เลยไม่ได้รู้สึกคิดว่า เอ๊ะ ถ้าเรายังอยู่ในวง เราอาจจะได้ทำโน่น ทำนี่ ทำนั่น ก็คืออาจจะได้ทำแหละ แต่ว่าอาจจะไม่ได้ทำเยอะ ซึ่งถ้าเอามาเปรียบเทียบกับตอนนี้ก็มีทำอยู่บ้างเหมือนกัน แต่อาจจะไม่ได้เยอะเท่าตอนที่อยู่ในวง พอเอามาเปรียบเทียบกันมันก็ยังโอเค ก็เลยไม่ได้รู้สึกอิจฉาอะไร

ได้ยินมาว่าตอนที่แจนคิดจะประกาศจบการศึกษา แจนกลัวความรู้สึกของแฟนคลับมากๆ
มากๆ ค่ะ เพราะว่าเราแคร์ความรู้สึกของเค้ามากที่สุด แต่ว่าคนที่ไม่เข้าใจเค้าก็จะถามกลับมาว่า อ้าว แล้วจะจบการศึกษาทำไม ก็อย่างที่เล่าไปตอนแรกเลย

รู้สึกยังไงที่แฟนคลับบางส่วนเค้าก็ไม่ได้ตามเราต่อ
มันก็เป็นเรื่องของความชอบน่ะค่ะ เพราะว่าตอนนี้เราไม่ใช่ไอดอลแล้ว ส่วนมากถ้าคนที่ติดตามเรา ถ้าเป็นคนที่ตามไอดอลเค้าก็จะตามเราที่เป็นไอดอล ซึ่งเวลาเราจบการศึกษามาแล้วปุ๊บ เค้าก็อาจจะไม่ได้ตามเราต่อ เพราะว่าเค้าชอบลักษณะของไอดอล แต่ถ้าคนที่ชอบในตัวเราจริงๆ เค้าก็จะสนับสนุนและติดตามเราอยู่ มันจะแยกเป็นสองประเภท ซึ่งตรงนี้มันก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่าแฟนคลับอาจจะลดลง แต่ว่าพอเราออกมาแล้ว ก็ยังมีแฟนคลับที่ยังติดตามเรา ถึงแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นทีละนิดๆ แต่มันก็มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นมา

กลัวการเปลี่ยนผ่านในช่วงการเปลี่ยนจากการเป็นไอดอลมาเป็นศิลปินเดี่ยวบ้างไหม
กลัวมากค่ะ (หัวเราะ) ก็ถามผู้ใหญ่อยู่ตลอดว่าแฟนคลับเค้าจะมามั้ย แต่สุดท้ายแล้วเค้าก็คอยซัพพอร์ตเราอยู่เสมอ ซึ่งมันก็เป็นกำลังใจที่ดีมากๆ สำหรับเรา เวลาไปงานอีเวนต์ หนูคิดเสมอเลยว่าวันนี้จะมีคนมามั้ย สรุปว่ามีคนมาจริงๆ เราก็รู้สึกแบบว่า ว้าว… ยังมีคนคอยซัพพอร์ตเราอยู่ เราก็มีกำลังใจที่จะทำงานต่อๆ ไป (ยิ้ม)

การเป็นศิลปินเดี่ยว กับการเป็นไอดอล มันต่างกันยังไงในความคิดของแจน
ความคิดที่มีต่อแฟนคลับยังเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์เลยค่ะ เพราะว่าเค้าคอยซัพพอร์ตเรา เราก็อยากจะทำอะไรบางอย่างให้เค้ากลับไป อย่างเช่นตอนเป็นไอดอล พอถึงงานจับมือ เราจะไม่ทำหน้าบึ้งเลย เราจะไม่ทำท่าทีที่แบบว่า โอ๊ย เหนื่อย ไม่อยากจับมือแล้ว จะไม่ทำอะไรที่ทำให้เค้ารู้สึกแย่เลย เราจะยิ้ม คอยส่งพลังให้เค้าตลอด เพราะว่าเค้าเหนื่อยมากที่มาต่อแถว ซึ่งเราก็เหนื่อยเหมือนกัน จับมือมาหลายพันคน (หัวเราะ) แต่ว่าความรู้สึกที่เรามีให้เค้ามันเป็นพลังด้านบวกที่เราส่งให้เค้า แต่พอตอนนี้มาเป็นแจนจัง มันก็อาจจะไม่มีการจับมือแล้ว แต่ว่าพลังบวกที่ส่งออกไปมันยังมีอยู่เหมือนเดิม อย่างเช่นเวลาไปคอนเสิร์ต เวลาเราร้องเพลง เราก็จะมองพวกเค้า แล้วเราก็จะรู้สึกว่าแฮปปี้ ณ โมเมนต์ตรงนั้นมากๆ ค่ะ หนูเชื่อว่าแฟนคลับก็น่าจะรู้สึกถึงความรู้สึกที่หนูส่งไปจากเพลง จากสายตา จากคำพูด จากการกระทำ

แล้วเดี๋ยวนี้ก็อัพโซเชียลมากขึ้น (หัวเราะ) เพราะว่าตอนเป็นไอดอล เป็นคนที่นิสัยคือไม่ค่อยชอบอัพรูปลงโซเชียล นานๆ จะอัพขึ้นสักที เค้าก็ทวงๆๆ อยู่นั่น เพราะว่าตอนไอดอลเราเหมือนอยู่ในเซฟโซน ต่อให้อัพหรือไม่อัพก็ยังเป็นไอดอลอยู่ แต่พอออกมาปุ๊บ เพื่อที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับแฟนคลับ ก็ต้องพยายามเปลี่ยนนิสัยของตัวเองเพื่อที่จะแคร์แฟนคลับมากขึ้น

อันนี้มันเลยเป็นที่มาของฉายา “เชเช่ยอดนักตก” รึเปล่า
เชเช่ยอดนักตก (หัวเราะ) อาจจะเป็นส่วนหนึ่งด้วย เพราะว่าเราไม่ค่อยแสดงพลังด้านลบให้คนอื่นเห็นเท่าไหร่ เวลาไปออกตามงาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเชเช่จะไม่มีความเสียใจ ไม่มีความน้อยใจ ก็มี แต่ว่าก็จะพยายามไม่บอก ก็อาจจะมีบอกเวลาคุยใน Live บ้างว่ารู้สึกท้อจังเลย แต่สุดท้ายก็จะปิดด้วยคำว่าสู้ๆ เสมอ เพื่อที่จะไม่ให้เค้ารู้สึกแย่กับเราไปด้วย

พอออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว ต้องทำงานเองทุกอย่าง มันมีความยากกว่ากันยังไง
มีความยากกว่าในแง่ที่ว่าไม่มีใครมาชี้ทางให้เรา เหมือนเราต้องคลำทางกันเองน่ะค่ะ ซึ่งก็ต้องเริ่มจากศูนย์ เริ่มใหม่เลยก็ว่าได้ อย่างเช่นการร้อง สมมติว่าเราร้องเพลงได้ ไม่เพี้ยน แต่ว่าร้องได้กับร้องเป็นมันไม่เหมือนกัน (หัวเราะ) ถ้าหนูไม่ได้ออกมาแล้วไม่ได้เรียนรู้เรื่องนี้ หนูก็อาจจะยังคิดอยู่ว่าร้องเพลงเป็น แต่พอออกมาเรียนร้องเพลง เจอครูจริงๆ เราก็เป็นแค่คนที่ร้องเพลงได้ ยังไม่ได้ร้องเพลงเป็น ซึ่งก็บอกตรงๆ เลยว่ามันยากมาก (หัวเราะ) เหมือนว่าร่างกายของเรามันเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง เราต้องคอนโทรลได้ตั้งแต่ข้างใน ซึ่งมันก็จะมีหลายแขนงหลายศาสตร์มาก มีรายละเอียดเล็กๆ น้อย ได้แต่พูดคำว่า ยาก (หัวเราะ) เพราะว่าเราก็เพิ่งจะเริ่มฝึกฝน

ก็โอเคนะคะ แรกๆ เวลาร้องเพลงก็อาจจะมีคนมาคอยติบ้างว่า ร้องอะไรไม่เห็นมีพลังเลย ซึ่งเรื่องนี้โดนหนักสุด แต่เราก็พยายามแก้ไขอยู่เรื่อยๆ และรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นมา แล้วก็เก็บเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งไปเหวี่ยงวีนเค้า เพราะว่าเค้านี่แหละคือคนที่จะทำให้เราพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ หนูจะรอจนถึงกระทั่งวันที่หนูสามารถร้องเพลงได้อย่างแข็งแรงและมีพลัง รอที่จะเบ่งบานในอนาคต

ทำไมถึงต้องใช้ชื่อว่า “แจนจัง”
ก็คือหนูชื่อแจน จังก็เป็นคำต่อท้ายชื่อของคนญี่ปุ่น แล้วด้วยตอนแรกเราออกมาทำงานร่วมกับทางไทย-ญี่ปุ่น ก็คือการร่วมทำงานกับรัฐบาลของฮอกไกโด ซึ่งก็เป็นเกียรติที่หนูไม่เคยคิดว่าจะได้รับมาก่อนด้วยซ้ำ ก็เลยคิดว่าเอาอะไรดีที่มันจำง่าย แล้วก็ไม่ต้องใช้คำเยอะ ก็เลยใช้ชื่อว่าแจนจังแล้วกัน มันอาจจะไม่ได้ดูญี่ปุ่นเท่าไหร่ แต่ก็โอเค (หัวเราะ)

ในการเป็น Hokkaido smile ambassador ของแจนจัง มีหน้าที่ความรับผิดชอบอะไรบ้าง
ต้องบอกก่อนว่า ตำแหน่ง Hokkaido smile ambassador มันเป็นไตเติลว่าเราเป็นอันนี้นะ แต่ว่าเขาจะไม่ได้กำหนดอะไรมาเลย ว่าเธอต้องทำอันนี้ๆๆ ก็คือไม่มีอะไรเลย ฟรีสไตล์ ให้เราทำอะไรก็ได้ เหมือนว่าเขาเชื่อใจเราว่าจะสามารถโปรโมทฮอกไกโดได้ การทำงานก็คือ เขาให้โอกาสเราเป็นใบเบิกทางที่จะทำงานในฮอกไกโดและญี่ปุ่นได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เวลาไปคุยกับผู้ใหญ่ เขาก็จะเข้าใจว่าแจนจังเป็น Hokkaido smile ambassador นะ แล้วต่อมาเขาก็จะถามว่า แจนจังเธอจะมาทำอะไรที่นี่ ซึ่งเขาไม่ได้เป็นคนบอก เรานี่แหละค่ะต้องเป็นคนคิดโปรเจ็กท์แล้วก็เสนอเค้าไป ถ้าเค้ามีงบให้เราทำ เราก็สามารถทำอย่างต่อเนื่องได้ อย่างเช่นการโปรโมทการท่องเที่ยว เราก็ไปเป็นพิธีกรรายการท่องเที่ยวฮอกไกโด อะไรประมาณนี้ค่ะ ซึ่งเราจะไปถ่ายทำอีกครั้งหนี่งในอาทิตย์หน้าแล้ว ซึ่งจะเป็นรายการสำหรับคนไทย เพราะว่าเป้าหมายของเราก็คือโปรโมทฮอกไกโดให้คนไทยได้รู้จักมากยิ่งขึ้น

แล้วก็ล่าสุดก็มีโฟโต้บุ๊ค (Summer diary Jan Chan) ซึ่งก็มีบริษัทที่อยากทำโฟโต้บุ๊คเค้าติดต่อมาว่าอยากทำที่โตเกียว แต่เราก็เสนอไปว่า ทำที่ฮอกไกโดได้ไหม เพราะว่าเราเกี่ยวข้องกับจังหวัดนี้ เค้าก็ยอมที่จะเพิ่มงบเพื่อจะบินไปที่ฮอกไกโด ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ หนูจะพยายามโยงเข้ากับจังหวัดฮอกไกโด เพราะว่าเขาเป็นคนให้ไตเติลมา

เห็นแจนบินไปทำงานไทย-ญี่ปุ่นบ่อยมาก เหนื่อยบ้างไหม
เหนื่อยค่ะ ตอนแรกคือเหนื่อยมาก ถึงขั้นป่วยแล้วก็ทำงานไม่ได้ มีอยู่ช่วงหนึ่งก็คือช่วงแรกๆ ที่เรายังปรับตัวไม่ได้ เพราะค่อนข้างที่จะหนักเอาเรื่องอยู่ เพราะด้วยสภาพอากาศของไทยกับฮอกไกโดมันค่อนข้างจะแตกต่าง ค่อนข้างจะโหดนิดนึง แต่ก็ค่อยๆ ปรับตัวเรื่อยๆ ช่วงต้นปีคือช่วงในการปรับตัวของเรา แต่พอเข้าปลายปีก็ค่อนข้างที่จะโอเคขึ้น เราค่อนข้างที่จะชินกับสภาพอากาศ และอะไรหลายๆ อย่างในการทำงานทุกๆ ด้าน ก็คือเริ่มชินแล้ว ปีหน้าน่าจะคงที่ คงตัว เป็นระบบมากกว่านี้

มีโอกาสไหมที่จะเน้นการทำงานในไทยมากขึ้น
หนูว่าตอนนี้หนูก็ทำงานในไทยเป็นหลักอยู่ คนอาจจะเข้าใจว่าไปทำงานที่ญี่ปุ่น ต้องมีแฟนคลับที่ญี่ปุ่น ก็คือต้องบอกตรงๆ ว่า ทำงานที่ญี่ปุ่น แต่ว่าผลงานเอามาปล่อยในไทย เพื่อที่จะให้ทาร์เก็ตหลักของหนูก็คือคนไทยเป็นหลัก แต่ว่าพวกโปรดักชั่นต่างๆ ก็คือทำที่ญี่ปุ่น คนไทยก็เลยเป็นเป้าหมายหลักที่จะได้ติดตามผลงาน อย่างเช่นเหมือนเราที่จะโปรโมทจังหวัดฮอกไกโด ก็จะเอาผลงานให้คนไทยได้ดู

อย่างล่าสุดของ ททท. เค้าก็ใช้นางแบบญี่ปุ่น เป็นวงไอดอลญี่ปุ่นวงหนี่งมาทำงานที่ไทย แต่ทาร์เก็ตของเขาก็คือคนญี่ปุ่น เป็นคนที่จะเผยแพร่วัฒนธรรม สลับกันไปสลับกันมา ซึ่งงานที่ทำในไทยก็มีด้วยเหมือนกัน ซึ่งก็ไม่ได้ปิดกั้นโอกาสสำหรับตัวเอง เพราะว่าถ้ามีผู้ใหญ่สนับสนุน คอยเสนองานมาให้ ก็พร้อมที่จะรับอยู่แล้วค่ะ แล้วก็ดูว่าเหมาะสมกับเรามั้ย แต่ส่วนใหญ่ก็จะรับทำงานตรงนี้ด้วย เพราะว่าเป็นโอกาสที่ถ้าเราโตแล้ว เราก็อาจจะกลับมาทำงานนี้ไม่ได้ เราก็อยากจะทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในวงเดิมมันมีกฎค่อนข้างเยอะเหมือนกัน พอออกมาแล้วปรับตัวยากไหม เพราะว่าพอออกมาแล้ว กฎพวกนี้อยู่ดีๆ มันก็หายไปหมดเลย
อันนี้มีคนถามและค่อนข้างจะงงอยู่บ่อยๆ เหมือนกัน ซึ่งเราเคยอยู่ในโซนที่เข้มข้นด้วยเรื่องของกฎระเบียบมากๆ แต่พอเราออกมาแล้ว ตอนแรกหนูก็คิดว่า ถ้าจะเปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย มันก็ค่อนข้างที่จะช็อกไปนิดนึงสำหรับตัวหนูเอง และก็สำหรับแฟนคลับที่ยังคอยซัพพอร์ตเราอยู่ เราค่อนข้างที่จะซีเรียสเรื่องกฎระเบียบเหมือนกัน ซีเรียสในที่นี้ไม่ได้ถึงว่าต้องทำอย่างนี้ๆๆ แต่ซีเรียสในเรื่องเราจะทำอย่างไรดีให้มันบาลานซ์ ระหว่างไอดอลกับศิลปินที่ค่อนข้างที่จะฟรีสไตล์ ซึ่งแจนจังจะอยู่ตรงกลาง

มันเลยเป็นที่มาว่า พอมาเป็นแจนจัง เลยยังต้องคงกฎของไอดอลบ้างข้อเอาไว้
ณ ตอนนี้ค่ะ เพราะว่าเอาตรงๆ ก็คือ ต้องใช้เวลาที่จะเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่าง ตอนนี้ก็เปลี่ยนไปหลายอย่าง แต่คงไม่ได้เปลี่ยนแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เราค่อนข้างที่จะนุ่มนวลในการเปลี่ยนผ่าน คืออย่างเช่นตอนนี้ก็ยังมีกฎอยู่ อย่างแรกก็คือการถ่ายรูป คนค่อนข้างที่จะสงสัยกันเยอะ เราก็คุยกับทางบริษัทแล้ว บริษัทบอกว่าห้ามเซลฟี่ ช่วงตอนแรกๆ ที่ออกมาคือห้ามถ่ายรูป เหมือนไอดอลเป๊ะเลย แต่ทีนี้เราก็ไม่ได้มีแผนว่าจะห้ามถ่ายรูปไปตลอด จากนั้นก็เว้นไปอีกระยะนึง ก็ถ่ายได้ แต่ขอเป็นแบบ Group shot และก็ขยับมาอีกระยะหนึ่ง ก็ยังห้ามเซลฟี่อยู่ ก็คือถ่ายรูปได้ แต่ต้องให้คนอื่นเป็นคนถ่าย ยืนประกบกันให้แจนจังอยู่ตรงกลาง สามคนขึ้นไป อะไรอย่างนี้ค่ะ

และก็หวังว่าในอนาคตมันก็จะขยับไปอีก ซึ่งก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลง แต่ต้องใช้เวลานิดนึง และก็มีกฎอีกอย่างคือ ห้ามเซ็นชื่อ แต่ก็จะเซ็นได้บ้างในงานอีเว้นท์ อย่างเช่นหนังสือของเรา ก็จะมีเซ็นได้บ้าง หรือแฟนคลับที่ร่วมสนุกกับเรา เราก็จะเซ็นให้เขาตลอดค่ะ ก็ไม่ใช่ว่าแบบไม่เซ็นเลยซะจนแบบปิดกั้นตัวเอง

เอาเป็นว่าเข้าใจง่ายๆ ก็คือ มันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างไอดอลและศิลปินธรรมดา ก็ขอให้รอกันนิดนึงนะคะ (หัวเราะ) เพราะว่าถ้าจะเปลี่ยนเลย รู้สึกว่าแบบมันเร็วไปด้วยสำหรับเรา มันค่อนข้างที่จะกระทันหัน แล้วเรายังแคร์ความรู้สึกของแฟนคลับอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังเป็นแฟนคลับของไอดอลด้วย ซึ่งอันนี้ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากใช้ระยะเวลา ในการที่จะทำทุกอย่างให้มันซอฟต์ลงมา เพราะว่าหนูเป็นคนซอฟต์ๆ (หัวเราะ)

ก็หวังว่าทุกคนจะเข้าใจเราด้วย หนูก็จะคอยขอโทษเค้าเสมอเวลาที่เขามาขอเซลฟี่ เราก็จะคอยบอกเค้าว่า ให้ผู้จัดการถ่ายให้แล้วกัน แล้วก็มายืนคู่กัน อะไรแบบนี้มากกว่า เพื่อที่จะเป็นการไม่หักหาญน้ำใจเค้าจนเกินไป เพราะเค้าก็ยังสนใจในตัวเรา แต่เราก็ยังมีกฎอยู่อีกนิดนึง เราก็จะคอยพูดคอยบอกกับแฟนคลับหรือใครก็ตามที่มาขอถ่ายรูปกับเรา

พอมาเป็นศิลปินเดี่ยว มีตัวตนชัดเจน แจนรู้สึกโอเคไหม
รู้สึกโอเคนะคะ เพราะว่ามันคือแจนเองที่มีจังเติมมา (หัวเราะ) เพราะมันคือตัวของเราเอง เราสามารถที่จะเลือกได้ว่าเราจะไปทางไหน ถึงแม้ว่าเราอาจจะยังเลือกงานไม่ได้ เพราะทางบริษัทเป็นคนจัดหางานมาให้ แต่เขาก็คอยถามเราอยู่ว่าอยากทำไหม หรือว่าไม่อยากทำ แต่ว่าในเรื่องสไตล์ และก็การทำงาน เราสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะไปในทางไหน ซึ่งมันจะมีความเป็นอิสระอยู่บ้าง มันค่อนข้างที่จะโอเค เพราะว่าเราเป็นคนกำหนดทิศทางของตัวแบรนด์ “แจนจัง” เองว่าจะไปในทิศทางไหน จะมีวิชวลแบบไหน

ยังรู้สึกว่าขาดอะไรอยู่ไหม หรือต้องการอะไรอีกในการเป็นศิลปิน
กระหายมาก (ลากเสียง) ตอนนี้รู้สึกว่าเมื่อไรจะร้องเพลงได้ดีสักที รู้สึกเหมือนเด็กทารกน่ะค่ะ ที่กำลังอยากจะหัดเดิน แต่มันเดินไม่ได้ เดินแล้วก็ล้ม เดินแล้วก็ล้มอยู่อย่างนั้น มันรู้สึกเจ็บใจตัวเองอยู่เหมือนกันว่า โตป่านนี้แล้วทำไมยังร้องเพลงไม่ได้ เหมือนเรากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง รู้สึกขัดใจตัวเอง เหมือนเราเขียนหนังสือด้านซ้าย แล้วอยู่ๆ ต้องเปลี่ยนมาเขียนข้างขวา ซึ่งรู้แหละว่าทำได้ แต่ว่ามันยังทำไม่ได้ตอนนี้ ก็ต้องคอยฝึกคอยอะไรกันไป ชก็ต้องใช้ความอดทนและระยะเวลาค่ะ รู้สึกกระหายความสามารถมาก อยากจะเก่งขึ้นซักที แฟนคลับเขาจะได้ภูมิใจในตัวเราด้วย แล้วก็คนนอกที่เขามองเขามาจะได้เห็นว่า เออ ไอ้เด็กคนนี้ก็อยู่ในวงการบันเทิงได้นะ อยากให้เขามองแบบนั้นได้สักที แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ (หัวเราะ)

พอจะทราบมาว่าแจนเป็นคนที่ชอบการออกแบบและศิลปะมาก เลยอยากรู้ว่ามาชอบงานด้านนี้ได้อย่างไร
ทิ้งห่างมานานแล้ว… (หัวเราะ) ต้องเล่าตั้งแต่เด็กๆ เลยค่ะ คือหนูเรียนสายวิทย์-คณิตมา แถวบ้านหนูเค้าเรียกว่า “วิทย์-คณิตห้องแอร์” (หัวเราะ) ก็จะเป็นเด็กเรียน มีชีท มีแฟ้มหนาๆ วันๆก็อยู่แบบในห้องเรียน ไม่มีกิจกรรมอื่นๆ เลย น่าเบื่อมากเลย สมัยนั้นอินเตอร์เน็ตมันยังถึงไปไม่ถึงแถวบ้านหนู (หัวเราะ) ก็เลยไม่มีอะไรทำ ตอนเด็กๆ เราก็เลยค่อนข้างที่จะทำกิจกรรมน้อย อะไรที่วัยรุ่นเขาทำกัน เราก็จะไม่ได้ทำ ด้วยวัย ด้วยสภาพแวดล้อมของเราตรงนั้นด้วย

แต่พอเริ่มกรุงเทพฯ เราก็เริ่มจะมีอิสระมากขึ้น (หัวเราะ) สามารถทำอะไรได้มากมายหลายอย่าง ก็เลยอยากทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำ ก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เราเลือกคืออะไรด้วยซ้ำ หนูยังไม่รู้เลยคณะนิเทศศิลป์เขาทำอะไร หนูเลือกเรียนคณะนิเทศศิลป์เพราะว่าเห็นภาพบนเว็บไซต์ มีพี่คนนึงเขาทำเอาไว้ ภาพนั้นมันสวยสำหรับเรา เราก็เลยเรียนคณะนี้ เผื่อจะได้ทำอะไรสวยๆ แบบนี้บ้าง เพราะว่าเราก็เป็นผู้หญิง ก็เลยอยากจะทำอะไรที่สวยๆ งามๆ นึกจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนเอาซะดื้อๆ แบบนี้ ไม่ค่อยคิดถึงว่าท่องสูตรฟิสิกส์ คณิต เคมีมันลำบากยากเย็นขนาดไหน

ซึ่งเราก็สอบได้ในคณะวิทยาศาสตร์ ก็คือสอบให้แม่ เป็นเด็กดื้อนิดนึง (หัวเราะ) ไหนๆ จะเรียนศิลปะแล้ว ก็เลยหาทุนเรียนเองแล้วเราก็ได้รับทุนเรียนฟรี เราก็เลยมาสายอาร์ตแบบแอบสแตร็กท์นิดนึง (หัวเราะ) ซึ่งแม่ก็ไม่เข้าใจ แต่ก็คอยที่จะซับพอร์ต แล้วก็ตามใจเราลูกอยากทำอะไรก็ให้ทำ เราก็เลยเป็นคนที่รักในงานศิลปะมากขึ้น เพราะเหมือนว่าตอนเด็กๆ จะเข้มงวดอยู่กับกฎฟิสิกส์ เคมีอะไรอย่างนี้ แต่พอออกมาปุ๊บ มันรู้สึกว่าอิสระ แต่ทีนี้สาขาที่เราเลือกมันไม่ใช่ศิลปะจ๋าแบบแอบสแตร็กท์ มันคือ Communication Art (นิเทศศาสตร์) เป็นเรื่องของการสื่อสารระหว่างผู้คนด้วย ซึ่งมันก็จะมีกฎและข้อบังคับของมันอยู่ ไอ้ที่เคยคิดว่าจะเรียนวาดรูปสบายๆ สวยๆ มันก็ไม่ใช่แล้ว

แต่ว่ามันก็มีข้อดีอย่างหนึ่งก็คือ ทำให้เราสามารถสมดุลระหว่างวิทย์กับศิลป์ได้ ซึ่งเราก็ชอบนะคะ เราก็เลยรักที่จะทำงานในด้านศิลปะ ซึ่งวงการบันเทิงมันก็เป็นศิลปะเหมือนกัน ตอนเรียนศิลปะในมหาวิทยาลัย เราก็เริ่มจะพยายามหางานทำ แต่เป็นงานที่ต้องใช้ศิลปะในการทำงาน นั่นก็คือการแสดง ซึ่งเราค่อนข้างที่จะชอบ อย่างเช่นการแต่งหน้า ไปประกวดนู่นนี่นั่นเยอะมาก เราชอบที่จะแต่งหน้าเอง เราชอบที่จะทาสีลงไปบนหน้า ซึ่งอันนี้มันก็ส่งผลให้เราเลือกมาเป็นไอดอลด้วย

มันก็เลยกลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของแจนด้วย ที่เป็นทั้งศิลปิน ทั้งออกแบบลายผ้า ออกแบบเสื้อยืดด้วย
ใช่ มันก็เป็นพื้นฐานอีกอย่างหนึ่งที่เป็นความสามารถของเรา ที่เรายังคงเอามาใช้ได้ตอนนี้ อย่างเช่นเวลามีงานออกแบบผ้าเทนุกุอิ (ผ้าอเนกประสงค์ของญี่ปุ่น) ที่ฮอกไกโด เราก็ได้ใช้ความสามารถที่เราเรียนมาเอามาทำตรงนี้ได้ด้วย ซึ่งมันก็เป็นอีกโอกาสที่เราได้รับค่ะ

ผลตอบรับของเสื้อยืดลายล่าสุดที่ขายในงาน Cat Expo 5 เป็นอย่างไรบ้าง
เสื้อลายเนื้อย่างเหรอ (หัวเราะร่วน) มันคืองานที่เราทำ ที่เป็นงานแฮนด์เมด คนก็ไม่เข้าใจหรอกว่าที่เราทำมันคืออะไร แต่เราอยากจะทำ ไม่ได้วาดเอาในคอม ขั้นตอนคือตั้งสตูดิโอเล็กๆ ในห้อง แล้วก็มีความสุขมากๆ ตอนทำ ใช้โฟมโกนหนวด ใช้อะไรอื่นๆ คืองานแรกๆ มันก็ออกจะเละเทะนิดนึง แต่ว่าพอทำไปเรื่อยๆ เรามีความสุขมากในงานศิลปะที่เราทำ ถึงแม้จะไม่เป็นอย่างที่เราหวัง (หัวเราะ) คือมันเป็นอย่างที่เราหวัง แต่คนอื่นไม่เข้าใจเอง (หัวเราะ) มันก็เลยเรียกขำๆ กันว่าลายเนื้อย่าง ซึ่งเราก็ไม่ได้รู้สึกโกรธหรืออะไรนะคะ เรารู้สึกเอ็นจอยมากกว่า ที่เขาหาชื่อ หาคำจำกัดความให้กับงานที่เราทำได้ด้วย

ถ้าสมมติว่าให้แจนออกแบบเสื้อยืดในธีม “กุลสตรี” คิดว่าเสื้อยืดตัวนั้นจะออกมาเป็นแนวประมาณไหน
โอ้โห…จะต้องอ่อนช้อยนิดนึง อืม..จะเป็นลายอะไรดีน้า ค่อนข้างที่จะยาก แต่ว่าคิดว่าน่าจะใช้สีพาสเทลนึดนึง…วาดภาพลงไปในบทสัมภาษณ์ด้วยได้ไหม (หัวเราะ) ถ้าให้หนูทำ อาจจะมีความแอบสแตร็กท์นิดนึง มีความ Girly หน่อยๆ

พูดถึงผลงานเพลงของตัวเองแต่ละซิงเกิลหน่อย
เริ่มจาก “You Make Me (My Dreams)” เพลงแรก พูดตรงๆ คือไม่มีความรู้ด้านทำเพลงเลย แต่ว่าอยากมีผลงานอะไรสักอย่างที่ให้แฟนคลับได้คอยติดตาม และเห็นพัฒนาการของเรา ก็เลยเลือกการทำเพลง เพราะว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ง่ายและก็จับต้องได้ที่สุดสำหรับตอนนั้น โปรดักชั่นที่ไทยก็ยังไม่มี เพราะว่ายังไม่มีคอนเนกชั่น แต่ว่ามีคอนเนกชั่นที่ญี่ปุ่น ผลงานเพลงก็เลยออกมาในรูปของเพลงภาษาอังกฤษ ตอนแรกเขาก็ถามว่าจะทำเพลงอะไร ทำเพลงญี่ปุ่นหรือเพลงไทย เพราะเขาเป็นโปรดิวเซอร์ชาวญี่ปุ่น ตอนนั้นก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำที่ไหน เราก็เลยคิดว่าทำเพลงอังกฤษมั้ย มันดูเป็นกลางดี ทุกคนน่าจะเข้าใจเพลงได้ง่าย เพราะว่าอังกฤษก็เป็นภาษากลาง เราก็เลือกทำเพลงอังกฤษ

แล้วก็เลยทำออกมาเลยเรื่อยๆ แรกๆ ก็อาจจะทุลักทุเลหน่อย ก็มาเป็นเพลง You Make Me (My Dreams) ซึ่งในส่วนของดนตรีคือ Professional มาก แต่ในส่วนของการร้องยังไม่ค่อยคงที่เท่าไร แต่ก็พยายามที่จะร้อง พยายามเริ่มต้นใหม่ ซึ่งมันก็เป็นการเริ่มต้นที่โอเค เป็นการเริ่มต้นที่โอเค แต่หนูก็รู้ตัวแหละว่ายังไม่ได้ดีมากเท่าไหร่นัก เพราะว่ามันยังใหม่ในเรื่องของสำเนียงด้วย เพราะว่าตอนนั้นยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ฝรั่งมาถามหนูก็ตอบโนๆ ไปตลอด แต่เราก็เลือกร้องเพลงภาษาอังกฤษ ซึ่งหนูก็งงเหมือนกันว่า อะไรวะ เลือกอันยากมาทำไม แต่ก็ต้องทำมันไปก่อน ซึ่งเพลงแรกก็โอเค

มันก็ส่งผลมาถึงเพลงที่สองคือ “lanla (la la la)” เราคิดถึงว่าอยากให้มีแฟนคลับร้องตามได้ ซักท่อนนึงก็ยังดี ก็เลยใส่คำง่ายๆ เข้าไป ก็เป็น ลา ลา ล้า…อะไรอย่างนี้ค่ะ แฟนคลับคนไทยจะได้ร้องตามเราได้ด้วย และก็มีการพัฒนาขึ้นมาทีละนิดๆ

จนกระทั่งมีซิงเกิลที่สาม “Hundreds & Thousands” ก็คือร้องครั้งแรกในคอนเสิร์ต Cat Expo 5 ที่ผ่านมา ผลตอบรับค่อนข้างโอเคขึ้น แฟนคลับก็บอกว่า ดูเหมาะกับเรามากขึ้น ร้องดีขึ้น…รึเปล่า ไม่ค่อยแน่ใจ (หัวเราะ)

ซึ่งผลงานต่อมา เราก็เริ่มมองแนวทางไว้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่ค่อยจะอินกับเพลงภาษาอังกฤษเท่าไรนัก เพราะว่าเนื้อหามันค่อนข้างที่จะเข้าใจได้ยาก ต้องแปล ต้องมีกระบวนการคิดหลายขั้นตอน เลยเริ่มสนใจที่จะทำเพลงไทยออกมา

ซึ่งก็กลายมาเป็นซิงเกิลที่สี่ “Piece of home” ที่เป็นเพลงภาษอังกฤษเหมือนกัน แต่ว่าคิดถึงแฟนคลับที่ถามว่าจะมีเพลงไทยบ้างไหม เราก็เลยมีเนื้อเพลงภาษาไทยด้วย มีความเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล (หัวเราะ) และตอนนี้ก็จะร้องเพลงไทยที่มากขึ้น ซึ่งก็เป็นการพยายามปรับตัวของเราด้วย ซึ่งจะทิ้งเพลงภาษาไปอังกฤษเลยไหม ก็คงไม่ค่ะ เพราะว่าส่วนตัวแล้วแฮปปี้มากๆ ที่จะทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์ชาวญี่ปุ่นและก็ชาวออสเตรเลีย เรายังอยากทำตรงนี้อยู่ ก็เลยทำเพลงภาษาอังกฤษ แต่ว่าอีกใจนึงก็ยังอยากเอาใจแฟนคลับชาวไทยด้วย ก็เลยพยายามที่จะหาทางที่จะทำเพลงภาษาไทย ก็แล้วแต่ความเหมาะสมว่าซิงเกิลนี้จะทำภาษาอังกฤษ ภาษาไทย หรือว่าทั้งสองภาษาเลยก็ได้

เท่าที่ฟังมา สังเกตได้ว่าเพลงของแจนจังจะมีความเป็น Soft EDM อยู่
ใช่ค่ะ เพราะว่าเป็นสไตล์ของโปรดิวเซอร์ คือเป็นแนว EDM เลย แต่ที่นี้ พอจับพลัดจับผลูมาคู่กับเรา และด้วยความที่เราเป็นคนซอฟต์ๆ (หัวเราะ) มันก็เลยกลายเป็นการมิกซ์แบบใหม่ กลายเป็นซอฟต์อีดีเอ็ม อะไรอย่างนี้ค่ะ

จะมีการลองทำเพลงแนวอื่นๆ บ้างไหม
มีนะคะ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับทางโปรดิวเซอร์เขาด้วย เราก็ให้เกียรติเขา ซึ่งเขาก็จะคอยรับฟังว่าคนไทยชอบอะไรแบบไหน อย่างเช่นซิงเกิลที่สาม (Hundreds & Thousands) เวอร์ชั่นแรกคือเป็นดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดเลย ก็คือไม่มีเครื่องดนตรี Acoustic เลย แต่เขามองเห็นแล้วว่าคนไทยน่าจะชอบแนวอคูสติกมากกว่า ก็เลยเปลี่ยนมาใช้ดนตรีที่มีความเป็นอคูสติกหมดเลย ก็มีเสียงกีต้าร์มากขึ้นให้เหมาะกับเรามากขึ้น ก็จะคอยปรับไปเรื่อยๆ ค่ะ

อยากให้พูดถึง “Piece of home” ซิงเกิลล่าสุดหน่อย

มันเป็นเพลงที่ฮอลลี่ซัง (Holly Terrens) ชาวออสเตรเลียเป็นคนแต่งเนื้อเพลงให้ ซึ่งเรากังวลว่า ในงาน Cat Expo 5 เรายังเป็นศิลปินหน้าใหม่ และมีเพลงน้อยมาก ไม่พอที่จะเอาไปร้อง 30 นาทีในคอนเสิร์ต เราก็เลยไปขอเพลงฮอลลี่ซังเขามา (หัวเราะ) เพื่อที่จะเอามาร้อง แล้วมันก็มีเนื้อหาที่ทุกคนชอบ เป็นเพลงที่ค่อนข้างฟังง่าย ไม่ได้เป็นแนว EDM เท่าไหร่

มันเป็นเพลงที่มีความหมายค่อนข้างที่จะดีมากๆ และเป็นเพลงที่คนไทยน่าจะฟังได้ง่าย เราก็เลยไปขโมยเพลงเค้ามา (หัวเราะ) Piece of home ความหมายก็คือ “เธอคือส่วนหนึ่งของบ้าน” เขาแต่งเนื้อไว้ดีมาก คือเธอเป็นคนสำคัญมากๆ เรียกได้ว่าเป็นอีกส่วนของชีวิต เป็นอีกส่วนของบ้าน ก็คือความอบอุ่น คือชีวิตของเรา ไม่ว่าเธอจะอยู่หรือไม่อยู่ก็ตาม ฉันก็จะยังคิดถึงเธอเสมอ และเธอก็ยังคอยเป็นกำลังใจสำหรับฉันเสมอ

และเพลงนี้ก็มี MV ออกมาด้วย เป็นการจำลองสถานการณ์ที่ครอบครัวมีความสุขมาก แต่สุดท้ายแม่เกิดเสียชีวิตแต่ครอบครัวก็ไม่ได้รู้สึกเศร้าอะไรมากนัก เพราะว่าแม่ก็ยังอยู่ในบ้าน อยู่เป็นกำลังใจให้เรา อยู่ในใจเราเสมอ ซึ่งเนื้อเพลงภาษาไทยก็มีพี่ท่านหนึ่งมาแปลเนื้อเพลงให้ ซึ่งก็ค่อนข้างที่จะชอบเลยล่ะ เพราะว่าเนื้อหาค่อนข้างที่จะอบอุ่น ซึ่งก็จะเอาไปประกอบซีรีส์ของ LINE TV ด้วย ชื่อว่า “พรุ่งนี้จะไม่มีแม่แล้ว” ค่ะ ซึ่งซีรีส์นี้ก็รีเมคมาจากญี่ปุ่นอีกที มีเครือข่ายเชื่อมโยงกันมาก (หัวเราะ)

และเราก็ได้ไปมีโอกาสไปแสดงในซีรี่ส์ด้วยหนึ่งตอน ก็ถือว่าเป็นการต่อยอดผลงานของเราต่อไปอีก และก็จะมีงานต่อๆ มา ก็คือการร้องเพลงประกอบซีรี่ส์ร่วมกับพี่ที่เป็นแรปเปอร์ท่านหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ก็กำลังคุยกันอยู่ว่าจะออกมาเป็นยังไง หวังว่าถ้าปล่อยเวอร์ชั่นภาษาไทยออกไปแล้วคนฟังชอบ หวังว่ามันจะเป็นเพลงที่ดีอีกเพลงหนึ่งของแจนจัง

อยากให้พูดถึงการไปเป็นแขกรับเชิญในซีรี่ส์ “พรุ่งนี้จะไม่มีแม่แล้ว” หน่อย สนุกไหม
สนุกค่ะ ละครเรื่องนี้จะมีตัวหลักก็คือเด็กๆ เยอะมาก เพราะว่าเรื่องนี้จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับบ้านเด็กกำพร้า แต่เรื่องนี้จะเศร้านิดนึงเพราะเด็กๆ จะไม่มีแม่ ส่วนเราเล่นเป็นเด็กที่มีพ่อแม่แต่ก็เหมือนไม่มี การทำงานค่อนข้างที่จะยากนิดนึงสำหรับหนูค่ะ เพราะว่าไม่เคยทำการแสดงมาก่อนเลย อย่างที่บอกคือ เคยเป็นแค่เอ็กซ์ตร้า ไปยืนเฉยๆ บางทียืนหันหลังด้วยซ้ำ (หัวเราะ) แต่ทีนี้เราต้องไปแสดงแบบมีบทพูด ต้องทำการบ้าน ก่อนหน้านั้นก็คือมีคอนเสิร์ตใช่มั้ย ก็ต้องหาเวลามาจำบทให้ได้ทั้งหมด 13 ซีน ยากมาก (หัวเราะ) อ่านบทอยู่หลายร้อยรอบเลย ก็ผ่านมันมาได้

วันถ่ายจริงก็ค่อนข้างหนักนิดนึง เพราะว่าหนึ่งตอนเขาให้หนูถ่าย 13 ซีน ในหนึ่งวัน ต้องตื่นตั้งแต่เช้า เลิกดึกมาก ถึงบ้านก็ประมาณเที่ยงคืนแล้วค่ะ และการทำงานก็คือ หนูกลัวอยู่อย่างเดียวคือจะเป็นภาระให้เขา แบบคำว่า “ทั้งกองต้องมารอเธอคนเดียว” หนูกลัวคำนี้มากเลยนะ ไม่รู้ว่าไปเอาความคิดนี้มาจากไหน อาจจะดูหนังมากไปหน่อย แต่ก็กลัว ก็เลยค่อนข้างที่จะทำการบ้าน ถึงแม้ว่าอารมณ์จะยังไม่ได้ แต่บทพูดต้องได้ แล้วมันก็ทำได้จริงๆ แต่ว่าในเรื่องของอารมณ์ อินเนอร์ อันนี้ก็ต้องไปดูกันอีกทีนะคะ (หัวเราะ)

ฉากแรกหนูตื่นเช้ามาก ยังงงๆ อยู่ ก็ให้ถ่ายเลย ยังไม่ได้บรีฟอะไรมากนัก หนูก็ หา…เอาเลยเหรอพี่…เร็วมาก แล้วก็ไม่ได้ถ่ายซ้ำ ก็คือเอาอันนั้นแหละ ก็เลยรู้ว่าซีนต่อไปก็ไม่แน่ว่าเค้าจะเอาอันแรกเลย ก็เลยต้องตั้งใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ มันก็แบบ ว้าว…(หัวเราะ) ฝากติดตามด้วยนะคะ ไม่รู้ว่ามันจะดีมั้ย หนูก็ลุ้นเหมือนกันว่ามันจะออกมาดีมั้ย ถ้ามันโอเคก็โล่งใจ แต่ถ้ามันไม่โอเคก็…มือใหม่นะคะ (หัวเราะ)

กุลสตรีคนไหนที่แจนรู้สึกว่าคนนี้แหละ “You Made me (my dream)”
ว้าว…(พูดเป็นทำนอง) You Made me my dream…ต้องนึกก่อน ที่เป็นดาราหรือคนมีชื่อเสียง (ใครก็ได้) ถ้าตอบว่าแม่ก็จะมีคนตอบเยอะแล้วใช่ไหม (จริงๆ แล้วใครก็ได้ ได้หมดเลย) เดี๋ยวคิดก่อนนะ… You Made me เหรอ…. เอ…เหมือนเป็นไอดอลของเราใช่มั้ยคะ (ทำนองนั้นๆ) ยากจัง คำถามนี้ยากสุดแล้ว (หัวเราะ) คิดนานเลยอันนี้ (ผู้หญิงที่เป็นไอดอลของแจน) …ก็คือแม่ แต่ไม่อยากตอบแม่แล้ว เพราะว่ามันเบสิค (หัวเราะ) มองรูปอยู่ (มองไปที่โปสเตอร์รูปแฟชั่น) จริงๆ มันจะมีหลายคนในแต่ละด้าน…ไอดอลญี่ปุ่นได้มั้ย (ได้ๆ)

ไมยัง (Shiraishi Mai) เขาอยู่วง Nogizaka46 เราชอบเขา อย่างแรกเลยคือเขาเป็นคนสวย แต่อีกอย่างคือ เขาทำให้เราพัฒนา พอเรามองเขามันก็เลยทำให้เราอยากเป็นแบบเขาน่ะค่ะ ทำให้เราอยากคิดที่จะพัฒนา อย่างเช่นแบบ อุ๊ย เขาผิวดีมากเลย ผมเขาสวยมากเลย เค้าทำยังไงน้า เหมือนเค้าเป็นไอดอลให้เรา You made me ทำให้เราดูแลตัวเองดีมากยิ่งขึ้น เขิน… จริงๆ เอารูปเขามาด้วยนะวันนี้ (หัวเราะ) แอบพกไว้ตลอด จริงๆ แล้วยังมีอีกเยอะค่ะ แต่หนูก็ยังแอบเก็บแม่ไว้ในใจนะคะ ไม่ต้องห่วงนะคะแม่ (หัวเราะ)

คิดว่าอีก 5 ปีข้างหน้า แจนจังน่าจะกำลังทำอะไรอยู่
ก็เคยคิดเล่นๆ ไว้เหมือนกันค่ะ หนูคิดว่าน่าจะอยู่ในวงการนี้ได้ต่อไปอีก คือตอนแรกไม่ค่อยมั่นใจเลยว่าจะอยู่ได้ไหม จะอยู่รอดเหรอ แต่ตอนนี้ก็ค่อนข้างมีความมั่นใจว่าไปต่อได้ ถึงแม้เส้นทางมันอาจจะไม่เหมือนคนอื่นเท่าไหร่ เพราะว่าเราเริ่มมาจากไอดอล แล้วเราก็ออกมาเป็นคนธรรมดา เปลี่ยนงานมาเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง แล้วตอนแรกเราไม่ค่อยมั่นใจเลย เรายังใหม่มาก แต่ตอนนี้หนูมีความมั่นใจที่จะก้าวเดินไปได้ในวงการนี้

แต่ก็เหมือนว่าช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่กำลังยังตกผลึกอยู่ค่ะ ยังมีคนสับสนอยู่ว่า หนูเป็นศิลปินหรือเป็นไอดอล หรือเป็นอะไรกันแน่ ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ว่าจะไปในทางไหน ซึ่งเราก็ยังไม่รู้ว่าใช้เวลาอีกกี่ปีที่จะคิดได้ว่าฉันจะทำสิ่งนี้จริงๆ ตอนนี้มีทั้งงานเพลง หนัง เล่นละคร ถ่ายแบบ พิธีกร ทำหมดเลยเนอะ… ก็คือทำเพราะว่าอยากจะทำ แต่สุดท้ายแล้วมันก็ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งตอนนี้เราก็เป็นนักร้อง คอยเรียนรู้ไปเรื่อยๆ อีกห้าปีข้างหน้าเราอาจจะเป็นนักร้องที่ร้องเพลงดีมากๆ หรือไม่ก็น่าจะดีในระดับมาตรฐาน หวังว่าอย่างนั้น ต่อจากนั้นค่อยว่ากันใหม่ในเล่มหน้า (หัวเราะ)

พอได้รู้ว่าจะมาถ่ายแฟชั่นที่กุลสตรี รู้สึกอย่างไรบ้าง
ว้าว… สุดยอด! สุโค้ย! ไม่รู้จะพูดคำไหน เพราะว่าเราไม่คิดว่าเราจะได้รับโอกาสนี้ด้วยซ้ำ เพราะว่าดาราที่ดังๆ เท่านั้นที่จะมาขึ้นปกได้ เราก็แบบ…ว้าว… (หัวเราะ) ให้หนึ่งคำคือ ว้าว! สุดยอด แล้วก็รู้สึกดีมากๆ ที่มีโอกาส ที่ผู้ใหญ่ได้ให้โอกาสเรามา ขอบคุณมากค่ะ

ไม่รู้ว่าแจนทราบไหมว่า เมื่อสองฉบับที่แล้ว คนที่มาขึ้นปกคือ “แคน นายิกา”
อ๋อ..หนูเห็น หนูก็ยืนอ่านในร้านหนังสือนั่นแหละค่ะ ยืนอ่านแล้วก็แบบว่า โห…แบบว่า มีหลายหน้าจัง เราจะเป็นยังไงบ้างนะ ซึ่งปกที่ออกมาค่อนข้างที่จะโอเคเลยค่ะ หนูชอบนะ เพราะว่ามันดูเป็นแฟชั่น แล้วแบบ โห…แคนสวยจัง แต่แจนจะสวยจังบ้างไหมน้า (หัวเราะ) ต้องคอยลุ้นกันเล่มนี้แหละค่ะ

คำถามสุดท้าย อยากให้พูดถึงแฟนคลับที่ติดตามแจนจังมาโดยตลอด
ก็อยากจะบอกว่า ไม่ต้องห่วงนะคะ แจนจังยังอยู่ตรงนี้ แล้วก็จะคอยก้าวต่อไปเรื่อยๆ หวังว่าทุกคนจะคอยอยู่ แล้วก็คอยติดตามเราไปตลอด แล้วก็จะคอยเป็นกำลังใจให้อยู่เสมอ ให้กันและกัน

[Sassy_Social_Share]
171