ภาพถ่ายในโปรเจ็กท์  People on [36] Frames ทั้งหมดใช้กล้องและฟิล์มจริงในการถ่ายภาพ

Film – Kodak Ultramax 400
Camera –
Pentax K1000
Developed by –
Flashbox (อารีย์ ซอย 5)


พี่เริ่มต้นถ่ายรูปมาตั้งแต่มัธยม เพราะว่าพ่อให้กล้องมาตัวหนึ่ง แล้วก็เก็บเงินซื้อกล้องที่ตัวเองอยากได้ เป็นกล้องมือสอง ราคา 8,000 บาท แล้วก็มีความรู้สึกว่าอยากเป็นช่างภาพ ตอนนั้นอยากเรียนศิลปะ แต่แม่ไม่ให้เรียน เพราะกลัวว่าจะหางานไม่ได้ สุดท้ายพี่ก็เลยเริ่มถ่ายรูป แล้วก็อยากจะเข้าเรียนที่ศิลปากร แต่แม่ไม่ให้เข้า แม่อยากให้เข้าจุฬาฯ พี่ก็บอกว่า ได้! เข้าจุฬาฯ ก็ได้ แต่เรียนศิลปกรรม เอกถ่ายรูปนะ (หัวเราะ)

เจษฎา ตรีวิทยานุรักษ์

ตอนนั้นพี่รู้สึกว่าตัวเองใช้การถ่ายรูปเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง  เพราะว่าพี่วาดรูปไม่เก่ง วาดรูปเหมือนไม่ได้ แต่พอเรียนจบกลายเป็นว่าหางานไม่ได้ (หัวเราะ) เพราะว่าพี่จบอาร์ต แต่พอเรียนอาร์ต เขาไมได้สอนเรื่องเทคนิค สอนแต่วิธีคิด การมอง เวลาไปสมัครงาน เขาถามว่ามีความสามารถอะไร พี่บอกว่าพี่มองภาพสวย ดูพี่ตอบสิ (หัวเราะ) เพราะตอนนั้นพี่ทำอะไรไม่ได้เลย ล้างรูปเขาก็ล้างให้ พี่ก็เลยรู้แต่เรื่องถ่ายภาพ วิจารณ์ภาพ สุดท้ายพี่ได้งานแรกคือได้งานแล็บ สมัยนี้ก็คือ Photoshop นั่นแหละ

พี่ก็เลยอยากจะบอกว่า การเป็นช่างภาพไม่ใช่ว่า เลิศหรู เดินถ่ายเท่ๆ แต่ไม่มีจะกิน เขาไม่จ้างฉัน! (หัวเราะ) เพราะว่าสมัยก่อนจะรับแต่ผู้ช่วยช่างภาพที่เป็นผู้ชาย เราก็เลยสงสัยว่า แล้วผู้หญิงมันต่างกันยังไงวะ ผู้หญิงชอบถ่ายรูปบ้างไมได้เหรอ เขาก็จะบอกว่าผู้หญิงชอบลาป่วย ลาคลอด ลาโน่นลานี่ เราก็แบบ…(ถอนหายใจ)

พี่ทำงานแล็บ เก็บเงินอยู่ 2 ปี ด้วยความที่ตอนนั้นพี่ยังเป็นวัยรุ่น และรู้สึกว่าน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ มากกว่าแค่ไปทำงานแล้วก็กลับบ้าน พี่ก็เลยอยากเรียนภาษา ก็เลยเอาเงินที่เก็บไว้ไปเรียนภาษาที่อเมริกา แล้วพี่ก็ไปเที่ยวกับเพื่อน ก็เลยไปเจอกับโรงเรียนสอนถ่ายรูปโดยบังเอิญ ที่พี่เลือกเพราะว่าเป็นโรงเรียนที่เป็นปราสาทเก่า แล้ววิวดีมาก ตัดสินใจเรียนเพราะว่าวิวสวย (หัวเราะ) ตอนแรกพี่ว่าจะเรียนปริญญาโท แต่ว่าพี่รู้สึกว่าตัวเองทักษะยังไม่ดีขนาดนั้น ก็เลยตัดสินใจเรียนปริญญาตรีใหม่เลยตั้งแต่พื้นฐาน ตอนที่พี่เรียนจะต้องเรียนตั้งแต่ว่า “ดวงตาเรามองเห็นอะไร” เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งทำให้พี่รู้ว่าการถ่ายรูปนั้นมันมีเทคนิค การใช้กล้อง การใช้ไฟ การใช้แสงธรรมชาติ หรือแสงประดิษฐ์เช่นแฟลช ฟิล์มแบบ Tungsten เป็นแบบไหน ฟิล์มแบบ Daylight เป็นแบบไหน

การเป็นช่างภาพไม่ใช่แค่ว่าถ่ายรูปเป็นนะ ต้องมีเทคนิค ต้องมีความเป็นช่าง อย่างที่เรียกว่าช่างภาพนั่นแหละ ตอนที่พี่เรียนถ่ายภาพที่อเมริกา เพื่อนร่วมคลาสพี่มีหลายอาชีพเลยนะ มีคนหนึ่งเป็นหมอฟัน แล้วถ่ายรูปออกมาเหมือนเด็กถ่ายรูปเลย (หัวเราะ) ไม่ได้จะดูถูกเขานะ แต่การถ่ายรูปมันเป็นเรื่องของมุมมอง ทั้งๆ ที่เขาเรียนเริ่มต้นเหมือนกันกับพี่เลยนะ แต่เรามีภาพในหัว พี่สามารถมองภาพในหัวให้เป็นอาร์ตได้

เจษฎา ตรีวิทยานุรักษ์

ตอนที่พี่เรียน พี่มีรูมเมท แต่รูมเมทพี่มันอยากเป็นแค่อาจารย์สอนเด็กอนุบาล แต่ว่าพ่อมันรวยมาก แต่พี่เอาเงินตัวเองเรียน เงินที่ได้จากการทำงานแล็ป 2 ปี ได้ 3 แสน เรียนได้แค่ 3 เดือนเอง (หัวเราะ) พี่เลยรู้สึกว่าต้องเรียนให้เต็มที่ มันคิดว่าการถ่ายรูปเป็นเรื่องง่ายๆ ไง คิดว่าเรียนถ่ายภาพจบก็กลับไปเป็นครูสอนอนุบาล อะไรแบบนี้ แต่ด้วยความที่พี่เอาเงินพี่มาเรียน เงินทุกบาทต้องมีการเซฟ ทำทุกอย่าง เรียนทุกอย่าง อยู่ในแล็ปจนปิด จนต้องมีคนมาบอกว่าแล็ปปิดแล้วนะ (หัวเราะ)

ตอนที่พี่เรียน พี่คิดว่าจะหาเงินจากการถ่ายรูปได้ยังไง พี่ก็เลยหาทุนการศึกษา แล้วก็ส่งประกวดรูปถ่ายใครให้ส่งประกวดอะไรเกี่ยวกับภาพถ่าย ส่งหมด ทำอะไรก็ได้ที่ได้มาจากการถ่ายรูป เอาสิ่งที่ได้เรียนมาหาเงิน อะไรที่ใช้การถ่ายรูปแลกมาได้พี่เอาหมด พี่ได้ทั้งทุนการศึกษา ได้ไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ ได้กล้องมาหนึ่งตัวด้วย

สุดท้ายพี่เรียนอยู่ 3 ปี ไม่ได้ปริญญาด้วย เพราะว่าตอนนั้นพี่ต้องเรียนบัญชี ถ้าพี่ลงเรียนบัญชีวิชาเดียวก็ได้ปริญญาแล้ว แต่พี่บอกว่าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ได้ Diploma (อนุปริญญา) ก็พอ พี่ไม่เรียนบัญชีเพราะว่าไม่ชอบ พี่ตกวิชาเลข ก็เลยไม่เรียน ปริญญาพี่มีอยู่แล้ว แต่พี่อยากได้เทคนิคต่างๆ มากกว่า เขาดีมากๆ เลย เขาสอนให้เราเอาสิ่งที่เรารู้ไปใช้เป็นอาชีพ ตั้งแต่ถ่ายเป็น ล้างฟิล์มเป็น จนไปถึงการหาลูกค้า ทำพอร์ต แสดงงาน

เจษฎา ตรีวิทยานุรักษ์

พอเรียนจบมาพี่ก็เดินไปหางานกับเอเจนซี่เลย สมัยก่อนช่างภาพสามารถถ่ายได้ทุกอย่าง ทำงานได้ทุกอย่าง ถ่ายได้ทุกงาน แต่ตัวพี่เองเน้นการถ่ายภาพคน แล้วช่วงนั้นพวกช่างภาพที่เป็นเพื่อนๆ กับพี่เริ่มวางระบบการทำงานใหม่ เป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ เพราะฉะนั้นจะไม่มีการกระจุกตัวว่าคนหนึ่งต้องทำได้ทุกอย่างแล้ว ไม่มีการคิดเงินเหมาช่างภาพ ผู้ช่วย สตูดิโอ ทุกอย่างรวมกันแล้ว แต่จะถูกแยกออกมาให้เห็นเลยว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ค่าแรง ค่าเช่าสตูดิโอ ค่าไฟ เพราะว่าพี่ไม่มีอุปกรณ์พวกนี้

ซึ่งมันก็ลำบาก เพราะว่าพี่ไม่มีสตูดิโอเป็นของตัวเอง เวลาไปถ่ายงานที่ไหนก็ต้องแบก ต้องขนของ เตรียมงานเอง ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คือเราเป็นแค่ฟรีแลนซ์ถ่ายรูปอย่างเดียว ที่เหลือให้คนอื่นจัดการหมด แต่สมัยก่อนจะรับเป็นจ๊อบ ต้องเตรียมของโน่นนั่นนี่ แล้วเดือนไหนมีงานก็มีเงิน เดือนไหนไม่มีงานก็ไม่มีเงิน แต่ว่าถ้าเป็นงานประจำ เขาให้คุณทำงานหนักแค่ไหนคุณก็ต้องทำ ถ้าเป็นฟรีแลนซ์ ถ้ามีงานคุณก็ทำ ถ้าไม่มีงานคุณก็ไปทำอย่างอื่น

ช่วงที่ชีวิตพี่กราฟลง ไม่มีงานก็มี แต่พี่เชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้ามีใครสักคนมาพูดกับคุณว่า คุณน่ะเอาท์แล้ว ไม่มีใครจ้างคุณแล้ว ไม่ต้องไปเถียงเขานะ แค่ฟังแล้วก็คิดว่าถ้าเราเอาท์แล้ว เราจะทำยังไงให้เขายังเรียกใช้งานเราอยู่ ให้เวลาเป็นตัวพิสูจน์ว่าเรายังอยู่ตรงนี้ได้ สุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับว่าคุณทำอะไรที่คนอื่นไม่ทำ จะมีช่วงหนึ่งที่ฮิตถ่ายแฟชั่นมากเลย แล้วในพอร์ตของช่างภาพแฟชั่นก็จะมีอัพเดตตลอด แต่พี่ถ่ายแต่โฆษณาไง จะมีอะไรมาอัพเดท ช่วงนั้นพี่ก็เลยฉีกไปถ่ายภาพเด็กเลย โห ไม่มีใครมาแย่งงานพี่นะ งานเพียบเลย พี่ยังได้ถ่ายภาพอยู่ แต่ไม่ได้แย่งงานเขา มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถดำรงชีพได้ด้วยอาชีพถ่ายรูป

เจษฎา ตรีวิทยานุรักษ์

ตอนนี้ที่ฟรีแลนซ์มากขึ้น รู้สึกว่าลำบากขึ้นบ้างไหม พี่ว่าก็ยังมีคนเรียกพี่อยู่ แต่พี่ก็รู้สึกว่า ก็แล้วแต่ว่ะ พี่ว่าขึ้นอยู่กับว่าเราพอใจที่จะทำตรงนี้มากแค่ไหน ถ้างานน่าสนใจ เงินอาจจะไม่ได้เยอะ พี่ทำ พี่สามารถเอางานไปใส่ในพอร์ตได้ แต่ถ้าได้เงินเยอะแต่ไม่ต้องคิดอะไรเลย พี่ก็คงไม่สนใจ งานเป็นสิ่งที่พี่สนใจมากกว่า

สำหรับพี่ คนที่จะเป็นช่างภาพสมัยนี้ค่อนข้างลำบาก เพราะว่าพี่รู้สึกว่าทุกคนมีกล้องเหมือนๆ กันหมดเลย ใช้งานเหมือนกันหมดเลย แต่พี่มีเบสิกเรื่องของแสงที่แน่นมาก แสงของพี่จะไม่เหมือนคนอื่น พี่รู้สึกว่าแสงมีความสำคัญมากๆ ต่อภาพถ่าย

พี่เองพอร์ตงานไปเสนอเอเจนซี่หนึ่ง เขาถามพี่ว่าสตูดิโอใหญ่แค่ไหน ไม่มี มีไฟกี่ดวง ไม่มี (หัวเราะ) มันจะเป็นไปได้ยังไงที่ทุกคนจะมีอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อม พี่ก็เลยมาแบบตัวคนเดียวกับพอร์ตเล่มหนึ่ง เอามาให้ดูว่านี่ไงที่พี่ทำได้ ถ้าคุณเชื่อใจฉัน ฉันทำให้คุณได้ แค่นั้นเลย สุดท้ายก็ได้ แต่พอร์ตพี่ไม่ได้เหมือนกับคนอื่นไง เป็นพอร์ตที่มีงานที่เป็นศิลปะ เป็นจินตนาการ ด้วยความที่ภาพในพอร์ตพี่จะเน้นภาพที่เป็น Cross Process พี่ก็เลยได้งานถ่ายที่เป็น Cross Process สีแรงๆ อยู่บ่อยๆ

เจษฎา ตรีวิทยานุรักษ์

เมื่อก่อนพี่เวลาจะซื้อฟิล์มต้องนั่งเทียบ คิดแล้วคิดอีก ระหว่างฟิล์มหนึ่งม้วนกับข้าวหนึ่งจาน พี่เลยรู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมเดี๋ยวนี้เด็กสมัยนี้ซื้อฟิล์มกันง่ายจังเลยวะ ขนาดฟิล์มบูดไปแล้วก็ยังซื้อ อะไรวะ แต่พี่ก็มีความรู้สึกว่า ที่เป็นแบบนี้เพราะเด็กมันต้องการความแตกต่าง ในขณะที่กล้องดิจิตอลมันคือความตรง ตรงแบบตรงเป๊ะเลย ถ่ายมาแบบไหนก็ได้แบบนั้น แต่ครีเอทีฟเขาก็จะไม่มี เพราะความครีเอทีฟมันสร้างกันไม่ได้

ข้อดีของการถ่ายฟิล์มคือ เวลาถ่ายงานให้ลูกค้า เขาจะไม่มายุ่งกับแกเลย ถ่ายเสร็จเราต้องเลือกรูปให้เขา แต่พอเป็นดิจิตอลนี่จิ้มแล้วจิ้มอีก ยุ่งกับฉันเหลือเกิน (เน้นเสียง) นี่คือยุคสมัยฟิล์ม พี่ไม่ชอบดิจิตอลอย่างหนึ่งเพราะว่า ดิจิตอลมันคือวิญญาณ พี่เรียกมันว่าวิญญาณเลยนะ คือถ่ายมาแล้วมันไม่มีรูปร่างให้เห็น แล้วก็สามารถหายไปได้ในพริบตา ไม่ชอบตรงนี้แหละ แต่พอถ่ายฟิล์ม แทนที่รูปจะเอาไปใช้ได้เลย กลายเป็นว่าต้องเอามาล้าง สแกนอีก มันมีตัวตนให้เราจับต้องได้ พี่บอกเลยว่า ถ้าได้ถ่ายรูปฟิล์มแล้วได้ล้างเอง ได้เลือกกระดาษอัดเอง เวลาที่เห็นภาพค่อยๆ ขึ้นมา นี่เป็นอะไรที่โคตรดี

เจษฎา ตรีวิทยานุรักษ์

การที่คนรุ่นใหม่ถ่ายรูปฟิล์มแบบทิ้งๆ ขว้างๆ เพราะจริงๆ แล้วคนในปัจจุบันไม่มีความอดทนที่จะรออะไร เพราะเขาเคยชินกับดิจิตอลที่ถ่ายแป๊บเดียวก็ได้เลย แต่กับฟิล์ม พอถ่ายหมดแล้วคุณต้องเอาไปล้าง ทำขั้นตอนต่างๆ แต่เขารอไม่ไหวไง เขาอยากเห็นรูปที่เขาถ่ายมาเร็วๆ เลยกลายเป็นว่ามีแค่รูปเดียวที่เขาอยากได้ ส่วนรูปอื่นๆ ไม่มีประโยชน์ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ควรทำแบบนั้น

กล้องฟิล์มสำหรับพี่ตอนนี้มันเหมือนกับไดอารี่น่ะ เราเจออะไรก็ถ่ายเก็บไว้ บางคนเห็นอะไรแล้วชอบจด บางคนก็ชอบถ่ายรูป แต่คุณก็ไม่ควรจะรีบเร่งขนาดนั้น คุณควรจะให้เวลากับมัน ถ้าคุณอยากถ่ายรูปฟิล์มจริงๆ แปลว่าทุกรูปที่คุณถ่ายควรจะใช้ได้หมดทุกรูปและมีประโยชน์

จริงๆ พี่ก็อยากมี Personal Work นะ แต่ว่าโปรเจ็กท์ส่วนตัวต้องถ่ายรูปไปเรื่อยๆ แล้วต้องคิดและวางแผนภาพที่จะถ่ายให้เป็นคอนเซปท์เดียวกัน ซึ่งพี่รู้สึกว่าพี่ไม่ได้เก่งหรือเข้าใจศิลปะมากเท่าไหร่ แล้วเราดันไปเรียนสายเทคนิคัลอีก พี่ก็เลยเน้นถ่ายงานคอมเมอร์เชียลมากกว่า แต่ตอนนี้ก็เริ่มคิดแล้วว่าอยากจะเก็บงานที่เป็นลายเส้นของเราเอง เป็นงานที่เป็นของเราเอง แต่ถ้าถามว่าจะใช้ฟิล์มถ่ายไหม ไม่ได้ยึดอะไรขนาดนั้น แต่ถ้าพี่จะถ่ายฟิล์ม แปลว่าพี่ต้องล้างเอง อัดรูปเอง จ้างคนอื่นไม่ได้นะ เพราะว่า Contrast ที่คนอื่นล้างอาจจะไม่ตรงกับที่เราต้องการ หรือถ้าเราถ่ายมาดี แต่เขาล้างแล้วเสีย เราจะรับได้ไหมถ้าเราต้องไปพึ่งพาคนอื่นเวลาที่ต้องล้างฟิล์ม

พี่ว่าช่างภาพผู้ชายกับผู้หญิงก็ไม่ต่างกันหรอก มันต่างแค่ว่าเทคนิคของแต่ละคน การใช้แสงถ่ายรูปของแต่ละคน บางคนจะบอกว่าทำงานกับพี่แล้วสบายใจ เพราะว่าพี่ถ่ายเผื่อให้หมด อาร์ตไดอยากได้แบบไหนพี่ก็เผื่อไว้ให้ เพราะฉะนั้นเขาก็เลยสบายใจที่ได้ทำงานกับพี่

สมัยนี้ช่างภาพหญิงเยอะขึ้นนะ แต่สมัยพี่นี่แบบว่า โอ๊ย…เหนื่อย แต่โชคดีที่ชื่อพี่เหมือนผู้ชาย (หัวเราะ) ที่บางคนบอกว่างานช่างภาพอาจจะไม่เหมาะกับผู้หญิงเพราะว่าต้องแบกของอะไรแบบนี้มั้ง แต่สมัยนี้มีผู้ช่วยช่างภาพไง ก็ทุ่นแรงเราไปได้เยอะ สมัยก่อนตอนที่เราจ้างคนน้อย เพราะว่างบน้อย นี่แหละเหนื่อยของจริง แต่สมัยนี้กว่าที่ผู้ช่วยจะได้ขึ้นมาเป็นช่างภาพนี่บอกได้เลยว่าเหนื่อย เพราะว่าต้องไปต่อสู้กับคนอีกเป็นร้อยๆ รุ่นของพี่คนที่ได้เป็นช่างภาพมีน้อยคน แต่ยุคนี้ทุกคนมีกล้องหมด เผลอๆ กล้องดีกว่าพี่ด้วย ของเรามีกล้องก็จริงแต่ของเราเช่านะ แต่เขานี่เป็นเจ้าของเลย สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับที่มุมมอง ที่สายตาเรา

พี่เองไม่ได้ติดอุปกรณ์อะไรขนาดนั้น เน้นว่าอะไรที่เหมาะกับสิ่งที่เราต้องการมากกว่า ทุกวันนี้พี่ก็ใช้กล้อง Hasselblad ที่เป็นฟิล์มนะ แต่ใส่ Digital Back เอา พี่สนใจภาพที่จะได้ตรงหน้ามากกว่า

พี่แปลกใจว่าทำไมกระแสกล้องฟิล์มในปัจจุบันมันผิดเพี้ยนกันไปหมด ส่วนตัวเราคิดว่ากล้องฟิล์มคือไดอารี่ ที่เวลาคุณใช้คุณต้องคิดก่อน เหมือนเวลาที่คิดก่อนเขียนไดอารี่ ไม่ใช่ว่ารีบๆ ถ่าย รีบๆ ล้าง รีบๆ เอาไปลงโซเชียลแล้วก็ทิ้งฟิล์มไป ฟิล์มจากในอดีตทุกวันนี้พี่ยังเก็บอยู่เลย

เจษฎา ตรีวิทยานุรักษ์

ที่ฟิล์มกลับมาฮิต พี่คิดว่าเพราะดิจิตอลมันง่ายเกินไป คนเลยต้องการแสดงความสามารถว่าฉันถ่ายรูปฟิล์มได้ การถ่ายรูปฟิล์มไม่ได้ง่ายและก็ไม่ได้ยาก แต่สมัยก่อนคนใช้ฟิล์มในลักษณะของการถ่ายเพื่อเก็บ เช่นว่าไปเที่ยวแล้วก็ถ่ายรูปเก็บไว้ แต่ทุกวันนี้คนที่ถ่ายรูปฟิล์มก็เพื่อเอาคาแร็กเตอร์อะไรบางอย่างจากฟิล์ม และรวมไปถึงเรื่องของไอดอลด้วย ไอดอลถืออะไรก็ดีหมดแหละ ทั้งๆ ที่กล้องบางอย่างที่ไอดอลใช้ พวกเทคนิคต่างๆ อาจจะไม่ได้จำเป็นสำหรับเราด้วยซ้ำ แต่พอไอดอลมีก็เลยอยากมีบ้าง

พี่คิดว่ากล้องฟิล์มสามารถกลับมาทำงานระดับมืออาชีพเหมือนในอดีตได้ คิดว่ามีทางเป็นไปได้ ถ้ามีวงจรที่ครบสมบูรณ์ ต้องมีหลังบ้านที่ดี วงจรในที่นี้หมายถึงวงจรทั้งหมดตั้งแต่การถ่ายภาพ การล้างอัดภาพที่สมบูรณ์ 100% คุณภาพการล้างต้องได้มาตรฐาน แล้วต้องสแกนให้คุณภาพของภาพที่ดีไม่ใช่แค่ล้างแล้วสแกนไฟล์ 2 MB เหมือนที่เอาไปลงในโซเชียลมีเดีย และต้องทำให้คนทั่วไปยอมรับในอาชีพนี้ และกล้าที่จะลงทุนเพื่อให้มันครบวงจรจริงๆ แต่คนในวงการนี้มันเฉพาะด้านน่ะ เป็นรสนิยมในวงแคบๆ เหมือนแผ่นเสียง พอมีกันอยู่แค่นี้ ใครจะกล้าลงทุนล่ะ

พี่เองสะสมกล้องฟิล์มเก่าๆ เอาไว้ ความน่ารักคือ ตั้งแต่ร้อยปีที่แล้วกับทุกวันนี้ ต่อให้รูปทรงเปลี่ยนไปยังไง แต่เทคนิคการถ่ายภาพทุกอย่างหมือนเดิม ISO ชัดเตอร์ โฟกัส

เจษฎา ตรีวิทยานุรักษ์

ถ้าไม่เกี่ยวกับรสนิยมหรือกระแส พี่ไม่เชื่อว่ากล้องฟิล์มจะหายไปอีก พี่รู้สึกว่าก็คงจะยังมีคนที่เล่นอยู่ เพียงแต่ว่าไม่ได้เป็น Professional แต่เป็นมือสมัครเล่น เอาไว้สำหรับถ่ายเล่น ถ่ายรูปเน้นความเก๋ไก๋ เอาไว้แชร์ในโซเชียลว่ารูปนี้ถ่ายฟิล์มนะ แต่ถ้าจะถ่ายรูปเป็นมืออาชีพ พี่ว่าหมดยุคไปแล้ว เพราะการถ่ายรูปแบบมืออาชีพยากมาก ก่อนถ่ายต้องถ่ายกล้องโพลารอยด์เพื่อเทสต์ก่อน ต้องซื้อฟิล์มมาเป็นล็อต ต้องเอาทั้งล็อตไปแช่ตู้เย็นเพื่อคุมอุณหภูมิ แล้วก็ต้องถ่ายด้วย F นี้เท่านั้น ซึ่งยุ่งยากมาก พี่เลยรู้สึกว่าการถ่ายภาพแบบมืออาชีพน่าจะไปต่อไม่ได้แล้ว

ต่อให้ฟิล์มใช้ง่ายเทียบเท่าดิจิตอล พี่ว่าก็ทดแทนไม่ได้ เพราะว่าคนเราติดนิสัย สมัยก่อนที่เราถ่ายงานด้วยฟิล์มเนี่ย เราที่เป็นช่างภาพมีสิทธิ์ที่จะดูฟิล์มก่อน เลือกภาพก่อน แล้วเลือกฟิล์มให้ลูกค้า แต่ทุกวันนี้ลูกค้ามีสิทธิ์เลือกเท่าเราเลย แล้วลูกค้ากลายเป็นคนเลือก ส่วนเราเองแทบไม่ต้องทำอะไรแล้ว พี่ว่าลูกค้าคงไม่ยอมที่จะนั่งรอให้เราเอาฟิล์มไปล้างก่อน ไม่มีทาง

ภาพถ่ายที่ดีคือ เหมือนพี่ดูภาพในหนังสือแล้วรู้สึกว่าธรรมดามาก แต่พอไปเห็นของจริงปุ๊บ เรายืนอยู่ตรงนั้นแล้วเรารู้สึกว่าทำไมมันสวยอย่างนี้ เหมือนโดนดูดวิญญาณเข้าไปในภาพเลย นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้พี่รู้สึกว่าพี่จะไม่วิจารณ์ใครเลยถ้าไม่ได้เห็นภาพจริงๆ ของเขา

เจษฎา ตรีวิทยานุรักษ์

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มทำให้พี่มีความอดทน ซึ่งคนสมัยนี้ก็จะกดๆๆ รู้ไหมว่าไอ้ที่กดไปมันโอเคไหม หรือคุณอดทนมากพอที่จะรอจังหวะที่โอเคไหม แต่กับฟิล์มมันทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะต้องคอยดูว่า ISO ถึงไหม หน้ากล้องเราโอเคไหม การที่ถ่ายฟิล์มพี่เลยรู้สึกว่าทำให้ได้ความอดทนกลับมา เวลาถ่ายต้องเช็คก่อนว่าโอเคมั้ย เตรียมมาพร้อมไหม เอาฟิล์มมาถูกชนิดหรือเปล่า

พี่เชื่อว่า ความแพงของอุปกรณ์สมัยนี้อาจจะทำให้บางคนเลิกเล่น สมัยก่อนพี่ซื้อฟิล์มสไลด์ม้วนละร้อยกว่าบาทยังคิดแล้วคิดอีก แต่ทุกวันนี้ ฟิล์มสไลด์ม้วนละห้าร้อยกว่าบาท แพงมาก แต่ก็เข้าใจว่ามันหายาก เขาเลิกผลิตไปแล้วก็เลยแพง มันขึ้นอยู่กับว่าคุณหาเงินเองได้ไหม ขนาดพี่ตอนเด็กๆ ฟิล์มม้วนละร้อยกว่าบาทยังว่าแพงเลย สุดท้ายแล้วก็จะเหลือแต่บางคนที่มีปัญญาเล่น หรือคุณต้องรู้ให้ได้ว่าตัวเองจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หรือฟิล์มแบบนั้นมากขนาดไหน หรือไม่ คุณก็ต้องหาแนวทางของตัวเอง ถ้าเขาใช้กล้องแพงๆ พี่ก็จะใช้ฝีมือเพื่อให้คนเห็นว่าภาพที่ถ่ายด้วยฝีมือพี่  ดีกว่าภาพที่ถ่ายด้วยกล้องแพงๆ พี่อยากให้คนคิดแบบนี้มากกว่า เก็บเงินไว้ทำอย่างอื่นเถอะ (หัวเราะ) ไม่ได้แอนตี้ของแพงนะ แต่พี่รู้สึกว่าถ้าแค่ถ่ายรูปเล่นๆ พี่ว่ากล้องแพงๆ มันก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคนหรอก ถ้าคุณมีเงินพอ ไม่ว่า แต่ถ้าไม่มีก็อย่าไปลำบาก ตอนนี้พี่ก็ไม่มีกล้องแพงๆ นะ เพราะพี่เสียดายเงิน (หัวเราะ)

ถ้าอยากเป็นช่างภาพที่ดี ต้องฝึกฝน และหา Subject ดีๆ การหา Subject ดีๆ คือการหาสิ่งที่เราคิดและต้องการจะบอกเล่า และใส่ลงไปในภาพ ไม่ใช่ว่าคนอื่นถ่ายฉันก็ถ่ายบ้าง สุดท้ายแล้วคุณก็มองเหมือนๆ กับคนอื่น ไม่ได้แสดงความสามารถของเรา สิ่งที่ถ่ายต้องออกมาจากความคิดของเรา สายตาของเรา แล้วภาพมันก็จะเป็นสไตล์ของเราเอง

แล้วก็อยากให้มีความอดทน มีความตั้งใจ สร้างมันขึ้นมา ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็จะออกมาเอง เวลาจะเป็นตัวบอกเองว่าคุณเป็นคนที่ใช่ แต่ถ้าหยุดไปกลางคัน คุณไม่ใช่ เวลาจะบอกเองว่าคุณเป็นตัวจริงหรือไม่เป็นตัวจริง ต่อให้คนว่าคุณว่าไม่เก่ง ไม่ต้องไปเถียง ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวผลงานมันจะบอกกับเราเอง ให้เวลามันตอบเองว่าสิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่นี้มันใช่

 


ติดตามผลงานภาพถ่ายฟิล์ม Personal Work Project ของ “เจษฎา ตรีวิทยานุรักษ์” คลิกที่นี่

 

[Sassy_Social_Share]
27