ชีวิตหลากมิติบนพื้นฐานของอาหารและการเป็นผู้ให้

ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล

สำหรับใครหลายคน ภาพจำของเธอจากรายการแข่งขันทำอาหาร ในฐานะกรรมการหญิงสุดแกร่ง คงหนีไม่พ้นความดุ กับน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ จริงจังในทุกๆ ขั้นตอนจนผู้เข้าแข่งขันต่างออกอาการหวาดๆ กันไปบ้าง

เรื่อง : fiefiez S. ภาพ : Thanut Tre.

แต่สำหรับเราแล้ว หลังจากได้พูดคุยกับ “ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล” เชฟป้อม หม่อมป้อม หรือหม่อมป้า ณ รายการ MasterChef Thailand นอกจากในมุมของคนที่คลุกคลี  กับการทำอาหาร เรายังได้เห็นมุมของจิตอาสา ครู นักร้อง นักเขียน นักกีฬา และมุมของ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามาเธอสามารถทำควบคู่กันไปได้เป็นอย่างดี

   “จริงๆ พี่เป็นคนพูดจาโผงผางไง พูดตรง และเสียงค่อนข้างดุเท่านั้นเอง”

   ม.ล.ขวัญทิพย์บอกกับเราด้วยเสียงดังฟังชัดอย่างที่เราคุ้นชิน เราเริ่มต้นบทสนทนาอย่างง่ายๆ ด้วยการขอให้เธอเล่าเรื่องราวชีวิตวัยเยาว์ ณ วังเทวะเวสม์

   “ในบ้านก็มีท่านปู่ คุณย่า พ่อ แม่ แล้วปีแรกๆ ก็ยังมีครอบครัวคุณอาอยู่ด้วย   สมัยก่อนนะ เขาก็ยังเลี้ยงให้เรารู้จักหยิบจับทำอะไรในบ้าน คือจุดประสงค์จริงๆ แล้ว พี่คิดว่าเพียงแค่จะให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม ไม่ใช่เด็กที่เลี้ยงมาแล้วนั่งเป็นคุณหนูอย่างเดียว ทุกคนโดนหมด แต่บ้านนี้เรื่องกินเรื่องใหญ่ (หัวเราะ) คุณย่าก็จะเป็นคนทำอาหารค่อนข้างจะเป็นไทยภาคกลางกับอาหารฝรั่ง แล้วแม่ครัวคุณย่านี่คือคนหนึ่งที่มีอิทธิพลกับอาหารโบราณของพี่ ตอนนั้นเขาก็จะใช้งานตามอายุค่ะ เด็กเล็กๆ ก็ปอกหอมปอกกระเทียมไป

   “แล้วเอาเป็นว่าเด็กน่ะ โดนบังคับให้ทำอะไรจะชอบไหมล่ะ ใช่ไหม คือมันจะต่อต้านทันที แล้วพอต่อต้านพี่ก็ไม่เคยได้มีเวลาหันกลับมาดูตัวเองว่าจริงๆ แล้วเราชอบอะไร คือไม่เอาๆ อย่างเดียว มันก็เลยตอบตัวเอง    ไม่ค่อยได้ว่าตัวเองอยากทำอะไร จริงๆ แล้วเราอาจจะเป็นคนที่มีพรสวรรค์ติดตัวอยู่นะ แต่ก็โดนบังคับซะจนไม่เอาไปเลย”

   และเมื่อโดนบังคับหนักเข้า เธอจึงเลือกเรียนต่อในคณะที่ห่างไกลการทำอาหารอย่างคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงการหางานอดิเรกอื่นๆ เพื่อให้ได้ออกจากครัว

   “ตอนเข้ามหาวิทยาลัยไปเรียนร้องเพลง อยากร้องเพลง พอร้องได้ ชอบ… ไม่ได้ พ่อบอกไม่เอา! เต้นกินรำกิน แต่เขาก็ภูมิใจ ไปแสดงที่ไหนนี่พ่อแม่นั่งเกาะขอบเวทีเลยนะ แต่ปัญหาก็คือเขาให้ทำเป็นงานอดิเรก เขาไม่ได้ อยากให้เราทำเป็นอาชีพ ก็สมัยนั้นการเป็น นักร้องยังไม่บูมนะ ก็ต้องเข้าใจเขาเหมือนกัน โอ้โห เป็นสมัยนี้ไม่ได้ เกิดแล้ว (หัวเราะ)”

   หลังจากเรียนจบ ม.ล.ขวัญทิพย์เข้าทำงานในบริษัทเกี่ยวกับโทรคมนาคมอยู่ช่วงหนึ่ง จากนั้นก็แต่งงาน และเดินทางไปอยู่กับสามีที่สหรัฐอเมริกา เปลี่ยนมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว และกลับไปคลุกคลีกับการทำอาหาร จนได้รู้ตัวว่านั่นคือ ‘ความชอบ’ หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในต่างแดน บวกกับทักษะการทำอาหารจากครอบครัว กระทั่งมาเปิดร้านอาหารของตัวเอง ถึงปัจจุบันร้านจะปิดตัวไปแล้วด้วยพิษการชุมนุมทางการเมือง แต่ชีวิตประจำวันของเธอตอนนี้ก็ยังคงหนีเรื่องอาหารไม่พ้น

   “จริงๆ ก่อนหน้าที่จะมาทำรายการ MasterChef Thailand ก็ค่อนข้างจะเกี่ยวข้องอยู่กับด้านอาหารนี่แหละ แล้วก็รับงานพิธีกร มีร้องเพลงบ้าง เรื่องของเรื่องคือเราโชคดีที่ได้รับมรดกทางอาหารมาเยอะ ก็มีสอน ทั้งในเชิงธุรกิจกับสอนแบบเอากุศล เป็น จิตอาสา แจกจ่ายวิชา เช่น ของมูลนิธิชัยพัฒนา ของโรงเรียนต่างๆ อะไรที่ให้คนเขาเอาไปใช้ได้ จะได้ไม่ตายไปกับตัวเอง แล้วตอนนี้พอทำรายการ ก็จะมีสัมภาษณ์ ออกรายการ แต่พี่ก็ยังรักที่จะทำงานสอนอยู่ มันมีความสุข พี่ไม่ค่อยกั๊ก ไม่รู้จะหวงวิชาไปทำไม

   อีกอย่างก็คืองานตามโรงแรม คือต้องเข้าใจว่าตามโรงแรมคนเขาจะหมุน หมุนซะจนอาหารมันไม่นิ่ง ไม่มีสูตรประจำ เราก็จะไปทำให้เขามีสูตรประจำครัวนั้นๆ แต่ละที่ก็ไม่เหมือนกัน แล้วแต่สถานที่ วัตถุดิบ แบบนี้ก็จะเป็นไปตามสัญญาระยะเวลาหนึ่ง ก็จะมีการเดินทางไปต่างจังหวัดไปอะไรอยู่เรื่อยๆ กลายเป็นว่าพี่ค่อนข้างจะว่างเสาร์อาทิตย์ แต่ตอนนี้ก็จะเริ่มไม่ว่างแล้วเพราะ MasterChef มีให้ พี่เปิดคลาสสอน 6 สัปดาห์ วันเสาร์ทั้งเช้า ทั้งบ่าย และอาจจะขอวันอาทิตย์อีก”

 

แล้วถ้าคุณมีเวลาว่างจริงๆ ล่ะ

   “นั่งนิ่งๆ (หัวเราะ) ถ้าว่างเป็นไปได้   ยิ่งถ่ายรายการมา วันรุ่งขึ้นนี่พี่จะนั่งปิดปาก ไม่พูดไม่กินอะไรเลย คือได้ชิมอะไรมาเยอะมาก แล้วตะโกนโหวกเหวกๆ ทั้งวัน อยากอยู่นิ่งๆ นั่งนิ่งๆ ทำไมต้องทำอะไรด้วยล่ะ พักสิ พักจริงๆ”

 

การออกกำลังกายก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณให้ความสำคัญ

   “เป็นกิจวัตร บางวันก็ทำไม่ได้บ้างถ้าติดงาน แต่จริงๆ พี่เป็นคนตื่นเช้าตั้งแต่เด็กๆ คือไม่ได้รับอนุญาตให้ตื่นสาย (หัวเราะ) ทุกวันนี้ก็ถึงยิมภายใน 6 โมงเช้า ก็พยายามจะปัดเวลาให้ได้อาทิตย์ละ 5 วัน เราก็ต้องดูแล ตัวเอง ดูแลเท่าที่เราทำได้อย่างเต็มที่ อย่าบอกว่าไม่มีเวลานะ คนออกกำลังกาย ไม่มีข้ออ้างใดๆ ทั้งสิ้น ต้องจัดให้ได้”

 

หนึ่งในเหตุผลหลักคือเรื่องของสุขภาพ

   “เมื่อเด็กๆ อ้วนกลม ตอนอยู่โรงเรียนเป็นคนที่ติดอันดับท็อปเท็นเด็กเล่นกีฬาไม่ได้ความ ปรากฏว่าพอก่อนขึ้นมัธยมหน่อยก็อยากเล่นแบด อยากขึ้นมาเอง เอาจริงเลย ก็ติดทีมโรงเรียน จนเข้ามหาวิทยาลัยเราก็เล่นให้คณะที่จุฬาฯ แล้วพอปีปลายๆ โดนหลอกไปแข่งสควอช (Squash) ได้แชมป์ คือเราสู้ตาย เล่นแบดของจุฬาฯ มา ความอึดมันเยอะ ต้องวิ่งไปเอาให้ได้ทุกลูก ก็มีคนตาดีมาจับไปเล่นสควอช ทีมชาติอยู่ 2 ปี จริงๆ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่บอกเลยว่าเราต้องออกกำลังกายมาตั้งแต่อายุน้อยหน่อย มาเริ่มตอนนี้ไม่ทัน แข้งขามันไม่อยู่หรอกค่ะ

   แล้วอีกเหตุผลคือพี่เกิดมาตัวใหญ่มาก หนัก 4600 กรัม ซึ่งพอมาดูลูกแม่ 4 คนเนี่ย ตัวโตขึ้นเรื่อยๆ มันคือสัญญาณการเป็น     เบาหวานของแม่ เราซึ่งเป็นคนสุดท้องแล้ว เกิดมาตัวใหญ่ที่สุด โอกาสรับทางกรรมพันธุ์เยอะมาก ตอนท้องลูกคนโต พี่อายุ 23 - 24 ปี อยู่อเมริกา คุณหมอช่วยพี่เยอะมาก ให้ความรู้ ที่ดี ก็จนป่านนี้อายุจะ 60 แล้วพี่ก็ยังไม่ได้ อยู่ในโซนเสี่ยงเบาหวานเลย และนั่นแหละ คือการออกกำลังกายสม่ำเสมอมันจะช่วยเราเยอะด้วย”

 

คาแรกเตอร์ที่เราเห็นในรายการกับตัวจริง

   “จริงๆ ในรายการเขาไม่ได้เซตคาแรกเตอร์ นะ พี่ก็จะเป็นคนประมาณนั้นอยู่แล้ว เนื่องจากว่าในการแข่งขันใดๆ ก็ตามที คุณมัวแต่เล่นกับเด็ก มัวมาจุ๊กจิ๊ก เด็กเขาก็ไม่เอาจริง มันต้องมีความกดดันเพื่อให้เขาสู้ แล้วด้วยความที่เราเป็นกรรมการ เราก็ไม่ไปเล่นหัวกับเด็ก มัวแต่เล่น เวลามีอะไรไม่ดี ดุเตือนกันได้ไหม เป็นเพื่อนเล่นกันแล้วเขาก็ไม่ยอมหรอก”

 

เรื่องราวเกี่ยวกับงานที่คุณประทับใจ

   “เคยไปช่วยโรงเรียนที่อยุธยา ชื่อโรงเรียนสอนดี (ประชารัฐอนุสรณ์) คือตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สวรรคต พวกพี่นักเรียนจิตรลดาก็จะจับมือกันว่า เราได้รับพระราชทานอะไรบ้าง ซึ่งบางครั้งมองดูว่าโรงเรียนอื่นเขาไม่มี พวกพี่ไม่ใช่ว่าเรียนเก่ง แต่เป็นคนที่อยู่ในสังคมได้ ทำงานได้ เราก็ร่วมมือกัน เราไปเห็นปัญหาว่าเด็กจบ ป.6 มักจะไม่ค่อยได้เรียนต่อ เพราะต้องไปทำงานหาเงินให้ครอบครัว แต่บางครั้งก็ไม่ใช่งานดีๆ นะ สิ่งที่เราไปทำก็คือ ถ้าเด็กจะไม่ได้เรียน เด็กต้องอยู่ในอาชีพที่สุจริต ให้เด็กได้มีอะไรติดตัว เราก็ช่วยกันลงทุนก้อนแรกให้ ไปสอนถักไหมพรม งานฝีมือ สอนภาษาอังกฤษ  ส่วนพี่กับน้องอีกกลุ่มก็ช่วยกันสอนเรื่อง อาหาร ไปสอนตั้งแต่ก่อนทำรายการ กลายเป็นว่าพอพี่ไปหลังจากนั้น เขาก็มาทักมาแซว คืออันนี้เป็นความน่ารัก เด็กเขาสะอาดน่ะ สะอาดมาก”

 

ดูจากหลากหลายหน้าที่ รวมไปถึงการทำธุรกิจจัดเลี้ยงของคุณอีก ถือว่าหนักไปไหม

   “หนักไหมเหรอ พี่จะบอกว่าเราได้ทำงานที่เรารัก เราจะมีความสุข แล้วพี่จะรู้ ตัวเองว่าพี่ได้แค่ไหน คือเราต้องรู้ตัว อย่างเมื่อก่อนที่เปิดร้านอาหารนี่เหนื่อยนะ เริ่มไม่สนุกแล้ว แต่พอมาทำจัดเลี้ยง มันจะรู้จำนวนที่แน่นอน แล้วทั้งสอน ถ่ายรายการ ทุกอย่างมันคือการได้ปล่อยสิ่งที่เรามีไปในทางที่เราสบายใจ คือถ้าเราต้องมานั่งเครียดกับรายรับรายจ่าย ดูแลคนอีกเท่าไหร่ มันไม่มีความคิดสร้างสรรค์หรือความสนุกใดๆ เกิดขึ้นใน   อาชีพ แล้วการที่เราทำร่างกายให้แข็งแรง   มันทำให้เรามีแรง งานในครัวต้องใช้พละกำลัง เราจะมัวยืนชี้นิ้วอย่างเดียวไม่ได้”

 

หลักสำคัญในการดำเนินชีวิต

   “พี่ไม่ใช่คนมีชีวิตสุขสบาย ปัญหาในทางต่างๆ นานาที่ผ่านมาพี่ก็ไม่ได้ยึดใคร แต่พี่คิดว่าสิ่งที่ทุกคนควรมีคือสติกับใจสู้ ปัญหาใดๆ ทุกคนมันก็มีแหละ แต่ถ้าคุณคิดว่าปัญหาของคุณมันใหญ่ที่สุดในโลกนี้มันไม่ได้ อยากร้องไห้ก็ร้องไปเถอะ ร้องก่อนนะ แต่ต้องเรียกสติกลับมาให้ได้ แล้วก็หาทางออก จะมา โอ๊ย อันนี้ก็ไม่ไหว อันนี้ก็ไม่ได้…      สู้รึเปล่า พี่ถึงขอสติกับใจสู้ แล้วก็ไม่ต้องมา บอกว่าไม่มีทางออก ออกได้เสมอแหละ”

 

ในมุมของ ‘คุณแม่’ ของลูกๆทั้งสามคน

   “ตอนนี้เหมือนเพื่อนแล้ว เพราะว่าลูกโตแล้ว แล้วพี่ก็เลี้ยงเขามาแบบนั้นด้วย เคยบอกเขาว่าอะไรในชีวิตนี้ถ้าเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นห้ามโกหก จะดีจะร้ายแค่ไหนแม่รับได้เสมอ เสียใจอย่างไรแม่ก็ช่วย แต่พี่ไม่เคยช่วยลูก ให้ผิดเป็นถูกนะ แค่ช่วยให้มีทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์นั้น แต่ก็ดีอย่างที่ไม่เคยมีปัญหาอะไรคอขาดบาดตาย เพราะเราสอนเขาไว้แล้วว่าทำอะไรต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเองเสมอ พี่ปล่อยลูกตั้งแต่อายุ 15 ไม่ไปจิกเขา โดยเฉพาะยิ่งเขาเป็นผู้ชาย เขาต้องเริ่มมีสังคมของเขา ต้องมีการตัดสินใจว่าจะยืนอยู่ตรงไหนให้ตัวเองปลอดภัย เขาต้องเลือก เราก็ได้แต่ดูอยู่ห่างๆ แล้วกลายเป็นว่าวิถีที่พี่ไม่ได้ไปจิกไปจี้ ทุกวันนี้น่ารักมาก คือเขาจะมาหาเราเอง ทั้งๆ ที่คนโตอายุ 33 ปี คนที่สอง 31 ปี คนเล็ก 28 ปี”

 

เรื่องอาหารล่ะ ลูกๆ ได้ซึมซับจากคุณไหม

   “มีคนเล็ก แล้วก็คนที่สองที่อยากทำร้าน แต่เขาก็ให้น้องชายช่วยคิดสูตรให้ คืออย่าง คนเล็กเขาชอบหยิบจับในครัวอยู่แล้ว แต่เขาก็ไปเลือกอาหารในอีกทาง เขาพูดแน่นอนว่า ไม่เลือกอาหารไทย แต่จะเรียนอาหารไทย จากแม่ เพราะถ้าเขาเลือกอาหารไทยก็จะโดนเปรียบอยู่ตลอดเวลา เขาก็ไปแนวอาหารจีน อาหารฝรั่ง ก็ถูกของเขา”

 

ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับงานคุณเข้าครัวทำอาหารบ่อยไหม

   “ก็ทำนะ ส่วนใหญ่ทำให้เพื่อน ให้ลูก ด้วยความที่เรามีความสุขตรงนี้เราก็ยินดีจะทำ เมนูก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราก็ไม่ได้อยากให้คนกินซ้ำๆ แต่อย่างบางทีลูกเขาอยากกินอะไร   ที่คนอื่นไม่ค่อยทำ อย่างพะโล้ไข่เค็ม หรืออาหารที่เขากินเด็กๆ หมูก้อนทอด พวกสูตรอาหารที่บ้าน”

 

เมนูโปรดของผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารแบบคุณคืออะไร

   “ชอบกินข้าวคลุกกะปิ เพราะชอบกะปิ แล้วบางทีเคยขี้เกียจนะ คิดว่าจะซื้อกิน แต่ทำไมหวงกะปิถึงขนาดนั้นก็ไม่รู้ แล้วเดี๋ยวนี้ข้าวคลุกกะปิรกมากเลย แครอท ถั่วฝักยาวซอย จริงๆ ไม่มีนะ มันมีไม่กี่อย่างเพื่อจะให้ได้กลิ่นกะปิ อย่างหมูหวานถ้าทำเองพี่ก็ไม่มีซีอิ๊วดำ พี่ทำเป็นน้ำตาลไหม้ มะม่วงเปรี้ยวควรจะเยอะก็มีอยู่นิดเดียว ทำกินเองสบายใจกว่า แล้วก็กลายเป็นลูก เพื่อน ใครก็ตามชอบข้าวคลุกกะปิของพี่ หูย มีคนชอบแบบนี้สิพี่มีความสุข”

 

นอกจากอาหารไทย อยากลองทำอาหารชาติอื่นๆ บ้างไหม

   “พี่ทำเป็นอยู่แล้ว แล้วพี่ชอบด้วย      พี่ชอบกว่า มันง่ายกว่าไง (หัวเราะ) จานหนึ่งอาหารไทยหั่นตั้งกี่อย่าง ดูยำใหญ่ ยำทวายสิ กินสลัดง่ายกว่าไหมล่ะ แต่ภาพจำพี่มันคืออาหารไทย นี่คือสิ่งที่พี่พยายามจะบอกคนเยอะๆ”

 

ในฐานะที่อยู่กับอาหารไทยมาตลอด เวลาเจอเมนูเพี้ยนๆ แบบในปัจจุบันหงุดหงิดไหม

   “เคย เคยหงุดหงิด แต่ว่าโลกมันเปลี่ยนไปนะ มานั่งคิดอีกทีว่าทำไมเราไม่ยอมรับความคิดใหม่ๆ ของเด็กบ้าง วัตถุดิบใหม่ๆ มันก็มีเข้ามา มันไม่ได้เหมือนเดิม เอาแค่ เนื้อวัว เมื่อก่อนคือเหนียว ต้องเคี่ยว แต่ ตอนนี้มีวากิว มัตสึซากะ เนื้อแกะอีก ก็ไม่ได้ต่อต้าน แต่ว่าที่เคยพูดไว้ให้คิดกันว่า เรามีรากเหง้า ภูมิปัญญาของความเป็นไทย คุณคิดว่าคนไทยไม่คิดซับซ้อนเหรอ แกงหนึ่งแกงนี่ใส่อะไรบ้าง เขาปรับ มีสมดุล มีรายละเอียดของเขามาแล้ว คุณจะแตกยอดก็ได้ มีอะไรใหม่ได้ แต่ให้เรายืนอยู่บนถนนเดียวกัน จะวิ่งชิดซ้ายชิดขวา หรือวิ่งเอียงอะไรก็ตามใจคุณ อยู่บนถนนเดียวกันได้ไหม นั่นหมายความว่าถ้าคุณไม่รู้พื้นฐานที่ถูกต้อง คุณจะไปต่อยอดได้ไหม”

   ภายในปีนี้ เราอาจได้เห็น ‘สำรับ’ หนังสือรวมสูตรอาหารไทยของเธอทั้ง 5 เล่มที่จะกลับมาตีพิมพ์ใหม่ในรูปแบบของ E-Book และแน่นอนว่าจะยังได้เห็นเธอโลดแล่นในวงการอาหารต่อไปอย่างมีความสุข

   “การทำงานแบบฟรีแลนซ์มันไม่มีวันเกษียณหรอก ถ้าเรายังมีแรงอยู่ ทำไปเถอะ  พี่ว่าพี่ยังมีแรงอยู่ วันไหนอาจจะมีปัญหา สุขภาพทำไม่ได้ เดี๋ยวค่อยมาว่ากัน แต่ปัจจุบันก็ยังสนุกจนบางครั้งก็ลืมไปว่าอายุเท่าไหร่”

0