Young, Smart & Beautiful ภริณา เดชะทวีวัฒน์

 

ภายใต้ใบหน้าที่สวยสะดุดตาและท่วงท่าความมั่นใจในแบบฉบับผู้หญิงยุคใหม่ที่ฉายชัดในตัวตนของเนย - ภริณา เดชะทวีวัฒน์ อาจเป็นสิ่งที่ชวนดึงดูดความน่าสนใจให้กับผู้คนในยามแรกเห็น จวบจนกระทั่งนาทีแรกของบทสนทนาได้เริ่มต้นขึ้นและดำเนินไป เราจึงได้ค้นพบว่า ความสามารถอันหลากหลายและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการใช้ชีวิตของหญิงสาววัยเพียง 23 ปี คนนี้ คือเนื้อแท้แห่งความงามสมบูรณ์แบบที่สะท้อนคุณค่าในตัวเธอได้อย่างชัดเจนจริงๆ

เรื่องและสไตล์ : Cedar ภาพ : ธนัท เตรียมชาญชูชัย

 

ในฐานะของการเป็นหนึ่งในทายาทเจ้าของร้านอาหารชื่อดังที่หลายคนคุ้นหูอย่าง Waterside สิ่งนี้ได้กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เนยตัดสินใจเรียนด้านวิทยาศาสต์การอาหาร แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ขอเติมเต็มความรู้ที่หลากหลายในด้านการบริหารจัดการและด้านภาษาศาสตร์ ด้วยมุ่งหวังที่จะผลักดันตัวเองให้ก้าวทันกับทุกการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกที่เกิดขึ้นทั้งในวันนี้และอนาคต    

   “ตอนนี้เนยกำลังศึกษาระดับปริญญาตรี อยู่ที่มหิดลอินเตอร์ค่ะ ซึ่งเมเจอร์ก็จะเป็นด้าน  Food Science แล้วก็มีไมเนอร์ด้านภาษาจีน และไมเนอร์ด้าน International Hospitality and Management แน่นอนว่าเหตุผลที่เลือกเรียนเมเจอร์ด้าน Food Science เพราะครอบครัวของเนยมีกิจการร้านอาหารที่คุณพ่อ คุณแม่ทำมานานกว่า 14 ปี อนาคตข้างหน้า เนยกับพี่ๆ น้องๆ ก็ต้องเข้ามารับช่วงดูแลกิจการของครอบครัวต่อไป เนยก็เลยอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีความรู้เกี่ยวกับด้านอาหารอย่างลึกซึ้ง และเพื่อจะได้นำความรู้ตรงนี้ไปต่อยอด กับธุรกิจของครอบครัวในอนาคตอีกด้วย ส่วนที่เลือกเรียนไมเนอร์ด้านภาษาจีน เพราะเนยเล็งเห็นความสำคัญของภาษาจีนในระดับสากล รวมถึงโอกาสในการเติบโตของตลาดจีนในโลกธุรกิจ ส่วนไมเนอร์ด้าน International Hospitality and Management ก็จะเป็นความรู้เกี่ยวกับ การโรงแรม ร้านอาหาร และการบริหารจัดการ  ซึ่งองค์ความรู้ทั้งหมดนี้สามารถครอบคลุมกับธุรกิจของครอบครัวเนยได้ทั้งหมดค่ะ”

   แม้ว่าวันนี้เนยอาจจะยังต้องใช้เวลาอีกสักพักเพื่อเตรียมความพร้อมของตัวเองในการเข้ามา รับช่วงในการสานต่อธุรกิจของครอบครัวในอนาคต แต่ที่ผ่านมาเธอก็ได้เรียนรู้และมีส่วนช่วยกิจการร้าน Waterside ของครอบครัวมาโดยตลอด

   “ทุกวันนี้คุณพ่อและคุณแม่ก็ยังดูแลอยู่และเข้ามาที่ร้านทุกวัน เนยก็มาช่วยดูแลความเรียบร้อยและช่วยต้อนรับแขกวีไอพีของคุณพ่อและคุณแม่บ้างในบางครั้งค่ะ และถ้าวันไหน พนักงานขาด เนยก็ต้องออกไปช่วยเสิร์ฟด้วย เพราะเนยเติบโตมากับคำสอนของคุณพ่อและ คุณแม่ที่คอยสอนให้เรารู้จักแก้ปัญหา ซึ่งปกติแล้วครอบครัวของเนยเวลามีปัญหาอะไรเราก็จะมา คุยกัน มาปรึกษา ช่วยกันแก้ปัญหา และทุกวันนี้คุณพ่อกับคุณแม่ก็เห็นว่าเนยโตแล้ว แล้วเราก็มีมุมมองที่แตกต่างออกไป ด้วยความที่เราเป็น เด็กเจเนเรชั่นใหม่ บางครั้งท่านทั้งสองคนก็อยากได้มุมมองของเด็กรุ่นใหม่ อย่างเรื่องการใช้สื่อ   โซเชียลมีเดียในการทำการตลาดหรือการโปรโมทร้าน ซึ่งเราก็จะรู้ว่าควรจะต้องทำอย่างไรบ้าง ก็ถือว่าเป็นการแชร์มุมมองในเรื่องต่างๆ และทำให้ครอบครัวของเรามีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ด้วยค่ะ”

   จากที่ได้เติบโตมากับธุรกิจของครอบครัวมานานนับสิบปี เมื่อถึงจุดหนึ่งที่โอกาสและจังหวะเดินทางมาพบกันโดยบังเอิญ เนยและพี่สาวก็เกิดไอเดียใหม่ที่กลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทายครั้งสำคัญของชีวิต นั่นคือการเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง    

   “เริ่มต้นจากพี่สาวของเนย (เนี๊ยบ - ฐฤณณรัตน์ เดชะทวีวัฒน์) เขาเกริ่นไอเดียขึ้นมาแล้วก็บอกให้เราลุยเลย (หัวเราะ) ซึ่งเนยก็คิดว่ามันเป็นไอเดีย   ที่เวิร์คนะ หลังจากนั้นเนยก็เลยไปลองศึกษาตลาดออนไลน์ดูว่าเป็นอย่างไร ก็เห็นเลยว่า เป็นตลาดที่น่าสนใจและน่าจะเหมาะกับเราด้วย เพราะเราเองก็เป็นเด็กยุคใหม่ ถ้าเราต้องทำธุรกิจของตัวเอง ก็อยากจะทำธุรกิจที่ทันยุค 4.0 และสุดท้ายก็มาลงตัวที่ Beauty Product เพราะเป็นสินค้าที่มีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดออนไลน์สูงมาก ในตอนนี้ ที่สำคัญคือตัวเราเองก็เป็นผู้หญิง เราก็อยากทำธุรกิจที่เราถนัดและเหมาะกับตัวเราด้วยค่ะ ในที่สุดแบรนด์ Skin7 (Skin Seven) ก็เกิดขึ้น ซึ่งก็เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ผลตอบรับที่ได้ก็ถือว่าดีเกินคาดมากเลยค่ะ ส่วนในเรื่องการตลาดเราก็ทำไประดับหนึ่งแล้ว แต่เนยเชื่อว่ายังมีช่องทางอีกมากมายที่เราจะขยับขยายตลาดให้โตได้มากยิ่งขึ้นค่ะ”

   “ชื่อของแบรนด์ Skin7 ก็มาจากความตั้งใจที่เราคิดว่าจะสร้างผลิตภัณฑ์ดูแลผิว 7 กลุ่ม และในอีกมุมหนึ่ง เนยก็เชื่อว่าเลข 7 เป็นเลขนำโชคด้วยค่ะ ซึ่งในช่วงแรกที่เราเปิดตัวแบรนด์ เราก็นำเสนอสินค้าชิ้นแรกออกมาก่อน นั่นก็คือสบู่ ล้างหน้าที่เป็นสบู่ก้อน ทำมาจากกลีเซอรีนและส่วนผสมของสารสกัด 7 ชนิด โดยจุดเด่นของแบรนด์ก็คือคุณภาพของสินค้านี่ล่ะค่ะ ซึ่งก่อนที่เนยจะเปิดตัวสินค้าชิ้นนี้ เราผ่านกระบวนการคิดและขั้นตอนการทดสอบต่างๆ มาเยอะมาก  ที่สำคัญคือตัวเราก็อยู่ในฐานะที่เคยเป็นผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวต่างๆ มาก่อน เพราะฉะนั้นเราก็จะรู้ว่าผู้ใช้ต้องการอะไรหรือคาดหวังอะไรจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ยิ่งพอเนยมาทำแบรนด์ของตัวเอง เนยบอกได้เลยว่าเราต้องมีความจริงใจและซื่อตรงกับลูกค้าในการผลิตสินค้าของเรา เราอยากได้อะไรที่ดีๆ เราก็ใส่ลงไปสินค้าของเรา อย่าไปเสียดายหรือไปลดต้นทุนสินค้า เพราะนั่นจะทำให้ตัวสินค้าไม่มีคุณภาพ เนยเชื่อมั่นอยู่เสมอว่า ถ้าลูกค้าได้ลองใช้แล้วรู้สึกว่าสินค้าของเราดี     มีคุณภาพ เขาจะเต็มใจซื้อเองโดยที่เราไม่ต้องไปโฆษณาอะไรให้มากมายเลยค่ะ แล้วยิ่งเนยทำ แบรนด์ของตัวเองแบบนี้ แบรนด์ก็คือสิ่งที่จะสะท้อนตัวตนของเราออกมา บอกคนอื่นๆ ว่าเราเป็นใครมาจากไหน เพราะฉะนั้นถ้าสินค้าไม่ดี   เขาก็ตามถึงตัวเราได้ง่าย อย่างช่วงที่เปิดตัวใหม่ๆ เนยก็เอาสินค้าไปแจกให้คนรอบตัวได้ทดลองใช้กันหมด ซึ่งถ้าเรารู้อยู่แก่ใจว่าสินค้าของเราไม่ดี เราก็ไม่มีทางที่จะกล้าเอาไปให้คนลองใช้แน่นอนค่ะ เรียกได้ว่าเนยก็เอาตัวเองนี่ล่ะค่ะเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับสินค้าของเราเอง ลูกค้าเห็นเขาก็จะได้รู้สึกเชื่อมั่นและมั่นใจในตัวสินค้ามากยิ่งขึ้นค่ะ”

   แน่นอนว่าการที่จะเนยจะต้องเรียนไปด้วย ช่วยงานครอบครัวไปด้วย และดูแลธุรกิจของตัวเองไปพร้อมๆ กัน ภาระความรับผิดชอบเหล่านี้ย่อมแทบจะดึงเวลาเกือบ 24 ชั่วโมงไปจากเธอทั้งหมด แต่ด้วยความสามารถในการจัดสรรเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้หญิงสาวคนนี้สามารถดูแลตัวเองในด้านต่างๆ ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องเลยทีเดียว “เนยให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองมากในระดับหนึ่ง เพราะเนยคิดว่าการดูแลตัวเอง ก็เหมือนเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับตัวเองอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อเราดูแลตัวเองได้ดี ภาพลักษณ์ของเรา ก็ย่อมดูดีตามไปด้วย คนอื่นๆ ที่เขามองเห็นเรา เขาก็มองว่าเราเป็นผู้หญิงที่รักตัวเอง ถ้าถามว่าเนยดูแลตัวเองอย่างไร เนยจะเป็นสายออกกำลังกายค่ะ เวลาว่างเนยจะชอบออกกำลังกายและมองหาวิธีออกกำลังกายใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าฟิตเนส การวิ่ง มวยไทย ปั่นจักรยาน พิลาทิส คือจะชอบออกกำลังกายหลายๆ รูปแบบเพื่อที่จะได้ไม่รู้สึกเบื่อ ที่สำคัญคือช่วงเวลาที่ออกกำลังกาย มันเหมือนเราได้พักผ่อนและมีเวลา อยู่กับตัวเอง ได้คิดทบทวน แล้วก็รู้สึกแฮปปี้กับช่วงเวลาตรงนั้น

   “และไม่ใช่แค่การดูแลตัวเองแค่ภายนอกเท่านั้นนะคะ แต่เนยยังดูแลตัวเองจากภายใน ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ยิ่งเราเรียนมาทาง Food Science เราก็จะรู้ว่าอันนี้ดีหรือไม่ดี แต่จริงๆ ก็ไม่ได้เข้มงวดอะไรมากมายนักนะคะ (หัวเราะ) เพราะเนยก็เพิ่งอายุ 23 ปี  เราก็ยังอยากลองรับประทานอะไรหลายๆ อย่าง เพียงแต่ว่าถ้าสิ่งที่รับประทานเข้าไปแล้วไม่ดีต่อร่างกาย เราก็จะพยายามหลีกเลี่ยง แต่ที่แน่ๆ เลย เนยชอบสรรหาเมนูอาหารเพื่อสุขภาพมาลองทำ และมองหาไอเดียใหม่ๆ จากการออกไปทานข้าวนอกบ้านอีกด้วยค่ะ ส่วนเรื่องการดูแลผิวพรรณ เนยก็คงเหมือนผู้หญิงทั่วๆ ไป คือเราก็ดูแล     ไปตามขั้นตอนปกติ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว   ที่เหมาะกับสภาพผิวของเรา แต่ทั้งนี้ก็ต้องยก ผลประโยชน์ให้กับความที่เป็นคนชอบออกกำลังกายและเลือกรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ด้วยนะคะ เพราะสองสิ่งนี้มีผลช่วยในเรื่องของ ผิวพรรณที่มีสุขภาพดีแบบที่เนยสัมผัสได้ด้วยตัวเองเลยค่ะ”

   นอกเหนือจากการดูแลสุขภาพร่างกายและการดูแลความงามในแบบฉบับของเธอแล้ว แฟชั่นและการแต่งตัวก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เนยให้ความสำคัญไม่แพ้กัน “ต้องบอกเลยว่าเนยเป็นคนที่โชคดี มาก เพราะคุณแม่และพี่สาวจะเป็นต้นแบบที่ดีให้กับเนยมาตลอดในเรื่องการดูแลตัวเองในทุกๆ ด้าน อย่างคุณแม่ก็จะถนัดในเรื่องการดูแลสุขภาพร่างกาย ส่วนพี่สาวเนยเขาจะเป็นคนแต่งตัวเก่งและชอบในเรื่องแฟชั่นอยู่แล้ว เนยก็เลยเหมือน มีสไตลิสต์ส่วนตัว (หัวเราะ) เราก็เลยไม่กังวลในเรื่องเหล่านี้เลยค่ะ แต่จริงๆ แล้วต้องบอกเลยว่า โดยนิสัยส่วนตัว เนยไม่ใช่สาวหวาน ออกจะเป็นคนแต่งตัวง่ายๆ สบายๆ ด้วยซ้ำ เป็นคนไม่ชอบแต่งตัวเยอะ แต่จะเน้นเรียบๆ ไว้ก่อน เพราะว่าบางทีเราก็คาดการณ์ไม่ได้ว่า วันนี้เราจะต้องไปที่ไหนหรือต้องเจอใครบ้าง เพราะฉะนั้นก็จะเลือกแต่งตัวเรียบโก้แบบคลาสสิคที่สามารถไปได้ทุกที่ หรือถ้าต้องทำอะไรที่แอคทีฟนิดหนึ่งก็จะเลือกแต่งตัวให้ดูกระฉับกระเฉงและคล่องตัวไว้ก่อน แต่ที่แน่ๆ ก็คือจะเลือกแต่งตัวให้เหมาะสมกับกาลเทศะ ทั้งสถานที่ที่เราจะไปและผู้คนที่เราต้องเจอค่ะ”

   ท้ายที่สุด เมื่อเราถามถึงอนาคตในวัน ข้างหน้าของนักธุรกิจสาวสวยอนาคตไกลคนนี้ เนยบอกกับเราด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่หนักแน่นว่า

   “อนาคตเมื่อเรียนจบ สิ่งแรกเลย เนยอยากเรียนต่อปริญญาโทสายการบริหาร อยากหา ความรู้ หาประสบการณ์เพิ่มเติมให้มากที่สุด  เพื่อเตรียม ตัวเองให้พร้อม พร้อมที่จะรับมือกับความล้มเหลวครั้งแรกให้ได้ เนยเชื่อว่าไม่มีใครที่จะเจอความสำเร็จอยู่ตลอด สักวันหนึ่งทุกคนต้องเจอกับความล้มเหลวเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งสำคัญที่เนยบอกกับตัวเองอยู่เสมอก็คือ ‘Today I do my best. Tomorrow I do better.’ เพราะเนยเชื่ออยู่เสมอว่า ขีดจำกัดคนเราสิ้นสุดก็ต่อเมื่อเราจำกัดมัน ดังนั้น จงทำทุกอย่างให้ดีที่สุดวันนี้ แต่พอตื่นมาวันพรุ่งนี้   อย่าคิดว่าเมื่อวานคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีวันที่ดีกว่าเดิมได้ และเราต้องคอยหา สิ่งใหม่ๆ ทำตลอด ไม่อย่างนั้นชีวิตก็จะย่ำอยู่ที่เดิมๆ กับสิ่งเดิมๆ กับความเคยชิน และตัวเราก็จะไม่มีทางพัฒนาขึ้นได้เลยค่ะ”

0